แต่เมื่อถึงเวลาที่เวนเกอร์จะต้องลงจากตำแหน่งจริง ๆ กองเชียร์ของพลพรรคปืนใหญ่ก็คงใจหายไม่น้อย เพราะนี่คือ 1 ในผู้จัดการทีมที่ดีที่สุดของสโมสรอย่างปฎิเสธไม่ได้ ชายผู้ที่เข้ามาพร้อมกับพาดหัวหน้า 1 ว่า “ใครคืออาแซน?” กลับเข้ามาเปลี่ยนโฉมหน้าสโมสรอาร์เซน่อลและพรีเมียร์ลีกไปตลอดกาลและพาทีมคว้าแชมป์อย่างมากมาย ทั้ง แชมป์พรีเมียร์ลีก 3 สมัย แชมป์เอฟเอ คัพ 7 สมัย,แชมป์คอมมิวนิตี ชิลด์ 7 สมัย และ แชมป์ไร้พ่าย 1 สมัย วันนี้พีพีทีวีจะพาย้อนกลับไปดู 5 สิ่งที่เวนเกอร์นำความเปลี่ยนแปลงมาสู่อาร์เซน่อล นั้นคือความสำเร็จที่จับต้องได้และได้วางรากฐานแห่งอนาคตของไอปืนใหญ่
1.แชมป์ไร้พ่าย
คงไม่มีผลงานการคว้าแชมป์ครั้งไหนบนเส้นทางของอาแซนที่โดดเด่นไปกว่าการพาปืนใหญ่คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกแบบไร้พ่ายในฤดูกาล 2003-2004 ด้วยการลงเล่น 38 นัด ชนะ 26 เสมอ 12 จนเป็นตำนานเล่ามาถึงทุกวันนี้ แถมยังลากยาวไปถึงฤดูกาล 2004-2005 ก่อนจะหยุดสถิติไร้พ่ายไว้ที่ 49 นัด ตั้งแต่นั้นมายังไม่เคยมีทีมไหนสามารถทำสถิติไร้พ่ายตลอดทั้งฤดูกาลได้อีกเลย ทำให้ถ้วยแชมป์พรีเมียร์ลีกสีทองยังมีแค่ใบเดียวบนเกาะอังกฤษ
2.ให้โอกาสดาวรุ่ง ปั้นดินให้เป็นดาว
อย่างที่รู้กันว่าเวนเกอร์ขึ้นชื่อในการให้โอกาสดาวรุ่งได้ลงสนามเพื่อพิสูจน์ต้วเอง ถ้าให้ไล่ชื่อคงไม่พอหน้ากระดาษ เอาง่าย ๆ ว่านักเตะที่ได้ลงสนามตั้งแต่ยังไม่มีบัตรประชาชนในยุคของเวนเกอร์นั้นมีเป็นโหล มียุคหนึ่งเวนเกอร์มักจะส่งดาวรุ่งลงเล่นในรายการ ลีก คัพ ทั้ง 11 ตัวจริง จะมีกุนซือสักกี่คนที่กล้าทำแบบนี่ แถมระบบอคาเดมี่ของสโมสรก็ดูเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมากจนเรียกว่าเป็นระดับท็อปของสโมสรในยุโรปก็ว่าได้ ดันเยาวชนขึ้นมาติดทีมชุดใหญ่ได้หลายคน อย่างในยุคปัจจุบันก็จะมี อเล็กซ์ อิโวบี้ , แมตแลน ไนล์ , รีส เนลสัน
นอกจากนั้นเวนเกอร์ยังขึ้นชื่อเรื่องการปั้นดินให้เป็นดาว ซื้อนักเตะราคาถูกที่ไม่มีใครรู้จัก กลายเป็นนักเตะระดับท็อปที่ทีมใหญ่ ๆ สนใจได้ (อันนี้ไม่รู้ว่าเพราะไม่มีตังรึเปล่า)
3.สนามใหม่
ในยุคที่อาร์เซน่อลกำลังผงาดในยุโรป ทะลุถึงรอบชิง UCL ในปี 2006 แต่พ่ายให้กับบาร์เซโลน่า เวนเกอร์เลือกที่จะทิ้งการสานต่อความสำเร็จ และเลือกที่จะเดินหน้าสร้างสนามใหม่แทน ด้วยเหตุผลที่ว่า “ไฮบิวรี่” สนามเหย้าของปืนใหญ่ขณะนั้นมีขนาดเล็กเกินไป( ประมาณ 30,000 ที่นั่ง ) ไม่เพียงพอต่อความต้องการเข้ามาดูเกมในสนามของแฟนบอล
ทำให้เวนเกอร์และบอร์ดบริหารเลือกที่จะกู้เงินกว่า 300 ล้านปอนด์มาสร้างสนามเอมิเรตส์ สเตเดี้ยมที่จุคนได้กว่า 6 หมื่นคน ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าการกู้เงินรอบนี้จะทำให้ตัวเองแทบไม่มีงบในการเสริมทีมไปต่อกรกับคู่แข่งแย่งแชมป์ที่ฤดูกาลนึงใช้งบไม่ต่ำกว่า 100 ล้านปอนด์ แต่เวนเกอร์ก็ยอมเลือกเส้นทางนี้เพื่อรากฐานแห่งอนาคตของสโมสร ทั้งเรื่องฐานแฟนบอล , สนามที่เต็มไปด้วยความทันสมัย , มีที่สนามที่ใหญ่เทียบเท่ากับทีมระดับบิ๊ก , ค่าตั๋วที่เก็บได้มากขึ้น สมกับที่เวนเกอร์บอกไว้ก่อนลงจากตำแหน่งว่า “แน่ใจได้เลยว่าผู้จัดการคนต่อไปจะมีทุกอย่างพร้อม และได้สิ่งที่ดีที่สุดจากผม”
4.ระบบการเล่น
Boring Arsenal หรืออาร์เซน่อลแสนน่าเบื่อ หลายคนที่เกิดและเชียร์ทีมในช่วง 22 ปีที่ผ่านมาคงไม่คุ้นกับคำนี้มากนี้ แต่หากย้อนกลับไปในแฟนบอลรุ่นเก๋าคงให้คำตอบกับฉายานี้ได้ มันคืออาร์เซน่อลในยุคของจอร์จ เกรแฮมที่มีสไตล์การเล่นที่น่าเบื่อ เล่นบอลโยนไปข้างหน้าแบบสไตล์อังกฤษแท้ ๆ ประมาณว่ายิงไม่ได้ก็อย่าเสียแล้วกัน
แต่ทุกอย่างเปลี่ยนไปเมื่อกุนซือชาวฝั่งเศสผู้นี้เข้ามาเปลี่ยนโฉมสไตล์การเล่นของอาร์เซน่อลจนเป็นที่เลื่องลือ กลายมาเป็นเอกลักษณ์ของสโมสรทุกวันนี้ ด้วยการเล่นเกมบุก เน้นต่อบอลบนพื้น รวดเร็ว ดุดัน และลูกชิ่ง 1-2 อันสวยงามที่สร้างความปั่นป่วนให้คู่ต่อสู้มานักต่อนัก หากบาร์ซ่ามีโยฮัน ครัฟฟ์ผู้วางระบบติกิ ตากะ และถูกสานต่อด้วย เป๊ป กวาดิโอล่า สิ่งที่อาแซน เวนเกอร์ปลูกฝังไว้กับอาร์เซน่อลก็คงไม่ต่างกัน
5.วิทยาศาสตร์การกีฬา
ในยุคที่คำว่าวิทยาศาสตร์การกีฬายังไม่แพร่หลาย นักฟุตบอลพรีเมียร์ลีกยังคงเป็นนักดื่มตัวยง (ตัวอย่าง : โทนี่ อดัมส์ กัปตันทีมที่ติดเหล้าจนต้องเข้ารับการบำบัด) หรือกินอาหารขยะจนเป็นอาหารหลัก รวมไปถึงการดื่มน้ำอัดลมแทนน้ำเปล่า , ชอบกินช็อกโกแลตเป็นชีวิตจิตใจ ทุกอย่างถูกปรับเปลี่ยนด้วยวิสัยทัศน์ของผู้มาใหม่อย่างเวนเกอร์
เวนเกอร์เชื่อว่าวิทยาศาสตร์การกีฬาและพฤติกรรมการกินจะช่วยให้นักกีฬาของเขามีร่างกายที่แข็งแกร่งขึ้นได้ เขาค่อย ๆ ปรับทีละนิด ตั้งแต่การฝึกซ้อม การวอร์มอัพ-ดาวน์ การนวดคลายกล้ามเนื้อ จนทีมอื่นที่เห็นว่าการทำแบบนี้ได้ผลดีจึงทำตามกันมา
ส่วนเรื่องอาหารการกินเวนเกอร์สั่งห้ามเด็ดขาดเรื่องการกินน้ำอัดลม,ขนมหวาน,ช็อกโกแลต,รวมไปถึงอาหารที่ไม่มีประโยชน์อย่างพวกฟิชแอนด์ชิบ , สเต็ก แล้วค่อย ๆ ชักจูงให้พวกนักเตะหันมากินผัก และเนื้อสัตว์ที่ปรุงด้วยการต้มหรือนึ่งแทน แรก ๆ ก็อาจจะโดนต่อต้านหน่อย แต่พอนานไปนักเตะก็เริ่มปรับตัวได้และยอมรับในแนวทางของเวนเกอร์ จะเรียกว่าเวนเกอร์คือบิดาแห่งวิทยาศาสตร์การกีฬาของพรีเมียร์ลีกก็คงไม่ผิด เพราะหลังจากเวนเกอร์เริ่มทำสิ่งเหล่านี้ ทีมอื่น ๆ ในพรีเมียร์ลีกก็เริ่มทำตามจนเป็นอย่างที่เห็นในปัจจุบัน