รู้จัก Final Tax ก่อนยื่นภาษีเงินได้
ทำความรู้จัก Final Tax ก่อนถึงกำหนดยื่นภาษีเงินได้กัน เพราะการวางแผนภาษีด้วย Final Tax จะทำให้การยื่นภาษีประจำปีของเราเกิดประโยชน์สูงสุด
เงินได้ที่มีการเสียภาษีสุดท้าย หรือ Final Tax คือ เงินได้ที่ถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้แล้ว โดยผู้มีเงินได้สามารถเลือกที่จะนำมารวมหรือไม่รวมคำนวณ ในการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตอนปลายปีได้ ปัจจุบัน Final Tax มีอยู่ 5 ประเภท ได้แก่
1.ดอกเบี้ยต่างๆ (เช่น เงินฝาก พันธบัตรและหุ้นกู้) อัตราภาษีหัก ณ ที่จ่าย 15%
2.ผลต่างระหว่างราคาไถ่ถอนกับราคาจำหน่ายตราสารหนี้ อัตราภาษีหัก ณ ที่จ่าย 15%
3.กำไรจากการโอนขายตราสารหนี้ อัตราภาษีหัก ณ ที่จ่าย 15%
4.เงินปันผลอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่าย 10%
5.เงินได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ (ได้ทางมรดก และไม่มุ่งค้าหรือหากำไร) อัตราภาษีหัก ณ ที่จ่าย เป็น อัตราก้าวหน้า โดยสำนักงานที่ดินคิดภาษีหัก ณ ที่จ่ายให้
กลยุทธ์วางแผนภาษี
เราต้องเข้าใจก่อนว่าตัวเองมีเงินได้อะไรบ้าง และมีเงินได้ใดที่ได้สิทธิ Final Tax ซึ่งหมายความว่าเราจะได้สิทธิในการนำเงินได้นั้นมารวมหรือไม่รวมยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตอนปลายปีก็ได้ โดยการรวมรายได้ทุกประเภทที่ได้รับตลอดทั้งปีไปรวมยื่นแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา มีความเสี่ยงที่จะมีเงินได้เพิ่มจนเกินอัตราภาษีที่เคยจ่ายเพราะอัตราภาษีไทยเป็นอัตราก้าวหน้า หมายความว่า ยิ่งมีรายได้มาก ยิ่งเสียภาษีในอัตราที่สูงขึ้น
ดังนั้น หากตัดภาระที่เสียภาษีระหว่างปีที่ได้รับสิทธิ Final Tax ออกไป จะทำให้ลดความยุ่งยากในการยื่นภาษี และทำให้เราเสียภาษีเงินได้น้อยลง
ตัวอย่าง : สมมติว่าคุณมีรายได้จากเงินเดือนและโบนัสอยู่ที่ปีละ 1 ล้านบาท
ระหว่างปี ได้รับดอกเบี้ยจากเงินฝากประจำ 10,000 บาท
ขายทาวน์เฮาส์ที่อาศัยมา 10 ปี ได้ในราคา 2 ล้านบาท (มีราคาประเมิน 2 ล้านบาทเช่นกัน)
ขั้นตอนแรก : มาดูรายได้แต่ละประเภทพร้อมคำนวณภาษีก่อน
- รายได้จากเงินเดือนและโบนัส เป็นรายได้ในมาตรา 40(1) ซึ่งต้องเสียภาษีในอัตราก้าวหน้า
- มีสิทธิหักลดหย่อนจาก ซื้อประกันชีวิต 100,000 บาท / ลงทุนใน RMF 50,000 บาท /จ่ายประกันสังคม 9,000 บาท
เพราะฉะนั้น เมื่อหักลดหย่อนตามสิทธิ เงินได้สุทธิจะอยู่ที่ 681,000 บาท
จากนั้นนำ 681,000 บาท มาคำนวณภาษีตามอัตราก้าวหน้าตามตารางด้านล่าง
ซึ่งจะเห็นว่าจากเงินได้สุทธิที่คำนวณได้ 681,000 บาท ทำให้คุณเสียภาษีอยู่ในอัตรา 15%
ต่อมามาดูที่ รายได้จากดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 10,000 บาท (มาตรา 40 (4)) จะถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 15% ถือเป็น เป็น Final Tax และจะเห็นว่าถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายเท่ากับอัตราภาษีที่คุณเสียอยู่ คือ 15% ดังนั้น จึงเลือกใช้สิทธิ Final Tax
ต่อมามาดูที่ เงินได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์แบบไม่มุ่งค้าหากำไร (มาตรา 40 (8)) มีวิธีการคำนวณเพื่อเสียภาษีหัก ณ ที่จ่าย คือ
- ใช้ราคาประเมิน หักด้วยค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาตามจำนวนปีที่ถือครอง ซึ่งในกรณีนี้ ขายทาวน์เฮาส์ที่อาศัยมา 10 ปี ได้ในราคา 2 ล้านบาท (ราคาประเมินก็ 2 ล้านบาท)
- หักค่าใช้จ่ายตามจำนวนปีที่ถือครองตามที่กรมสรรพากรกำหนดคือ มากกว่า 8 ปี เสียภาษีหัก ณ ที่จ่าย 50% เพราะฉะนั้นกรณีนี้ เงินได้หลังหักค่าใช้จ่ายขายขายทาวน์เฮาส์จะอยู่ที่ 1,000,000 บาท
- ต่อมาเงินได้เฉลี่ยต่อปี (เงินได้หลังหักค่าใช้จ่ายหารด้วยจำนวนปีที่ถือครอง) 100,000 บาท
- ภาษีเงินได้เฉลี่ยต่อปี (0 – 300,000* เสียภาษี 5%) 5,000 บาท
- ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย (ภาษีเงินได้เงินได้เฉลี่ยต่อปี x จำนวนปีที่ถือครอง) 50,000 บาท
เมื่อคิดย้อนไปที่เงินต้น 2,000,000 บาท เท่ากับเสียภาษีเพียง 2.5% ดังนั้น ถ้าจะเลือกใช้สิทธิ Final Tax เพราะหากมารวมเป็นรายได้เพื่อยื่นเสียภาษีเงินได้ประจำปี จะทำให้ฐานรายได้ของคุณสูงขึ้น และคุณจะเสียภาษีในอัตราก้าวหน้าที่สูงขึ้น
เพราะ แม้ว่าคุณจะมีรายได้จาก 3 ทาง คือ
- รายได้จากการทำงานประจำ
- รายได้จากดอกเบี้ยเงินฝาก
- รายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์แบบไม่มุ่งค้ากำไร
ก็สามารถเลือกที่จะไม่นำรายได้จากดอกเบี้ยเงินฝาก และรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์แบบไม่มุ่งค้ากำไรมารวมเป็นรายได้เพื่อยื่นภาษีเงินได้ประจำปี เพราะจะทำให้คุณมีโอกาสเสียภาษีในอัตราที่สูงขึ้น
แต่....กรณีไหนที่ควรเอามารวมเป็นรายได้เพื่อยื่นภาษีเงินได้ประจำปี ก็กรณีคือ กรณีที่คุณไม่มีรายได้ระหว่างปีเลย และมีเงินได้จากดอกเบี้ยสัก 300,000 บาทในปีนั้น หัก Final Tax 15% เสียทันที 45,000 บาท
หากนำส่วนนี้ไปคำนวณเงินได้บุคคลธรรมดาปลายปีโดยยื่นแบบ ภ.ง.ด.90 หักค่าใช้จ่ายได้ 0 บาท (ดอกเบี้ยไม่มีหักค่าใช้จ่าย) หักค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท เหลือ 240,000 บาท คำนวณภาษีตามอัตราก้าวหน้า โดยที่เงินได้ 150,000 บาทแรกได้รับยกเว้น และเมื่อเอา 90,000 บาทส่วนที่เกินไปคำนวณภาษี 5% ก็เท่ากับยื่นแบบเสียภาษีเพียง 4,500 บาท
สรุป สามารถขอคืนภาษีได้ 40,500 บาท หากไม่รู้หลักการนี้ และยอมให้หักภาษี 45,000 บาทไปเลย ก็จะไม่ได้เงินคืนภาษี 40,500 บาท
ดังนั้นหลักการง่ายๆ ในการพิจาณาว่าจะใช้ Final Tax หรือไม่ คือ หากคุณมีเงินได้ที่ต้องเสียภาษีประจำปีในอัตราเท่ากับหรือสูงกว่าอัตรา Final Tax แล้วให้เลือกเสีย Final Tax จะดีกว่า แต่หากต้องการความถูกต้องแม่นยำ ให้ลองคำนวณทั้ง 2 แบบ แล้วเปรียบเทียบว่าวิธีไหนที่ทำให้เราได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีมากที่สุด
สรุปคือ ผู้มีเงินได้ทุกคนสามารถบริหารภาษี และเสียภาษีน้อยลงได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ต้องรู้ 3 เรื่องได้แก่ เงินได้เรามีอะไรบ้างที่ต้องเสียภาษี / เงินได้อะไรบ้างที่สามารถเสียภาษีได้เลยตั้งแต่เมื่อได้รับ โดยไม่ต้องรวมปลายปี / และเงินได้ที่ได้รับยกเว้นมีอะไรบ้างที่ไม่ต้องรวมในแบบ เท่านี้ก็สามารถบริหารภาษีได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ข้อมูลจาก : ธนาคารไทยพาณิชย์
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB