แนะผู้ประกอบการไทย เตรียมคว้าโอกาสส่งออกจากความต้องการอาหารทั่วโลก
ถกปมวิกฤตพลังงาน-อาหารขาดแคลน ชี้โอกาสและความเสี่ยงที่ไทยต้องรับมือ
ความมั่นคงทางอาหารและพลังงานถือเป็นอีกหนึ่งประเด็นร้อนที่ทั่วโลกกำลังจับตามอง ล่าสุด ProPak Asia 2022 (โพรแพ็ค เอเชีย 2022) งานแสดงนวัตกรรมด้านการผลิต แปรรูปและบรรจุภัณฑ์แห่งเอเชีย ร่วมกับ กลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เชิญ 6 ผู้บริหารจากบริษัทอาหารชั้นนำ ร่วมเวที Idea Theatre ถกประเด็นวิกฤติพลังงานและอาหาร แนะผู้ประกอบการไทยเตรียมความพร้อมรับผลกระทบ และคว้าโอกาสส่งออกจากปริมาณความต้องการอาหารจากทั่วโลก
ท่ามกลางสภาวะวิกฤตเศรษฐกิจโลก อันเป็นผลพวงจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่เข้ามาซ้ำเติมหลายๆ ประเทศที่ยังไม่ฟื้นตัวดีนักจากการระบาดของโควิด-19 ภาวะเงินเฟ้อที่ส่งผลให้ประชาชนมีค่าครองชีพที่สูงขึ้น ซึ่้งเกิดจากราคาต้นทุนการผลิตสินค้าที่สูงขึ้นทั้งวัตถุดิบและพลังงาน ตลอดจนราคาน้ำมันที่พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ โดยล่าสุด มีอย่างน้อย 30 ประเทศ ประกาศนโยบายงดส่งออกอาหาร ด้วยความหวาดหวั่นต่อวิกฤตขาดแคลนอาหารที่อาจเกิดขึ้น หากสถานการณ์ยังคงเป็นเช่นนี้ในระยะเวลายาวนาน อย่างไรก็ตามแม้ประเทศไทยจะต้องประสบกับสภาวะเงินเฟ้อ แต่ก็ถือได้ว่ายังมีแต้มต่อในการผลิตอาหาร ด้วยการมีซัพพลายวัตถุดิบที่ไม่ขาดแคลนแม้จะมีราคาที่สูงขึ้นก็ตาม เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับการจับตาจากบรรดาผู้ผลิตสินค้าอุตสาหกรรมทั่วโลก
นายเจริญ แก้วสุกใส ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า สถานการณ์สงครามรัสเซีย-ยูเครน อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารอย่างยาวนาน โดยสหประชาชาติ (UN) ประเมินว่าจะมีจำนวนคนอดอยากถึง 440 ล้านคน ใน 2-3 ปีข้างหน้า และที่สำคัญอาหารไม่ฟื้นเร็วเหมือนอย่างอื่น แม้สงครามเลิก แต่ภาคการผลิตอาหารต้องใช้เวลาฟื้นตัว 1-2 ปี หันมามองที่ไทย ปัจจุบันมีผู้ประกอบการอาหาร 1 แสนโรงงาน ทั้งขนาดใหญ่-กลาง-เล็ก มีสมาชิกในกลุ่มอาหารสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยมีสมาชิกกว่า 400 ราย ประกอบกับบริษัทด้านอาหารระดับโลกที่เข้ามาร่วมลงทุน ทำให้ภาพรวมของอุตสาหกรรมอาหารสร้างรายได้ถึง 20% ของ GDP ของไทย และมองว่าไทยสามารถใช้ความแข็งแกร่งของห่วงโซ่อุปทานในอุตสาหกรรมอาหาร ที่เริ่มต้นตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ เพื่อสร้างความได้เปรียบในวิกฤตอาหารนี้ได้
ด้านจักริน แต้ไพสิฐพงษ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหาร สำนักกิจการเพื่อสังคมและการพัฒนาอย่างยั่งยืน บริษัท เบทาโกร กล่าวว่า สงครามรัสเซียและยูเครน ที่ต่อเนื่องมาค่อนข้างยาวนานแน่นอนว่าส่งผลกระทบทุกอย่าง โดยเฉพาะวงการปศุสัตว์ สิ่งแรกที่กระทบคือวัตถุดิบอาหารสัตว์ ซึ่งที่ผ่านมาข้าวโพดปรับราคาขึ้นมากว่า 30% ข้าวสาลีปรับราคา 20% รวมถึงต้นทุนค่าขนส่งที่พุ่งสูงขึ้น จากเดิมต้นทุนค่าขนส่ง 15% ของสินค้าที่ผลิตแต่ปัจจุบันขึ้นเกือบ 40% ทั้งหมดนี้ส่งผลไปถึงเนื้อหมู ไข่ไก่ แพงขึ้น เบทาโกรได้ใช้การวางแผนและการจัดการทั้งปรับสูตรอาหารสัตว์ หาวัตถุดิบทดแทน เพื่อรักษาประสิทธิภาพการเลี้ยงสัตว์ให้มีคุณภาพเหมือนเดิม และจัดสรรโลจิสติกส์ให้เป็นประโยชน์ได้มากที่สุดเพื่อช่วยพยุงราคาสินค้า
ส่วนคุณวิวรรยา ศิริมงคลเกษม รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท จีเอฟพีที จำกัด กล่าวว่า รัสเซีย ที่มีทั้งแก๊สและน้ำมัน และยูเครนก็เป็นผู้ส่งออกอาหารอันดับต้น ๆ ของโลก ย่อมกระทบต่อเนื่องไปทั่วโลก คำถามคือผู้ประกอบการไทยจะต้องจัดการอย่างไรกับเรื่องนี้ เรื่องของน้ำมัน ไทยคงยากที่จะบริหารจัดการสถานการณ์ให้ดีขึ้นเพราะเราเป็นผู้นำเข้า ขณะที่ต้นทุนอื่นๆ ยังพอรับมือได้ด้วยการบริหารจัดการ ตอนนี้ทุกบริษัทที่ผลิตอาหารต่างต้องหาเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาบริหารจัดการมากขึ้นเพื่อให้ต้นทุนไม่สูงจนเกินไป คำแนะนำที่สำคัญข้อหนึ่งก็คือการบริหารจัดการ Food Waste ให้เกิดน้อยที่สุด ไปจนถึงการนำมาใช้ประโยชน์ในรูปแบบ Circular Economy อย่างการนำของเสียกลับมาใช้เป็นพลังงานอีกครั้ง
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB