ในปี 2520 สโมสรโอสถสภา เข้าสู่ฟุตบอลไทยครั้งแรก ตลอดระยะเวลากว่า สามสิบกว่าปี สโมสรแห่งนี้ สร้างความทรงจำ ตำนาน คว้าถ้วยรางวัล และ บุคคลในวงการฟุตบอลไว้อย่างมากมาย แม้ โอสถสภา จะไม่เคยคว้าแชมป์ไทยลีก แต่สโมสรแห่งนี้ เคยคว้าถ้วยพระราชทาน ก. อันทรงเกียรติ ได้ถึง 2 สมัย 2544 และ 2549 ถ้วยพระราชทานควีนส์คัพ 3 สมัย ติดต่อกัน 2545-2547
ส่วนอันดับไทยลีกสูงสุดที่ทำได้ คือการเป็นคว้ารองแชมป์ ในปี 2544-45 และ 2549 ได้สิทธิ์ลงแข่งขันเอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ลีก แต่ก็ต้องตกรอบแรก แน่นอนว่า ทีมนี้ สร้างทั้งนักเตะ,สตาฟฟ์โค้ช เป็นบุคลากรชั้นเยี่ยม อาทิ โค้ชเบ๊ ไพโรจน์ บวรวัฒนดิลก อยู่กับทีมตั้งแต่เป็นผู้เล่นถึงเฮดโค้ช, หรือโค้ชโต่ย ศิริศักดิ์ ยอดญาติไทย ผู้ช่วยโค้ชทีมชาติไทย ในปัจจุบัน ก็อยู่กับโอสถสภา ตั้งแต่เป็นนักเตะ,จนถึงการเป็นโค้ชทีมเยาวชนปั้นนักเตะดาวรุ่งมากมายหลายชีวิต
นักเตะโอสถสภาหลายคน ก็เริ่มจากทีมเยาวชน จนก้าวขึ้นไปติดทีมชาติไทย,เจษฎา พั่วนะคุณมี กัปตันทีมที่อยู่กับสโมสรมาถึง 18 ปี,อภิภู สุนทรพนาเวศ แข้งลูกหม้อโอสถภาแท้จริง รวมถึง ฉัตรชัย บุตรพรหม นายทวารของเชียงราย ยูไนเต็ด ล้วนแต่มาจาก อคาเดมี่ โอสสถสภา แทบทั้งสิ้น
ฟุตบอลไทยมีการพัฒนาไปตามสมัย มีมาตรฐานที่เอเอฟซี กำหนดมา ทำให้ โอสถสภา ต้องปรับตัว ตระเวนหาสนามแข่งของตัวเอง เคยใช้ทั้งที่หมู่บ้านธนารมย์ การเคหะ คลองจั่น, ย้ายไปผูกกับจังหวัดสระบุรี สุดท้ายด้วยปัญหาหลายประการ โอสถสภา ต้องมลายหายไปตามวิถีทางมืออาชีพ ขายสิทธิ์เปลี่ยนชื่อทีมเป็นซุเปอร์พาวเวอร์ และย้ายรังเหย้าไปที่สมุทรปราการ จนมาปีนี้ ทีมนี้ต้องตกชั้นไปเล่นในไทยลีก 2 ปีหน้า
ล่าสุด บอร์ดบริหารได้ขายสิทธิ์ได้กับกลุ่มทุนจากมหาสารคาม ในนามทีม จัมปาศรี ยูไนเต็ด เท่ากับว่า ตำนานยอดทีมห้างขายยา เสื้อสีเหลืองแดงโดดเด่น จะไม่มีอีกต่อไป และยังคงเหลือไว้เป็นตำนาน ห้างขายยา โอสถสภา