“บรรยง พงษ์พานิช” ประเมินเศรษฐกิจไทย ไม่ลงเอยแบบศรีลังกา
ผู้เชี่ยวชาญประเมิน เศรษฐกิจไทยขณะนี้ถดถอย กระทบคนข้างล่างอย่างหนัก แต่จะไม่รุนแรงถึงระดับที่เกิดขึ้นกับศรีลังกา
สถานการณ์เศรษฐกิจประเทศกำลังพัฒนาในภูมิภาคเอเชียขณะนี้ ดูจะอยู่ในอาการน่าเป็นห่วง หลังเกิดกรณีวิกฤตศรีลังกาเป็นสัญญาณเตือนว่า ประเทศที่มีระดับหนี้สูง และขีดความสามารถในการดำเนินนโยบายการเงินที่จำกัดจะเผชิญกับแรงกดดันเพิ่มเติม
นักวิเคราะห์ต่างประเทศยังมองว่า หลายประเทศที่อยู่ในภูมิภาคเดียวกันกับศรีลังกากำลังได้รับผลกระทบจากภาวะเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้น การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ค่าเงินที่อ่อนลง ระดับหนี้ที่สูง และทุนสำรองเงินตราต่างประเทศที่ร่อยหรอลง จนอาจเกิดวิกฤตแบบเดียวกัน
วิกฤตศรีลังกา บทเรียนรัฐบาลผิดพลาด ฉุด“เศรษฐกิจพังพินาศ” ผู้นำเผ่นหนี
นิวมีเดีย พีพีทีวี ได้มีโอกาสพูดคุยกับ บรรยง พงษ์พานิช ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร เพื่อพูดคุยถึงประเด็นทิศทางเศรษฐกิจไทยว่าจะเป็นอย่างไรต่อไปจากนี้
ถาม: หลายคนเทียบสถานการณ์เศรษฐกิจตอนนี้กับวิกฤตปี 2540 มองอย่างไร?
ตอบ: ถ้าพูดถึงเศรษฐกิจ 40 กับเศรษฐกิจตอนนี้ สาเหตุต่างกันมาก สาเหตุที่ใหญ่ที่สุดของวิกฤตปี 40 คือ การลงทุนผิดพลาด ภาคเอกชนจำนวนมหาศาล ซึ่งมันก็มาจากสาเหตุของนโยบายการแลกเปลี่ยนที่ผิดพลาด แล้วผลของวิกฤตเศรษฐกิจ 40 ก็คือ กิจการต่าง ๆ ในเป็น Corporate Crisis ผู้ที่ได้รับผลกระทบก็คือ กิจการขนาดใหญ่ ซึ่งเจ๊งกันเกือบหมด
ต้องบอกว่าผลปี 40 ลงกับคนรวยมากกว่า ขณะที่คนรากหญ้ากลับได้ผลดี เพราะมันเกิดการปรับค่าเงินอย่างรุนแรง มันทำให้ผลิตผลของเกษตรกรเขาได้เงินบาทมากขึ้นเยอะ ทำให้เกิดการส่งออกเพิ่มจำนวนมหาศาล ทำให้เกิดการจ้างงานมากขึ้นในภาคส่งออก โดยเฉพาะงานที่ใช้แรงงาน เพราะต้นทุนมันถูกลง ในแง่ของค่าเงิน
แต่ผลวิกฤตเศรษฐกิจคราวนี้ ผลมันมาจากภายนอกล้วน ๆ มันเกิดจากสิ่งที่เราคุมไม่ได้ อย่างเช่น เงินเฟ้อที่พุ่งขึ้นมหาศาล เริ่มจากพลังงานและมันทำให้เกิดการขาดแคลนในหลาย ๆ ภาคส่วน และผลมันทำให้ผลกระทบครั้งหลังนี้มันเกิดกับคนข้างล่างมากกว่า คนข้างบนกลับได้ผลดีในหลายเรื่อง เช่น การแก้ปัญหาของประเทศตะวันตก โดยการอัดเงินเข้าไปในระบบ มันทำให้ราคาสินทรัพย์ ซึ่งเป็นของคนมั่งคั่งทั้งนั้น มันขึ้นอย่างมาก เกิดฟองสบู่ในระยะสั้นในภาคอสังหาริมทรัพย์ ในภาคของตลาดทุน อย่างนี้เป็นต้น
ซักอบรีด โอดค่าไฟพุ่งกระฉูด วอนรัฐดูค่าไฟฟ้า อย่าให้แพงเกินไป
อันนี้คือสิ่งที่น่ากังวล และสิ่งที่เกิดก็คือ ปกติเงินเฟ้อมันมาพร้อมกับความเติบโตของเศรษฐกิจ แต่ครั้งนี้มันเกิดภาวะที่เรียกว่า Stagflation คือเงินเฟ้อ ต้นทุนสูง ขึ้น ค่าครองชีพสูงขึ้น แต่รายได้ไม่เพิ่ม รายได้กลับลดลง เพราะ Stagflation แปลว่า มีเงินเฟ้อขนาดเดียวกับที่มีการถดถอยทางเศรษฐกิจ คือเศรษฐกิจติดลบ แล้วคนข้างล่างยิ่งจะเดือดร้อน
ที่ผมกังวลคือ เราดันไปคุมราคาสินค้าอีก เพื่อที่จะบรรเทาภาวะเงินเฟ้อ แล้วสินค้าที่ควบคุมได้ ส่วนใหญ่เป็นสินค้าที่ผลิตโดยเกษตรกร เพระฉะนั้นคนกลุ่มนี้ต้นทุนก็สูงขึ้น ปุ๋ยขึ้น ค่าครองชีพขึ้น ต้นทุนในการผลิตสูง แต่ราคาถูกควบคุม อันนี้น่ากังวลมาก หวังว่าภาครัฐจะเข้าใจเรื่องพวกนี้
ถามว่าสถานการณ์นี้จะเป็นไปอีกนานแค่ไหน ขออนุญาตไม่คาดการณ์ ต้องไปถามนักเศรษฐศาสตร์
ถาม: เศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลัง 2565 ยังมีปัจจัยบวก / ปัจจัยลบ อย่างไรบ้าง
ตอบ: ปัจจัยลบเยอะมาก ปัจจัยบวกนี่ ในแง่เศรษฐกิจไทยมันขับเคลื่อนโดยการบริโภคกับการลงทุนเป็นหลัก และการส่งออก การส่งออกตัวเลขมันก็ยังไม่น่ากังวลมาก ยังสามารถขยายตัวได้ในบางภาคส่วน แต่ว่าอย่างที่บอก ภาคที่ลงไปสู่เกษตรอาจจะได้น้อย ประโยชน์อาจจะไม่ตกกับเกษตรกรมากนัก จะไปตกกับพ่อค้าคนกลาง ไปตกกับผู้แปรรูป อะไรต่าง ๆ เหล่านั้น
แต่ว่า การบริโภคในประเทศน่าเป็นห่วง Recession ที่มีแนวโน้มจะเกิดขึ้นทั่วโลก ก็อาจจะทำให้ความหวังของเราที่จะสามารถดึงนักท่องเที่ยวกลับมาจะชะลอตัวลง
แต่ถ้าถามผมในแง่ดี เราก็หวังว่า นักท่องเที่ยวตลาดบนซึ่งจะดั้บผลกระทบยังไงอำนาจซื้อเขาก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงมาก เขาจะไหลเข้ามามากขึ้น แล้วก็เป็นโอกาสของเราที่จะเปลี่ยนตลาดท่องเที่ยวที่เป็น Low Value Tourism ให้เป้น High Value Tourism ได้ ซึ่งตอนนี้ ผมไม่แน่ใจว่าเป็นโชคร้ายหรือโชคดี การที่จีนยังไม่ยอมให้คนของเขาออกนอกประเทศ ซึ่งมันทำให้ธุรกิจที่รับ Low Value Tourism ในประเทศไทยได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก ก็ได้แต่หวังว่า เขาจะปรับตัวเข้าสู่ High Value ได้
ผมยกตัวอย่าง ประเทศญี่ปุ่นมีนักท่องเที่ยวก่อนโควิด-19 ประมาณปีละ 25 ล้านคน ขณะที่เรามี 40 ล้านคน มากกว่าเยอะ แต่รายได้จากการท่องเที่ยวของญี่ปุ่น ประมาณ 2 เท่ากว่าของเรา ก็แปลว่านักท่องเที่ยวญี่ปุ่นเขาใช้เงินต่อคนประมาณ 3-4 เท่าของนักท่องเที่ยวที่มาประเทศไทย นั่นคือเป้าหมายระยะยาวที่เราควรจะมุ่งเน้น
ถาม: ทั่วโลกกำลังเผชิญกับอัตราเงินเฟ้อสูง และท่าทีของเฟดก็ชัดเจนว่าจะเร่งขึ้นอัตราดอกเบี้ย ไทยจะได้รับผลกระทบต่อเรื่องนี้ทั้งทางตรง-ทางอ้อม อย่างไร?
