เศรษฐกิจไทยโตช้า ท่องเที่ยวพยุง แต่ส่งออกไร้เสน่ห์ แนะปรับโครงสร้างระยะยาว
ธ.กสิกรไทย ประเมินเศรษฐกิจไทยปี 66 ขยายตัว 2.5% และในปี 67 หากรวมดิจิทัลวอลเล็ต ขยายตัว 3.6% มองไทยเติบโตช้า พึ่งพาแต่ท่องเที่ยว ภาคส่งออกแผ่วไร้ความน่าสนใจจากต่างชาติ แนะปรับโครงสร้างระยะยาว ไม่ควรใช้มาตรการระยะสั้น
เมื่อวันที่ 24 ม.ค. 2567 นายกอบสิทธิ ศิลปชัย ผู้บริหารงานวิจัยเศรษฐกิจและตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ธนาคารฯประมาณการเศรษฐกิจไทย (จีดีพี) จะเติบโต 2.5% ในปี 2566 และในปี 2567 กรณีฐานจะเติบโต 3.1 % หากรวมโครงการดิจิทัลวอลเล็ตของรัฐบาลในปี 2567 เศรษฐกิจไทยจะเติบโต 3.6% โดยตลาดมองว่ามีโอกาศที่เศรษฐกิจไทยเข้าสู่ภาวะถดถอยเพิ่มขึ้นจาก 5% เป็น 15%
ทั้งนี้หากเปรียบเทียบเศรษฐกิจไทยกับประเทศอื่น สิ่งที่ขาดไปคือ การลงทุนของภาคเอกชน หากมีมาตรการกระตุ้นระยะสั้น ก็อาจจะช่วยได้เพียงระยะสั้น
ซึ่งไทยจะต้องปรับโครงสร้างของเศรษฐกิจ ถ้าพึ่งพาการท่องเที่ยวอย่างเดียว เศรษฐกิจของไทยก็จะคึกคักแค่เพียงในไตรมาส 4 และไตรมาส 1 หลังจากนั้นก็จะซบเซา ดันนั้นสิ่งที่ต้องทำคือ จะทำอย่างไรให้ภาคการผลิตของไทยสามารถแข่งขันและต่อยอดได้
ก่อนหน้านี้ ตนเคยแนะนำว่าไทยควรทำเขตการค้าเสรี (FTA) แบบเวียดนาม เพราะเป็นโครงสร้างระยะยาวที่ควรทำ ซึ่งไทยจะต้องมีแผนยุทธศาสตร์ระยะยาวในแก้ปัญหาเศรฐกิจ โดยเฉพาะในภาคการส่งออก เพราะดูเหมือนว่าไทยจะไม่ได้รับความสนใจจากนักลงทุนในต่างประเทศเท่าที่ควร
อย่างไรก็ตามไทยมีโอกาสน้อยที่จะเกิดเศรษฐกิจถดถอย เพราะเติบโตช้า แต่ที่น่ากังวล คือ เศรษฐกิจไทยพี่งพาการท่องเที่ยวเป็นหลัก หากมีภาวะสงคราม การคว่ำบาตร สกัดวีซ่า โรคระบาด และปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ เกิดขึ้นเพิ่มอีก ก็จะเป็นปัจจัยกดดันส่งออกสินค้าและลุกลามไปภาคท่องเที่ยว
กสิกรไทย มองเงินบาทไทยสิ้นปี 34 บาท/ดอลลาร์ จับตาดอกเบี้ยเฟด
สำหรับค่าเงินบาท คาดการณ์ว่าสิ้นปี 67 จะแข็งค่าขึ้นอยู่ที่ระดับ 34 บาทต่อดอลลาร์ จากการที่ ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะต้องลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งจะกดดันให้เงินดอลลาร์สหรัฐฯอ่อนค่าลง แต่ต้องรอดูท่าที เฟด ว่าจะดำเนินนโยบายอย่างไร โดยที่ผ่านมา เฟด พยายามจะลดความคาดหวังของตลาดที่คาดว่าจะลดดอกเบี้ยเร็วขึ้น และ เฟด ยังมองว่าเงินเฟ้อทั่วไปยังลดลงไม่ถึงกรอบเป้าหมายที่กำหนด
ขณะที่เงินเฟ้อพื้นฐานของ สหรัฐฯ ล่าสุดอยู่ที่ 3.35% และหากไม่รวมราคาบ้านอยู่ที่ 1.29% ต่ำกว่าเป้าหมาย 2% ก็อาจเป็นโอกาสให้ เฟด ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายได้ โดยตลาดประเมินว่า เฟด จะเริ่มลดดอกเบี้ยภายใน 6 เดือนข้างหน้า ต่ำกว่าปัจจุบัน 60 Bps และภายใน 1 ปี จะลดลง 1.36% ส่วนไทยก็มีความเป็นไปได้ว่าจะลดดอกเบี้ยในช่วงครึ่งปีหลัง 67
อย่ามองข้าม “ค่าเงินบาท” ปัจจัยหลักกำหนดทิศทางอัตราดอกเบี้ยไทย
ผู้บริหารงานวิจัยเศรษฐกิจและตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย กล่าวถึงทิศทางดอกเบี้ยในไทยว่า ปัจจัยที่จะกดดันให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ปรับเปลี่ยนทิศทางดอกเบี้ย คือ ค่าเงินบาท ที่ส่งผลต่อภาคส่งออกสินค้า และการท่องเที่ยว เพราะเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนหลักของเศรฐกิจไทย
โดยถ้าเงินบาทแข็งค่าขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ บริเวณ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ก็มีโอกาสมากขึ้นที่ ธปท.จะลดดอกเบี้ย ซึ่งหากย้อนกลับในอดีต ค่าเงินบาทเคยอยู่ในระดับ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ธปท. ได้ออกมาตรการจำนวนมาก และในที่สุดก็ต้องลดดอกเบี้ยลง
ดังนั้นอย่างมองข้ามเรื่องของอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากไทยพึ่งพาภาคส่งออกและภาคท่องเที่ยวเป็นหลัก หากเงินบาทแข็งค่ามากขึ้นเรื่อย ๆ ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องใน 2 อุตสาหกรรมนี้ ก็จะออกเรียกร้องทางการช่วนไม่ให้เงินบาทแข็งค่าเร็วเกินไป
“ถ้าใกล้ ๆ ประมาณ 33 เมื่อไหร่ คือผมว่าจะเริ่มเป็นสิ่งที่จะกดดันว่า แบงชาติก็น่าจะพิจารณามากขึ้นว่าอย่าให้แข็งค่าเร็วเกินไป เพราะจะไปลดสภาพคล่องของคนที่อยู่ในอุตสาหกรรม ทั้งท่องเที่ยว และส่งออก แล้วคนเหล่านี้ก็จะค่อนข้างมีอิทธิพลมากทีเดียว” นายกอบสิทธิ
กางคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ "พิธา" ไม่สิ้นสุด สส.คดีหุ้น ITV
ปฏิทินวันพระ 2567 ตรงกับวันที่เท่าไรบ้าง วางแผนทำบุญได้ตลอดปี
ผลบอลเอเชียน คัพ 2023 อินเดีย-ฮ่องกง ไม่ช่วย ไทยยังไม่เข้ารอบ 100 %
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB