ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ริคาร์โด้ อีเซกซง ดอส ซานโตส เลเต้ หรือ แฟนบอลรู้จักกันในนาม “กาก้า” เกิดเมื่อวันที่ 22 เมษายน ค.ศ.1983 ณ กรุงบราซิเลีย ประเทศบราซิล ปัจจุบันอายุ 35 ปี สมรสกับ คาร์โรลิน เซลิโก มีบุตรชายและบุตรสาวด้วยกัน 4 คน ซึ่ง กาก้า ขึ้นชื่อว่าเป็นนักฟุตบอลที่เคร่งครัดในเรื่องศาสนามากคนหนึ่ง เขาเกิดในครอบครัวที่มีฐานะดี แตกต่างจากนักฟุตบอลบราซิลรายอื่น ที่ส่วนใหญ่มีฐานะครอบครัวยากจน แต่นั่นก็ไม่ใช่ข้ออ้างในการเล่นฟุตบอลของเขา เพราะเกมกีฬาฟุตบอลเป็นเกมกีฬามหาชน ที่สามารถเข้าถึงได้ทุกชนชั้น ทุกเพศ และทุกวัย รวมถึงการที่ กาก้า มีความฝันเป็นของตัวเองเหมือนกับเด็กบราซิลทั่วๆ ไป และความทุ่มเทในฟุตบอลของเขาก็ไม่แพ้นักฟุตบอลคนอื่นเช่นกัน
“กาก้า” เป็นนักฟุตบอลอาชีพกับทีม “เซา เปาโล” ด้วยวัยเพียง 18 ปี
โดยตลอดระยะเวลาที่กาก้าอยู่กับ เซา เปาโล (2001-2003) เขาทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมในฐานะกองกลางตัวสร้างสรรค์เกม ด้วยผลงานการลงสนามทั้งหมด 59 นัด ยิงไป 23 ประตู และได้รับรางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยมประจำลีกสูงสุดของบราซิล ในปี 2002 และที่สำคัญยังสามารถคว้า “แชมป์ฟุตบอลโลกปี 2002” ที่ญี่ปุ่นกับเกาหลีใต้เป็นเจ้าภาพร่วมกัน ทำให้ไปเตะตาแมวมองของ ทีมสโมสรอย่าง “เอซี มิลาน” ก่อนยอดทีมแห่งอิตาลีจะจัดการคว้าตัว กาก้า มาร่วมทัพในฤดูกาล 2003-2004 ด้วยค่าตัว 8.5 ล้านยูโร และนั่นก็เป็นก้าวเดินครั้งสำคัญของกาก้า
ลงเล่นภายใต้สีเสื้อแดงดำของ “เอซี มิลาน” ครั้งแรกในฤดูกาล 2003-2004
ทั้งนี้ ด้วยฟอร์มอันโดดเด่น กาก้าสามารถเบียดรุ่นพี่ในทีมชาติอย่าง ริวัลโด้ และ รุ่นพี่ในทีมอย่าง รุย คอสต้า ที่ลงไปนั่งสำรองอย่างถาวร สำหรับผลงานของกาก้าในฤดูกาลแรกของเขา กับ เอซี มิลาน โดยรวมทำออกมาได้ดี ลงสนามไปทั้งหมด 30 นัด ยิงไป 10 ประตู ซึ่งนับว่าผลงานไม่เลวกับตำแหน่งกองกลางตัวทำเกม พ่วงด้วยแชมป์สกูเดตโต้ และแชมป์ยูฟ่า ซูเปอร์คัพ
เส้นทางลูกหนังของ “กาก้า” ไม่ได้ถูกโรยด้วยกลีบกุหลาบเสมอไป
เมื่อครั้งต้องผิดหวังในการพ่ายการดวลจุดโทษกับ ลิเวอร์พูล แบบสุดช็อก ในรอบชิงชนะเลิศ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก หลังเสมอกันในเวลา 3-3 ประตู ทั้งที่มิลานนำออกห่างก่อนในครึ่งแรกถึง 3-0 ประตู โดยแฟนบอลตั้งชื่อเหตุการณ์หลังจบนัดนี้ว่า “ปาฏิหาริย์ที่อิสตันบูล” แม้ในฤดูกาลนั้นมิลานต้องจบฤดูกาลแบบมือเปล่า แต่ฟอร์มการเล่นส่วนตัวของกาก้า ก็ยังนับว่าโดดเด่นมากอยู่ดี
ฤดูกาล 2006-2007 พา “เอซี มิลาน” คว้าแชมป์ยูฟ่าแชมป์เปี้ยนส์ลีก สำเร็จ
จึงเป็นที่มาของภาพในตำนาน “I Belong To Jesus” หลังถอนแค้นลิเวอร์พูล ทีมที่พวกเขาเคยแพ้แบบน่าเจ็บปวด โดยสามารถโค้นลงได้ในรอบชิงชนะเลิศ แถมพ่วงด้วยแชมป์ฟุตบอลสโมสรโลก และรางวัลส่วนตัวของกาก้าอีกมากมาย รวมถึง “ฟีฟ่า บัลลงดอร์” หรือนักฟุตบอลยอดเยี่ยมแห่งปีของยุโรป นับว่าเป็นปีทองของกาก้าอย่างแท้จริง และทิ้งผลงานกับมิลานไว้ที่ ลงแข่ง 193 นัด ยิงไป 70 ประตู ก่อนจำเป็นต้องย้ายไปหาความท้าทายครั้งใหม่ในดินแดนสเปน กับ เรอัล มาดริด เนื่องจากมิลาน มีปัญหาทางด้านการเงิน
ความท้าทายครั้งใหม่บนแผ่นดินสเปน
หลังจากการกลับมาดำรงตำแหน่งประธานสโมสร เรอัล มาดริด ของ “ฟลอเรนติโน่ เปเรซ” เปเรซก็มีจุดมุ่งหมายในการบริหารทีมแบบยุคเดิมคือ “กาลาคติกอส” ก่อนจะจัดการทุ่มซื้อตัว กาก้า จากมิลาน ด้วยค่าตัวสถิติโลก “56 ล้านปอนด์” ก่อนจะถูก คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ล้มสถิติลงในระยะเวลาไล่เลี่ยกัน ที่ 80 ล้านปอนด์
กลับสู่ถิ่นที่คุ้นเคย
ตลอดระยะเวลา 4 ปี ที่ เรอัล มาดริด ของ กาก้า กลับมีปัญหาอาการบาดเจ็บรุมเร้าอยู่บ่อยครั้ง ทำให้ไม่ค่อยได้มีโอกาสโชว์ฟอร์มในถิ่น ซานติอาโก้ เบอน์นาบิว มากเท่าที่ควร ก่อนจะหมดสัญญากับยอดทีมแดนสเปนในภายหลัง และตัดสินใจกลับไปค้าแข้งกับทีมเก่าที่เคยพาเขาขึ้นสู่ฟอร์มที่ดีที่สุดอย่าง เอซี มิลาน แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จดั่งใจหวัว ด้วยวัยที่กำลังโรยรา โดยในช่วงที่ลีกอิตาลีกำลังปิดฤดูกาล กาก้าก็ได้มีโอกาสกลับไปเล่นให้ “เซา เปาโล” ที่เป็นทีมแรกของการเป็นนักฟุตบอลอาชีพของเขาในระยะเวลาสั้นๆ อีกด้วย
งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา! “กาก้า” ประกาศยุติอาชีพการค้าแข้ง ในวัย 35 ปี
หลังจาก กาก้า หาความท้าทายช่วงบั้นปลายอาชีพในเมเจอร์ลีก ซอกเกอร์ ที่สหรัฐอเมริกา กับทีม ออลันโด้ ซิตี้ มาเป็นเวลา 1 ฤดูกาล ก็ถึงเวลาสมควรที่ กาก้า จะต้องประกาศยุติอาชีพนักฟุตบอล หลังจากค้าแข้งมาเป็นระยะเวลา 16 ปีเต็ม ด้วยสถิติตลอดอาชีพค้าแข้งของ กาก้า คือ ลงเล่น 654 นัด ทำไป 237 ประตู ติดทีมชาติ 92 นัด และเป็นผู้เล่นบราซิลชุดแชมป์ฟุตบอลโลกปี 2002 คนสุดท้าย ที่ประกาศยุติอาชีพการค้าแข้งอย่างเป็นทางการ
AFP