ตอบ: ทางตรงเลยก็คือ อัตราต่างของดอกเบี้ยจะทำให้เงินทุนระยะสั้นไหลออก เงินในตลาดหุ้น เงินในตลาดที่ลงทุนในพันธบัตร มันก็จะไหลออก และสิ่งที่กระทบก็คือ ค่าเงินบาทก็จะอ่อนลงไป และเนื่องจากเงินเฟ้อนี่เป็น Cost-Push เงินเฟ้อจะทวีความรุนแรงมากขึ้น เพราะเงินบาทมันอ่อนค่าลง จากการไหลออกของเงินทุน อันเนื่องมาจากความแตกต่างของอัตราดอกเบี้ย
นักเศรษฐศาสตร์หลายคนมองว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เดินช้าไป ยังไงก็ต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ขึ้นช้าก็จะส่งผลกระทบอย่างที่บอก และมันก็จะไปทำให้เกิดความรุนแรงในด้านราคาพลังงาน ในแง่ราคาสินค้าที่ต้องพึ่งพาการนำเข้า ไม่ว่าจะเป็นปุ๋ย อะไรทั้งหลายแหล่ ทั้งสินค้าขั้นปฐม และสินค้าขั้นปลาย อันนี้จะทำให้เงินเฟ้อรุนแรงมากขึ้น
และเขากลัวว่า อัตราดอกเบี้ยเราจำเป็นจะต้องขึ้นมาก คือ เท่าที่ผมคิดนะ ผมคิดว่า เดิมที่เราไม่ยอมขึ้นดอกเบี้ย เพราะกรรมการคงคิดว่า ขึ้นไปก็ไม่ได้ลดราคาน้ำมัน เพราะมันไม่เกี่ยวกับเราเลย มันไม่มีผลกับราคาพลังงาน ราคาสินค้าโดยตรง แต่มันไปมีผลกับเงินทุนไหลออก และทำให้ค่าเงินมันลดลง
ถ้าสังเกต ค่าเงินบาทลดค่าลงเกือบสิบกว่าเปอร์เซ็นต์แล้ว ซึ่งเป็นการลดค่าที่ทำให้เมื่อเทียบกับสกุลดอลลาร์ซึ่งเป็นสกุลเงินหลัก อันนี้มันทำให้คุณหนีไม่พ้นหรอกว่าต่อให้คุณไม่ได้อยู่ใกล้กับสหรัฐฯ แต่นโยบายของเขาส่งผลถึงเราแน่นอน
ถาม: ทั่วโลกพูดว่าวิกฤตเศรษฐกิจศรีลังกาอาจจะลามไปเกิดทั่วเอเชีย ในไทยมีโอกาสเกิดขึ้นหรือไม่?
ตอบ: ผมไม่เชื่อว่าเป็นอย่างนั้น มีความแตกต่างกันเยอะมากกับศรีลังกา หนี้สาธารณะเขาท่วมประเทศ แล้วก็หนี้สาธารณะอย่างเป็นทางการเขาอาจจะไม่สูง แต่ไม่เป็นทางการที่ซ่อน ๆ ไว้นี่เยอะมาก และศรีลังกาเงินทุนสำรองระหว่างประเทศต้องใช้คำว่าหมดเลย เป็นศูนย์เหมือนกับตอนเราเกิดวิกฤตต้มยำกุ้ง
แต่เงินทุนสำรองของประเทศไทยวันนี้ยังมากมาย ต้องใช้คำว่ามากเกินจำเป็นไปเท่าตัว เพราะฉะนั้นเราคนละลักษณะเลย ลาวก็ลักษณะคล้าย ๆ กัน หนี้สาธารณะไทยถึงแม้รัฐบาลจะใช้เงินไปเยอะ แต่มันก็ยังอยู่ในอัตราส่วนที่ Comfortable 70% ไม่น่ากลัวเลยครับ และหนี้สาธารณะในนิยามของไทย มันยังหนี้รัฐวิสาหกิจที่เขาใช้คืนหนี้ได้โดยไม่ต้องพึ่งพารัฐบาลอีกเป็นจำนวนกว่าล้านล้านบาท ซึ่งอันนั้นไม่ควรจะนับเป็นหนี้สาธารณะด้วยซ้ำไป
เพราะฉะนั้นผมค่อนข้างเชื่อว่า เรามั่นใจว่าเราไม่น่าจะเจอภาวะเหมือนอย่างประเทศล้มละลายอย่างศรีลังกา เหมือนอย่างลาวที่กำลังเจอปัญหาหนักคล้าย ๆ กัน แต่ลาวยังไม่ได้ล้มละลายนะ ประเทศลาวเนื่องจากเป็นประเทศที่เล็ก ทั้งขนาดของเศรษฐกิจและจำนวนประชากร เพราะฉะนั้นลาวอาจจะแก้ไขไม่ยากเท่า ศรีลังกานี่ประชากรประมาณ 27 ล้านคน มันใหญ่พอสมควร
เช็กการเติบโต เศรษฐกิจภาคเกษตรไตรมาส 2 พืชโต-ปศุสัตว์ประมง หดตัว
อภิปรายไม่ไว้วางใจ 2565 : 'มงคลกิตติ์' เล่นใหญ่! อุ้มพระพุทธรูปปางอุ้มบาตร วอนนายกฯ ลาออก
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB