“แฝดสยาม” นิยามเศรษฐกิจไทย 65 ลุ้นเป็นกระต่ายตื่นตูม หรือไม่
จับชีพจรเศรษฐกิจ กับ ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบีไทย ให้นิยามเศรษฐกิจไทยปี 65 เป็นแฝดสยาม
เศรษฐกิจไทยที่ดูเหมือนว่าจะเริ่มฝ่ามรสุมโควิด-19 มาได้บ้างแล้วและกำลังเข้าสู่การฟื้นตัว แต่การฟื้นตัวที่ว่านั้นกลับไม่ได้เป็นไปอย่างเท่าเทียม หากแต่มีเพียงใหญ่ที่แข็งแรง โดยเฉพาะภาคบริการที่ได้อานิสงค์จากการท่องเที่ยวที่เริ่มกลับมามีความหวังมากขึ้น แต่ขณะเดียวกันหากมองไปที่ภาคเอสเอ็มอี รายย่อย ภาคการเกษตร กำลังซื้อภายในประเทศอาจไม่เป็นเช่นนั้น
เมื่อหนี้ครัวเรือนยังสูง ซ้ำยังเจอกลับภาวะเงินเฟ้อที่เป็นผลพวงมาจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน ดันราคาพลังงานให้สูงขึ้น
จนนำมาสู่ดอกเบี้ยขาขึ้นที่ธนาคารแห่งประเทศกำลังทยอยขึ้นตั้งแต่ปีนี้และปีหน้า
ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบีไทย จึงนิยามเศรษฐกิจไทยปี 2565 ว่า “แฝดสยาม” ในรายการกาแฟดำ โดยสุทธชัย หยุ่น
ดร.อมรเทพ สะท้อนภาพไว้แบบนี้ ว่า เศรษฐกิจไทยมีความหลากหลายมาก เหมือนโมเดลแฝดสยาม มีทั้งแฝดที่แข็งแรงรายได้ระดับกลาง ระดับบน ธุรกิจขนาดใหญ่โตได้ คือ กลุ่มท่องเที่ยว แต่ถ้าไปดูเมืองรอง กลุ่มเอสเอ็มอี ภาคเกษตร กลับสวนทางและยังคงเผชิญกับปัญหาหนี้สูง เหมือนแฝดที่อ่อนแอ
การเติบโตจึงเป็นอย่างเหลื่อมล้ำ เวลาแฝดที่อ่อนตายก็ไม่จะทำให้แฝดที่แข็งแรงตายไปด้วย เช่นเดียวกันถ้าเราปล่อย เอสเอ็มอีแย่ ปล่อยภาคเกษตรแย่นานๆ ต่อให้ธุรกิจใหญ่ๆ รอดได้ แต่ถึงจุดหนึ่งหากมาหวังกำลังซื้อจากต่างประเทศอาจไม่เหลือแล้ว
ขณะที่ เศรษฐกิจในต่างประเทศ ดร.อมรเทพ ยอมรับว่ามีเรื่องที่คาดเดาไม่ได้เกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้ง ล่าสุดคือการลดกำลังการผลิตน้ำมัน 2 ล้านบาเรลต่อวันของกลุ่มโอเปก สงครามรัสเซีย-ยูเครนยังไม่เห็นแสงสว่าง เงินเฟ้อสหรัฐพุ่งสูงขึ้น ทำให้เฟดยิ่งเร่งขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัด ท้ายที่สุดย่อมมีผลมาถึงประเทศไทยแน่นอน แม้ว่าในปีหน้าการท่องเที่ยวจะเป็นความหวัง มากกว่าภาคส่งออกที่จะเริ่มเห็นการชะลอตัวเมื่อเศรษฐกิจโลกมีโอกาสเข้าสู่ภาวะถดถอย เพราะฉะนั้นถ้าเศรษฐกิจสหรัฐแย่ มองว่าจะดึงทั่วโลกแย่ตามไปด้วย
ท่องเที่ยวโตจริงแต่ "อาจแผ่ว" เพราะนักท่องเที่ยวกลุ่มหลักยังไม่มา ค่าใช้จ่ายต่อหัวลด
ผลกระทบจากยุโรป มองจริงๆ กลุ่มนักท่องเที่ยวช่วงไฮซีซันปลายปีแบบนี้ คือ กลุ่มยุโรปเป็นหลัก แต่วันนี้ยุโรปยังเผชิญกับวิกฤตพลังงาน เงินเฟ้อ คงเป็นไปได้ยากที่นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้จะมาในแบบที่คาดไว้ ส่วนนักท่องเที่ยวอินเดีย ตะวันออกกลาง ที่ดูเหมือนว่า ตัวเลขจะพุ่งขึ้น แต่เมื่อมองไปจริงๆ กลับพบว่า ค่าใช้จ่ายต่อหัวลดลงถึง 20% เพราะฉะนั้นหวังจำนวนนักท่องเที่ยว 8-10 ล้าน แต่รายได้ต่อหัวอาจไม่เท่าเดิมอย่างน้อยก็ไม่เท่ากับการก่อนโควิด-19
แต่ถามว่าจะเท่ากับการก่อนโควิด-19 หรือเปล่า โรงแรมระดับ 3 ดาวลงมาอาจยังไม่ฟื้นเต็มที่ แม้ว่าการท่องเที่ยวจะเป็นการกระจายตัวของเศรษฐกิจที่ดีมาก ไม่เฉพาะโรงแรม แต่กระตุ้นให้เกิดการใช้จ่าย สะพัดไปทุกระดับ แต่เป็นการกระจายตัวไม่กี่จังหวัด เพราะฉะนั้นต้องพยายามผลักดันให้ไปเติบโตเมืองรอง
แล้วถ้ามองในระยะใกล้ๆ ไตรมาส 4 มีอะไรที่น่ากังวล
ดร.อมรเทพ ประเมินว่า ครึ่งหลังปีนี้เศรษฐกิจไทยยังโตได้ 4% (แรงหนุนการท่องเที่ยว ส่งออก) ส่วนทั้งปีนี้อยู่ที่ 3.2% ปีหน้า (65) ขยายตัว 3.4% โดยมีประเด็นที่ต้องจับตาคือ "จีน" หลังการประชุมพรรคสมัชชาใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์ ซึ่งอาจทำให้เสถียรภาพทางการเมืองนิ่งขึ้น มีโอกาสที่จะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ภาคอสังหาริมทรัพย์ การใช้จ่าย มากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ถามว่าไทยจะมี Economic Boom และถ้ามองข้ามช็อตไปอีก 2-3 ปีข้างหน้าควรเตรียมรับมืออย่างไร
ดร.อมรเทพ มองว่า หลังไทยผ่านสงครามไวรัสมาแล้ว เศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว แต่วันนี้เรายัง "กรอบนอกนุ่มใน" มีความหวังอยู่ที่ท่องเที่ยว แต่ถ้าเราเจอปัจจัยการชะลอของเศรษฐกิจโลก การส่งออกชะลอ ซ้ำเติมภายในประเทศที่การบริโภคยังอ่อนแอ ดังนั้นในระยะต่อไป ต้องจับตาโอกาสฟื้นตัวจากความเข้มแข็งภายในทั่วประเทศ
เพียงแต่ตอนนี้ทั้งเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลก "ยังคงเผชิญความโกลาหลจากปัจจัยภายนอกที่ยากจะควบคุม" และมาลุ้นกันว่าปีหน้าจะเป็นกระต่ายตื่นตูมหรือไม่
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB