ทำไม "สเปน" ผลิตนักเตะเก่งไม่หยุด? เบื้องหลังระบบปั้นเด็กสู่แชมป์โลก

โดย PPTV Online

เผยแพร่

สเปนไม่ได้ฝากอนาคตไว้กับพรสวรรค์เพียงอย่างเดียว แต่สร้างระบบพัฒนาเด็กทั้งประเทศ จนอะคาเดมีกลายเป็นรากฐานสำคัญของความสำเร็จในเวทีโลก

ความสำเร็จของทีมชาติสเปนไม่ได้เกิดขึ้นเพราะนักเตะยุคทองเพียงชุดเดียว แต่เป็นผลจากการค่อย ๆ วางระบบพัฒนานักฟุตบอลเยาวชนมาอย่างต่อเนื่อง โดยมี ลาลีกา เข้ามาเป็นหนึ่งในฟันเฟืองสำคัญในการยกระดับอะคาเดมีทั่วประเทศ

ย้อนกลับไปในช่วงปี 2008-2012 สเปนก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจลูกหนังของโลก พวกเขาคว้าแชมป์ยูโร 2 สมัย และคั่นกลางด้วยการคว้าแชมป์ฟุตบอลโลก 2010 ซึ่งเป็นแชมป์โลกครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของประเทศ

ทีมชาติสเปนกับระบบปั้นนักเตะ Reuters/Peter Cziborra
ทีมชาติสเปน

แต่สำหรับคนทำงานในวงการฟุตบอล ความสำเร็จของ “ยุคทอง” ไม่ได้หมายความว่าสเปนจะรักษามาตรฐานนั้นได้ตลอดไป

โดยฆวน ฟลอริต หัวหน้าฝ่ายพัฒนาฟุตบอลของลาลีกา มองว่า หากสเปนหยุดอยู่กับความสำเร็จของคนรุ่นหนึ่ง สุดท้ายประเทศอื่นก็จะไล่ตามทัน

ซึ่งหนึ่งในโมเดลที่สเปนจับตามองอย่างใกล้ชิดคือ อังกฤษ ซึ่งเริ่มปฏิรูประบบพัฒนาเยาวชนอย่างจริงจังผ่าน Elite Player Performance Plan หรือ EPPP ของพรีเมียร์ลีกในปี 2012

นั่นทำให้สเปนเริ่มตั้งคำถามว่า หากต้องการรักษาความได้เปรียบในระยะยาว พวกเขาจะต้องพัฒนาระบบให้เดินหน้าไปพร้อมกับโลกฟุตบอลที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี 2016 เมื่อ ลาลีกา เริ่มเข้ามาวางมาตรฐานสำหรับอะคาเดมีของสโมสรในสองลีกสูงสุดของประเทศ

ช่วงเวลานั้นฟุตบอลสเปนเพิ่งเจอกับความผิดหวังจากฟุตบอลโลก 2014 และยูโร 2016 ขณะเดียวกันแต่ละสโมสรก็มีวิธีพัฒนาเยาวชนของตัวเอง โดยแทบไม่มีการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างกัน

ฟลอริตเปรียบเทียบว่า แต่ละสโมสรเหมือนมีกำแพงสูงล้อมสนามซ้อมเอาไว้ ต่างฝ่ายต่างเก็บวิธีการทำงานของตัวเอง เพราะกลัวว่าความรู้หรือสิ่งที่สร้างขึ้นมาจะถูกคู่แข่งนำไปใช้

ลาลีกาจึงพยายามเปลี่ยนวัฒนธรรมตรงนี้ ด้วยการให้สโมสรเริ่มเปิดพื้นที่ให้กันมากขึ้น ทั้งการแบ่งปันโมเดลการพัฒนา วิธีทำงาน และประสบการณ์จากอะคาเดมีของตัวเอง

เซลต้า บีโก้ เป็นสโมสรแรกที่ตอบรับข้อเสนอในปี 2017 ด้วยการเปิดระบบอะคาเดมีของตัวเองให้สโมสรอื่นเข้ามาศึกษาในการประชุมด้านฟุตบอลเยาวชนของลาลีกา หลังจากนั้นหลายทีมก็เริ่มเปิดกว้างตามมา จนทุกวันนี้การไปเยี่ยมชมอะคาเดมีของสโมสรอื่นเพื่อแลกเปลี่ยนแนวทางการทำงานกลายเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ต่อมาความร่วมมือเหล่านี้ค่อย ๆ พัฒนาเป็นโครงการระดับประเทศ ในปี 2022 ลาลีกา เปิดตัว National Plan for the Optimisation and Improvement of Youth Academies แผนระยะยาวที่วางกรอบการทำงานไว้ถึง 10-12 ปี

เฟสแรกระหว่างปี 2022-2025 มีตัวชี้วัดสำคัญ 44 ข้อ ส่วนเฟสที่สองซึ่งกำลังดำเนินอยู่ในปัจจุบัน เน้นไปที่การรับรองมาตรฐานความเป็นเลิศของอะคาเดมีแต่ละสโมสร

แน่นอนว่าแต่ละทีมเริ่มต้นจากจุดที่แตกต่างกัน บียาร์เรอัลลงทุนกับอะคาเดมีมาเกือบ 20 ปี ขณะที่บางสโมสรที่เพิ่งเลื่อนชั้นขึ้นมาสู่ดิวิชันสองแทบไม่มีระบบพัฒนาเยาวชนเป็นของตัวเอง

เป้าหมายจึงไม่ใช่การทำให้ทุกสโมสรเหมือนกัน แต่คือการยกระดับมาตรฐานของระบบโดยรวม และผลลัพธ์เริ่มสะท้อนออกมาในระดับทีมชาติ

จากนักเตะ 26 คนในทีมชาติสเปนชุดแชมป์ฟุตบอลโลกครั้งล่าสด มีถึง 25 คนที่เคยผ่านการพัฒนาจากอะคาเดมีของสโมสรในระบบฟุตบอลสเปน มีเพียง ดาบิด ราย่า ที่เติบโตและเริ่มต้นอาชีพกับ แบล็คเบิร์น โรเวอร์ส ในอังกฤษ

ขณะที่ในฤดูกาลที่ผ่านมา ลาลีกา เป็นลีกที่มีสัดส่วนเวลาลงสนามของนักเตะที่เติบโตจากอะคาเดมีสูงที่สุดในบรรดา 5 ลีกใหญ่ของยุโรป อยู่ที่ 20.1 เปอร์เซ็นต์

หนึ่งในโมเดลที่ ฟลอริต ยกขึ้นมาเป็นตัวอย่างคือ เรอัล โซเซียดาด เมื่อ ‘โรเบร์โต้ โอลาเบ’ เข้ามาทำงานในปี 2017 เขาตั้งเป้าว่าอยากให้ทีมชุดใหญ่มีนักเตะจากอะคาเดมีมากกว่าครึ่งทีม หรืออาจสูงถึง 60-70 เปอร์เซ็นต์

ผ่านไปประมาณ 7 ปี สโมสรมีนักเตะจากอะคาเดมีถึง 19 คนอยู่ในทีมชุดใหญ่ และนักเตะเหล่านี้ลงเล่นรวมกันมากกว่า 55 เปอร์เซ็นต์ของนาทีทั้งหมดในลาลีกา

ที่สำคัญ โมเดลนี้ไม่ได้ทำให้สโมสรต้องเลือกระหว่าง “พัฒนาเด็ก” กับ “ประสบความสำเร็จ” เพราะเรอัล โซเซียดาดยังคงไปเล่นฟุตบอลยุโรปได้อย่างสม่ำเสมอ คว้าแชมป์โกปา เดล เรย์ 2 สมัยในปี 2020 และ 2026 และยังมีสถานะทางการเงินที่แข็งแรงขึ้น

โอซาซูน่าเองก็ใช้แนวทางคล้ายกัน หลังเคยเผชิญวิกฤตทางการเงินอย่างหนัก สโมสรเลือกให้การพัฒนาเยาวชนกลายเป็นส่วนสำคัญของแผนงาน ก่อนที่นักเตะจากอะคาเดมีจะเข้ามามีบทบาทมากขึ้น และบางรายยังสามารถสร้างรายได้ให้สโมสรผ่านการขายออกไป

แม้แต่สามทีมที่เลื่อนชั้นขึ้นสู่ลีกสูงสุดในฤดูกาลนี้อย่าง มาลาก้า, ราซิ่ง ซานตานเดร์ และเดปอร์ติโบ ลา คอรุนญ่า ก็ล้วนอยู่ในกลุ่มสโมสรของลีกรองที่ใช้นักเตะจากอะคาเดมีมากที่สุด

ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า อะคาเดมีในมุมมองของฟุตบอลสเปนไม่ได้มีหน้าที่เพียงผลิตนักเตะขึ้นมาเติมทีมชุดใหญ่ แต่ยังสามารถเป็นทั้งเครื่องมือสร้างผลงานและสร้างความมั่นคงทางการเงินให้สโมสรได้ด้วย

อย่างไรก็ดี การสร้างนักเตะในยุคใหม่ก็ไม่ได้หมายถึงการฝึกให้เก่งเฉพาะเรื่องฟุตบอล ฟลอริตบอกว่า หัวใจของระบบสเปนคือ “การพัฒนารายบุคคล”

แทนที่จะพยายามสร้างนักเตะทุกคนให้มีรูปแบบเดียวกัน อะคาเดมีควรดูว่าผู้เล่นแต่ละคนต้องพัฒนาอะไร และจุดแข็งแบบไหนที่สามารถต่อยอดให้กลายเป็นข้อได้เปรียบของเขา

ภาพจำว่าสเปนคือชาติแห่งฟุตบอลเทคนิคและการต่อบอลยังคงอยู่ แต่ฟุตบอลยุคใหม่บังคับให้แนวทางการพัฒนาต้องกว้างขึ้น

ฟุตบอลยุคใหม่ไม่ได้ต้องการแค่ทักษะและร่างกาย แต่ยังต้องเข้าใจแท็กติก อ่านเกม มีทักษะทางจิตใจ และรับมือกับแรงกดดันได้

สเปนจึงเปลี่ยนแนวคิดจากการพัฒนาแบบเป็นขั้น ๆ มาเป็นการฝึกทุกด้านไปพร้อมกัน โดยปรับให้เหมาะกับวัยและความต้องการของนักเตะแต่ละคน

ขณะเดียวกัน ลาลีกายังให้ความสำคัญกับการดูแลนักเตะ เพราะฟุตบอลสำหรับเด็กควรเป็นพื้นที่ที่ปลอดภัยและเปิดโอกาสให้พวกเขาเติบโตอย่างเป็นตัวเอง หนึ่งในแนวทางคือการให้เด็กอยู่ใกล้ครอบครัวให้นานที่สุด โดย 23 จาก 26 นักเตะทีมชาติชุดแชมป์โลก เคยฝึกในอะคาเดมีที่อยู่ห่างจากบ้านเกิดไม่เกิน 145 กิโลเมตรเมื่ออายุไม่เกิน 13 ปี

ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า ความสำเร็จของสเปนไม่ได้เกิดจากพรสวรรค์เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากระบบที่พยายามพัฒนานักเตะตั้งแต่ทักษะฟุตบอล ไปจนถึงแท็กติก จิตใจ และคุณภาพชีวิต

และภารกิจนี้ยังไม่จบ เพราะแผนพัฒนาอะคาเดมีของลาลีกาถูกวางไว้ยาว 10-12 ปี ดังนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นกับทีมชาติสเปนจึงอาจไม่ใช่แค่ “ยุคทอง” อีกครั้ง แต่คือความพยายามสร้างระบบที่ทำให้พวกเขามีโอกาสผลิตยุคทองได้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

เพราะทีมชาติที่แข็งแกร่งของสเปนไม่ได้เริ่มต้นวันที่นักเตะสวมเสื้อทีมชาติ แต่เริ่มตั้งแต่วันที่เด็กคนหนึ่งก้าวเข้าสู่อะคาเดมี
 

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

ขณะนี้ มีรายการกำลังถ่ายทอดสด คุณสนใจหรือไม่?

เข้มข่าวค่ำ

เข้มข่าวค่ำ

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