ONE DAY TRIP อิ่มใจ “ชุมชนกุฎีจีน” “ชุมชนเล็ก ๆ ริมเจ้าพระยา ที่ทำให้เวลาเดินช้าลง”
บางทีวันหยุด…เราก็ไม่ได้อยากไปที่ไหนไกล ไม่ได้อยากขึ้นเขา ไปทะเล หรือเข้าห้างใหญ่โต แค่อยากหาสถานที่ที่ “เดินแล้วใจเย็นลง” “ชุมชนกุฎีจีน” นี่แหละที่ทำให้หัวใจและเวลาเดินช้าลง ชุมชนเล็ก ๆ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ที่มีทั้งวัดไทย ศาลเจ้าจีน โบสถ์คริสต์ และบ้านเก่าอายุหลายร้อยปี อยู่ร่วมกันแบบเงียบ ๆ อย่างลงตัว เหมือนเวลาตรงนี้เดินช้ากว่าที่อื่นนิดนึง เมื่อเทียบกับย่านอื่น ๆ ในกรุงเทพฯ
วัดกัลยาณมิตร กราบขอพร “หลวงพ่อโต”
เราวางแผนจะมาที่นี่กันนานกว่า 2 เดือน จนกระทั่งลงตัว และเช้าวันนี้เราเริ่มต้นกันที่วัดกัลยาณมิตร วัดเก่าแก่สมัยรัชกาลที่ 3 ที่สร้างขึ้นโดยเจ้าพระยานิกรบดินทร์ หรือ “โต กัลยาณมิตร” ผู้ถวายที่ดินเพื่อสร้างวัดแห่งนี้ จนกลายเป็นที่มาของชื่อวัด ผู้คนส่วนใหญ่มักมากราบไหว้ขอพร “หลวงพ่อโต” พระพุทธรูปองค์ใหญ่ที่ชาวจีนเรียกว่า “ซำปอกง” เชื่อกันว่าท่านให้พรเรื่องความสำเร็จ การเดินทาง และความร่มเย็นในชีวิต
แต่สิ่งที่ชอบที่สุดของที่นี่ ไม่ใช่แค่การไหว้พระ แต่คือ “วิวริมแม่น้ำเจ้าพระยา” แม่น้ำตอนเช้าให้ความรู้สึกเหมือนกรุงเทพฯ กำลังหายใจช้า ๆ เรือด่วนค่อย ๆ แล่นผ่าน ลมแม่น้ำพัดเอากลิ่นอาหารเช้าจากชุมชนลอยมาเบา ๆ
จากนั้นเราเดินต่อไปยัง “ศาลเจ้าเกียงอันเกง” ศาลเจ้าจีนเก่าแก่ริมแม่น้ำที่สร้างขึ้นในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ โดยชาวจีนฮกเกี้ยนที่อพยพเข้ามาค้าขายและตั้งรกรากอยู่แถวนี้ สถาปัตยกรรมของศาลเจ้ายังเป็นแบบจีนดั้งเดิม ทั้งหลังคาไม้ แผ่นหินแกะสลัก และลวดลายมังกรที่ยังคงสภาพสวยงามมาก ด้านในเงียบสงบ มีกลิ่นธูปลอยตามลมมาจาง ๆ แสงแดดลอดผ่านหน้าต่างไม้ และเสียงคนพูดภาษาจีนปนไทยบางเบา ๆ คนแถวนี้มีความเชื่อว่า ถ้ามาไหว้ครบตามจุด แล้วออกมาสั่นระฆังหน้าศาลเจ้าข้างละ 3 ครั้ง จะช่วยเรียกพลังดี ๆ และความเป็นสิริมงคลเข้ามาในชีวิต
“โบสถ์ซางตาครู้ส” ภาพยุโรปเล็ก ๆ ท่ามกลางฝั่งธนบุรีเดินไปอีกนิดก็จะเจอกับโบสถ์ซางตาครู้ส โบสถ์คริสต์นิกายโรมันคาทอลิกอายุกว่า 250 ปี ที่ถือเป็นหัวใจของชุมชนโปรตุเกสในอดีต ตัวโบสถ์สีขาวตัดแดงโดดเด่นมาก มองไกล ๆ คล้ายภาพยุโรปเล็ก ๆ ที่หลุดมาอยู่กลางฝั่งธนบุรี
“ชุมชนกุฎีจีน” วัฒนธรรมผสมไทย จีน คริสต์ระหว่างเดินในย่านนี้ เราจะเริ่มสังเกตว่า กุฎีจีนไม่ใช่แค่ “สถานที่ท่องเที่ยว” แต่มันคือพื้นที่ที่หลายวัฒนธรรมค่อย ๆ หลอมรวมกัน
ใกล้ ๆ กันยังมี “บ้านคุณพระประกอบ” บ้านไม้เก่า 2 ชั้นที่ยังคงสถาปัตยกรรมแบบดั้งเดิมเอาไว้ได้อย่างสวยงาม แค่ยืนมองหน้าต่างไม้ ระเบียง และผนังเก่า ๆ ก็เหมือนได้ย้อนเวลากลับไปในกรุงเทพฯ ยุคก่อนหลังเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 ชาวโปรตุเกสที่เคยช่วยราชสำนักสยาม ได้รับพระราชทานที่ดินบริเวณนี้ให้ตั้งถิ่นฐาน จนเกิดเป็น “ชุมชนกุฎีจีน” ที่ผสมทั้งไทย จีน และคริสต์ตะวันตกเข้าด้วยกัน
“พิพิธภัณฑ์บ้านกุฎีจีน” กับเรื่องราวหลายร้อยปี
เมื่อเดินเข้าซอยข้างโบสถ์ เราก็เข้าสู่ “ชุมชนกุฎีจีน” แบบเต็มตัว ที่นี่มีทั้งบ้านไม้เก่า ร้านขนม พิพิธภัณฑ์เล็ก ๆ และกลิ่นอาหารที่ลอยมาตลอดทาง หนึ่งในจุดที่ควรแวะมาก ๆ คือ “พิพิธภัณฑ์บ้านกุฎีจีน” พิพิธภัณฑ์เล็ก ๆ ที่เล่าเรื่องราวของชุมชนผ่านภาพถ่ายเก่า ข้าวของเครื่องใช้ สูตรขนม และวิถีชีวิตของลูกหลานชาวโปรตุเกสในสยาม ข้างในไม่ได้หรูหราแบบพิพิธภัณฑ์ใหญ่โต แต่ให้ความรู้สึกเหมือนเดินเข้าไปฟังคุณตาคุณยายเล่าเรื่องสมัยก่อนมากกว่า เราจะได้รู้ว่า “ขนมฝรั่งกุฎีจีน” เกิดขึ้นได้อย่างไร คนในชุมชนใช้ชีวิตกันแบบไหน และทำไมชุมชนแห่งนี้ถึงยังคงเอกลักษณ์ไว้ได้ แม้เวลาจะผ่านมาหลายร้อยปี
หนึ่งในของขึ้นชื่อที่สุดของย่านนี้คือ “ขนมฝรั่งกุฎีจีน” เราแวะที่ร้านขนมฝรั่ง มีร้านเก่าแก่หลายร้านที่ยังใช้สูตรดั้งเดิมส่งต่อกันมาหลายรุ่น ขนมหน้าตาธรรมดามาก แต่พอกัดเข้าไปกลับรู้สึกเหมือนได้กินความทรงจำบางอย่าง เนื้อขนมฟูนุ่ม ด้านบนมีลูกเกด ฟักเชื่อม และน้ำตาลกรุบ ๆ มันไม่หวือหวาแต่มีเสน่ห์แบบเดียวกับย่านนี้เลย
ระหว่างทางยังมีคาเฟ่น่ารักซ่อนอยู่เต็มไปหมด เราแวะ CAF KUDEEJEEN ร้านหนึ่งวิวดีริมแม่น้ำเจ้าพระยาเหมาะกับนั่งพักผ่อน เม้าท์มอย และวาดรูป นั่งจิบกาแฟ เครื่องดื่มเย็น ๆ แล้วมองเรือแล่นผ่าน บางที…ความสุขของการเดินทาง อาจไม่ใช่การไปให้ไกลที่สุด อาจเป็นแค่การได้เดินช้า ๆ ในย่านเก่า ๆกินของอร่อย ฟังเรื่องเล่าของผู้คน แล้วปล่อยให้หัวใจได้พักบ้าง“ชุมชนกุฎีจีน” เป็นแบบนั้น ไม่หวือหวา ไม่รีบเร่ง เดินจบวันแล้ว...กลับรู้สึกว่า “วันนี้ใจเราอิ่มดีจัง”
เขียนโดย วิวฟายเด้อ