เวลาพูดถึงปัญหากองหน้าของบาร์เซโลน่า หลายคนอาจนึกถึงการหาตัวแทนของโรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ แต่ฮันซี่ ฟลิค อาจกำลังมองปัญหานี้ต่างออกไป เพราะแทนที่จะหากองหน้าคนใหม่มาแทนตำแหน่งเดิม เขากลับทดลองใช้ ราฟินญ่า ปีกตัวเก่งของทีม ขยับมายืนเป็นกองหน้าเบอร์ 9 แทน
สิ่งที่น่าสนใจคือ ราฟินญ่าไม่ได้ถูกคาดหวังให้เล่นเหมือนกองหน้าตัวเป้าทั่วไป เขาไม่จำเป็นต้องยืนรอบอลอยู่ระหว่างเซ็นเตอร์แบ็กตลอดเวลา แต่สามารถถอยลงมาเชื่อมเกม
เคลื่อนที่ออกไปด้านข้าง วิ่งโจมตีพื้นที่ด้านหลังแนวรับ และเป็นคนแรกที่เริ่มไล่เพรสเมื่อทีมเสียบอล
แนวคิดนี้ทำให้คำถามไม่ได้อยู่แค่ว่า ราฟินญ่าจะยิงประตูได้มากแค่ไหนในตำแหน่งใหม่ แต่ยังรวมถึงการที่เขาสามารถช่วยให้เกมรุกของบาร์เซโลน่ามีมิติมากขึ้นได้อย่างไรด้วย
หนึ่งในเหตุผลที่ฟลิคเลือกใช้ราฟินญ่า คือคุณสมบัติที่เหมาะกับตำแหน่งนี้อยู่แล้ว ทั้งความเร็ว ความขยัน และความสามารถในการเคลื่อนที่เข้าไปมีส่วนร่วมกับเกม เขาเป็นนักเตะที่ไม่ชอบยืนรอบอลเฉย ๆ แต่ต้องการมีส่วนร่วมกับเกมรุกอยู่ตลอด ซึ่งตรงกับสิ่งที่ฟลิคต้องการจากผู้เล่นหมายเลข 9
และแนวทางนี้ก็มีตัวอย่างให้เห็นมาแล้วที่ปารีส แซงต์ แชร์กแมง เมื่อหลุยส์ เอ็นริเก้ปรับบทบาทของ อุสมาน เดมเบเล่ จากปีกให้กลายเป็นแนวรุกที่ขยับเข้ามาเล่นตรงกลางมากขึ้น เขาไม่ได้มีหน้าที่เพียงจบสกอร์ แต่ยังต้องเริ่มต้นการเพรสซิ่ง ไล่กดดันแนวรับคู่แข่ง และถอยลงมาเชื่อมเกมเพื่อสร้างความได้เปรียบในแดนกลางด้วย
ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นในฤดูกาล 2024-25 คือเดมเบเล่ทำไป 37 ประตู กับ 15 แอสซิสต์จากทุกรายการ พร้อมคว้ารางวัลบัลลงดอร์ 2025 หลังช่วยเปแอสเชคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก ความสำเร็จของเขาจึงเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่า การเปลี่ยนตำแหน่งอาจช่วยดึงศักยภาพอีกด้านของนักเตะออกมาได้ หากบทบาทใหม่เหมาะกับคุณสมบัติของคนนั้นจริง ๆ
อย่างไรก็ตาม ราฟินญ่ากับเดมเบเล่ก็ไม่ได้มีเส้นทางเหมือนกันทั้งหมด เพราะราฟินญ่าผ่านการยกระดับฝีเท้าภายใต้ฟลิคมาแล้วในฤดูกาล 2024-25 โดยทำได้ถึง 34 ประตู กับ 26 แอสซิสต์จาก 57 นัด พร้อมจบอันดับ 5 ในการประกาศรางวัลบัลลงดอร์ เขาไม่ได้เป็นเพียงปีกที่รอรับบอลริมเส้นอีกต่อไป แต่ขยับเข้ามาเล่นในพื้นที่ด้านในและโจมตีช่องว่างรอบตัวเลวานดอฟสกี้อยู่บ่อยครั้ง
การขยับมายืนหน้าเป้าจึงอาจไม่ใช่การเปลี่ยนตัวตนของราฟินญ่าใหม่ทั้งหมด แต่เป็นการต่อยอดจากสิ่งที่เขาทำได้ดีอยู่แล้ว ฟลิคเพียงกำลังเพิ่มความรับผิดชอบให้เขาเข้าไปอยู่ในจุดที่สามารถสร้างอันตรายได้มากขึ้น
ถึงอย่างนั้น การทำผลงานได้ดีในช่วงต้นฤดูกาลยังไม่ใช่เครื่องยืนยันว่าราฟินญ่าจะตอบโจทย์ทุกสถานการณ์ เพราะเมื่อเจอทีมที่ตั้งรับลึก บาร์เซโลน่าอาจต้องการกองหน้าที่สามารถพักบอล
หันหลังให้ประตู หรือเอาชนะการปะทะกับเซ็นเตอร์แบ็กได้ ขณะที่บางจังหวะการเปิดบอลเข้ากรอบเขตโทษก็ยังต้องอาศัยผู้เล่นที่ยืนรอเข้าทำในพื้นที่อันตรายโดยตรง
การมี กาเบรียล เชซุส เป็นอีกหนึ่งทางเลือกจึงช่วยให้ฟลิคปรับวิธีเล่นได้ตามคู่แข่ง โดยไม่จำเป็นต้องยึดติดกับการใช้ราฟินญ่าในตำแหน่งเดิมทุกนัด
ท้ายที่สุด สิ่งที่น่าจับตาอาจไม่ใช่ว่าราฟินญ่าจะกลายเป็นกองหน้าเบอร์ 9 ที่สมบูรณ์แบบได้หรือไม่ แต่เป็นการที่ฟลิคกำลังแสดงให้เห็นว่า เกมรุกที่ดีไม่จำเป็นต้องผูกติดกับตำแหน่งของนักเตะเพียงอย่างเดียว หากทุกคนเคลื่อนที่สัมพันธ์กัน สร้างพื้นที่ให้กัน และช่วยกันจบสกอร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
บทเรียนจากเดมเบเล่ที่เปแอสเชอาจเป็นแรงบันดาลใจให้บาร์เซโลน่า แต่ฟลิคไม่จำเป็นต้องสร้างราฟินญ่าให้กลายเป็นเดมเบเล่คนที่สอง เพราะสิ่งสำคัญกว่าคือการค้นหาว่า จะใช้จุดแข็งของราฟินญ่าอย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับทีม..