ไขปม EEC ตั้งบริษัทลูกทับซ้อน"เมืองการบิน"
เมกะโปรเจกต์ยักษ์ใหญ่ของประเทศที่ต้องใช้เวลาการประมูลกว่า 1 ปี 7 เดือน ค้นหาผู้ให้ประโยชน์แก่รัฐสูงสุดเข้ามาพัฒนา โครงการสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก ซึ่งมีมูลค่ากว่า 3 แสนล้านบาท แต่วันนี้การทำงานหน่วยงานรัฐอย่าง อีอีซี กลับถูกตั้งคำถามถึงการจัดตั้งบริษัทลูกว่าทับซ้อนกับเอกชนที่ได้รับสัมปทานหรือไม่ PPTV รวบรวมความเห็นจากหลายภาคส่วน
ความชื่นมื่นเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2563 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้เป็นประธานการลงนามสัญญาร่วมลงทุนระหว่างสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก สกพอ. กับ บริษัท อู่ตะเภา อินเตอร์เนชั่นแนล เอวิเอชั่น จำกัด หรือ UTA ผู้รับสัมปทานโครงพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก
โครงการนี้ ถือเป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ เพื่อยกระดับสนามบินอู่ตะเภาให้เป็นประตูเศรษฐกิจของภูมิภาคเอเชีย ซึ่งปี 2564 ที่ผ่านโครงการดำเนินการตามโรดแมป
เริ่มจาก การจัดทำแผนแม่บท จัดทำรายงานวิเคราะห์ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน จัดหาพันธมิตรทั้งไทยและต่างประเทศ ตามลำดับขั้นตอน
แต่ในการประชุมคณะกรรมการอีอีซี เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2565 ที่ผ่านมา มีประกาศจัดตั้งบริษัทลูก คือ บริษัท อีอีซี พัฒนาสินทรัพย์สนามบิน จำกัด ขึ้นมา ทั้งนี้โครงการเมืองการบินอู่ตะเภาได้มีการลงนามไปเรียบร้อยแล้วถึง 2 ปี โดยที่น่าแปลกใจว่าคู่สัญญา คือบริษัท อู่ตะเภา อินเตอร์เนชั่นแนล เอวิเอชั่น จำกัด ไม่รู้เรื่องนี้มาก่อน ทำให้เอกชนคู่สัญญาตั้งคำถามว่า จะเกิดการทับซ้อน มาแข่งกันเองหรือไม่ แล้วสาเหตุใดจึงต้องจัดตั้งบริษัทลูกอีอีซีขึ้นมา
ไม่เพียงแต่เอกชนคู่สัญญาที่ออกตั้งข้อสังเกต องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ก็มีการตั้งคำถามถึงความโปร่งใสในเรื่องนี้ เพราะกังวลว่าอาจจะนำไปสู่การแข่งขันที่ไม่เท่าเทียมกัน รวมทั้งขอให้เปิดเวทีสาธารณะรับฟังความคิดเห็น เพื่อไม่ให้เกิดข้อครหา เหมือนกับ “หลายครั้งในอดีตที่มีการจัดตั้งบริษัทลูก แล้วหลีกเลี่ยงการปฏิบัติตาม พรบ.จัดซื้อจัดจ้าง พรบ.ร่วมทุน ซึ่งอาจนำมาสู่คอรัปชันบ่อยครั้งมาก”
ขณะที่ความเห็นจากนักวิชาการด้านการบิน ดร.นวทัศน์ ก้องสมุทร มองว่า คณะกรรมการ อีอีซี ควรออกมาอธิบายให้ชัดเจนถึงความจำเป็นในการตั้งบริษัทลูก รวมทั้งมีกลไกตรวจสอบความโปร่งใส โดยอยู่บนผลประโยชน์ของประเทศ และ ไม่ทับซ้อนกับเอกชนที่รับสัมปทานมาอย่างถูกต้อง
สอดคล้องกับ ดร.สุเมธ องกิตติกุล ผู้อำนวยการวิจัยด้านนโยบายการขนส่งและโลจิสติกส์ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ TDRI ที่มองว่า แรงต้านการจัดตั้งบริษัทลูกอีอีซีจะลดลง หากคณะกรรมการอีอีซี สามารถอธิบายถึงผลบวก และประโยชน์ที่เกิดขึ้น เพราะการจัดตั้งบริษัทลูกสามารถทำได้ แต่รายละเอียดของการจัดตั้ง แนวทางการบริหารจัดการ และความโปร่งใสถือเป็นเรื่องสำคัญลำดับแรก
หลังจากนี้เราคงต้องติดตามท่าทีของคณะกรรมการอีอีซีว่าจะออกมาชี้แจงเพิ่มเติมอย่างไร หลังจากที่ อีอีซี แถลงข่าวชี้แจงหนึ่งครั้ง โดยยืนยันว่าบริษัทลูก จะถือหุ้นโดย EEC 100% และจะมาดำเนินการบริหารเฉพาะพื้นที่ Aviation Technical Zone หรือ ATZ ในพื้นที่ 474 ไร่ เพื่อนำมาทำศูนย์ซ่อมอากาศยาน (MRO) ซึ่งเป็นคนละส่วนกับทาง UTA
ความโปร่งใสเป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะจะช่วยสร้างความไว้วางใจในการร่วมทำธุรกิจร่วมกันระหว่างรัฐ และ เอกชน เพราะหากยังมีความคลุมเครือ อาจมีผลต่อความคืบหน้าและอนาคตเมกะโปรเจกต์ มูลค่า 300,000 ล้านบาท ที่เป็นเครื่องจักรในการผลักดันเศรษฐกิจของประเทศ
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB