ไทยมีลุ้นลดภาษีนำเข้าสหรัฐฯ เหลือ 20% แลกเงื่อนไขการค้าใหม่กับสหรัฐฯ
บล. อินโนเวสท์ เอกซ์ ชี้ไทยมีลุ้นลดภาษีนำเข้าสหรัฐฯ เหลือ 20% แลกเงื่อนไขการค้าใหม่กับสหรัฐฯ เตือนภาคเกษตรเสี่ยงกระทบหนัก
ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์ หัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจ บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด กล่าวว่า ขณะนี้สงครามการค้าได้ทวีความรุนแรงขึ้นหลังจากที่ไทยถูกเรียกเก็บภาษีนำเข้าที่ 36% รวมถึงประเทศคู่ค้าอื่นๆที่ได้รับจดหมายในครั้งนี้ด้วย
โดยภาพรวมอาจทำให้เศรษฐกิจโลกและไทยชะลอตัวลงในครึ่งปีหลัง จากการคาดการณ์ในเดือนเมษายนถึงการเติบโตทางเศรษฐกิจโลกชะลอลงประมาณ 0.8% ขณะที่ไทยอาจชะลอมากกว่าที่ -1.1%
โดยมองว่า ข้อตกลงการค้าสหรัฐฯ-เวียดนามเมื่อวันที่ 2 ก.ค.ที่ผ่านมา อาจเป็นฐานสำหรับการเจรจาการค้าของไทย ซึ่งไทยต้องลดภาษีนำเข้าจากสหรัฐฯ เป็น 0% เช่นเดียวกับเวียดนาม และจะต้องนำเข้าสินค้าจากสหรัฐมากขึ้น โดยมองทิศทางไว้ คือ
- หากการเจรจาสำเร็จ และทำให้ภาษีลดลงเหลือกรอบ 15-20% GDP ปีนี้เติบโต 1.1 - 1.4%
- หากภาษี 21-28% GDP จะขยายตัว 1.0 - 0.0%
- ส่วนในสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด หากต้องเผชิญภาษี 29-36% GDP อาจหดตัวที่ ติดลบ 0.1% - ติดลบ 1.1%
ซึ่งคาดว่าไทยอาจจะถูกลดภาษีนำเข้าลงเหลือ 20% เทียบเท่ากับเวียดนาม หากไทยมีการเสนอเงื่อนไขที่ตอบโจทย์กับความต้องการของสหรัฐฯได้มากขึ้น
ภาคการเกษตรจะได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุด
ส่วนผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมไทยจะเป็นอย่างไร หากยกเลิกภาษีนำเข้าจากสหรัฐฯ บล. อินโนเวสท์ เอกซ์ มองว่า ส่วนแรกคือภาคการเกษตรจะได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุด โดยเฉพาะเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพด ถั่วเหลือง และผู้เลี้ยงสัตว์ ที่จะต้องแข่งขันกับสินค้าเกษตรสหรัฐฯ ที่มีต้นทุนตํ่าและต้องได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล
ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมจะมีผลกระทบแตกต่างกัน โดยภาคยานยนต์จะเผชิญการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้นจากรถยนต์ SUV และรถกระบะอเมริกัน แต่จะได้ประโยชน์จากการเข้าถึงชิ้นส่วนเทคโนโลยีสูง
ส่วนภาคเครื่องจักรและอุปกรณ์ จะได้ประโยชน์จากการเข้าถึงเทคโนโลยีที่ทันสมัยในราคาที่ถูกลง ภาคพลังงานและปิโตรเคมีจะลดต้นทุนการผลิตจากการนําเข้า LNG และวัตถุดิบปิโตรเคมีในราคาที่ถูกลง และภาคอาหารแปรรูปจะเผชิญการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นจากผลิตภัณฑ์อเมริกัน แต่ผู้บริโภคจะได้ประโยชน์จากราคาที่ลดลงและตัวเลือกที่หลากหลายมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ไทยมีการนําเข้าสินค้าเกษตร ก๊าซธรรมชาติ และนํ้ามันดิบจากสหรัฐฯ อยู่แล้วในระดับหนึ่ง จึงมีความเป็นไปได้ที่ไทยจะเพิ่มการนําเข้าสินค้ากลุ่มนี้เพื่อช่วยลดการขาดดุลการค้า
นอกจากนี้ ยังมีโอกาสเปิดนําเข้าสินค้าใหม่ๆ ที่เคยถูกจํากัดด้วยภาษีนําเข้าสูง เช่น เนื้อสัตว์ รถยนต์ และ เครื่องจักร ซึ่งจะส่งผลบวกต่อหลายอุตสาหกรรมในประเทศ ซึ่งภาคเครื่องจักรจะได้รับประโยชน์อย่างมีนัยยะ เพราะหากมีการยกเลิกภาษีนําเข้าเครื่องจักรจากสหรัฐฯ ที่ปัจจุบันอยู่ในช่วง 10–30% ขึ้นอยู่กับประเภทสินค้าเครื่องจักร
ขณะเดียวกันการเกษตร สินค้าเนื้อสัตว์แปรรูป ซึ่งไทยเก็บภาษีนําเข้าจากสหรัฐฯ ในอัตราสูงถึง 40–60% เนื้อหมูและผลิตภัณฑ์สัตว์ ปัจจุบันไทยห้ามนําเข้าเนื้อหมูสดจากสหรัฐฯ เนื่องจากปัญหาสาร ractopamine แต่หากมีการปรับ MRL (Maximum Residue Limits) การนําเข้าเนื้อหมูจากสหรัฐฯ จะเพิ่มขึ้นอย่างมาก
ส่วนรถยนต์ ปัจจุบันไทยเก็บภาษีนําเข้ารถยนต์จากสหรัฐฯ ระดับ 60-80% สําหรับรถยนต์นั่งและ 25-40% สําหรับรถกระบะ ซึ่งสหรัฐฯ มีจุดแข็งในการผลิตรถยนต์ SUV และรถกระบะขนาดใหญ่ การยกเลิกภาษีจะทําให้รถยนต์อเมริกันเข้ามาแข่งขันได้มากขึ้น โดยเฉพาะแบรนด์ Ford,Chevrolet และ Ram
คาดว่าไทยจะต้องใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ เพื่อรองรับแรงกดดันจากภายนอก โดยเฉพาะผลกระทบจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ที่เริ่มส่งผลต่อภาคส่งออกและความเชื่อมั่นของเอกชนอย่างมีนัย ภาครัฐจึงจําเป็นต้องใช้นโยบายการคลังแบบเน้นเป้าหมาย เพื่อบรรเทาผลกระทบ เช่น มาตรการช่วยเหลือผู้ส่งออกที่ได้รับผลกระทบโดยตรง จากมาตรการสนับสนุนการปรับตัวในห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงผลักดันการเบิกจ่ายมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ 1.15 แสนล้านบาทด้วย
มอง ธปท. อาจพิจารณา ลดดอกเบี้ยนโยบายแบบฉุกเฉิน
ขณะเดียวกัน นโยบายการเงินควรมีบทบาทสนับสนุนมากขึ้น ท่ามกลางภาวะการเงินที่ตึงตัวและแรงกดดันต่อการเติบโตที่เร่งตัวขึ้น หากการเจรจาการค้าระหว่างไทยและสหรัฐฯ ไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้ ดร.ปิยศักดิ์ ประเมินว่า ความเป็นไปได้ที่ ธปท. อาจพิจารณา ลดดอกเบี้ยนโยบายแบบฉุกเฉิน ในช่วง ส.ค.อีก 0.25% เพื่อรองรับผลกระทบในระยะสั้นและป้องกันความเสี่ยงต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจโดยรวม
ด้านนายสุทธิชัย คุ้มวรชัย Head of Research Department บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์จำกัด กล่าวถึงเศรษฐกิจในไตรมาส 3/68 ว่า แนวโน้มตลาดหุ้นไทยไตรมาส 3/2568 ประเมินความเสี่ยงทางลงมีจํากัด แต่ Upside ก็ไม่มาก แม้สถานการณ์สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับประเทศคู่ค้าหลักจะเริ่มคลี่คลาย แต่ยังคงเป็นความเสี่ยงที่ทำให้เกิดความผันผวนได้ต่อ จากนโยบายที่มีโอกาสเปลี่ยนแปลงได้อย่างฉับพลัน
ด้านเศรษฐกิจไทยยังเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยภายในหลายด้าน ได้แก่ ความไม่แน่นอนด้านการค้า การท่องเที่ยวที่ยังชะลอตัว ความเปราะบางของภาคเกษตร การเมืองที่ยังมีความไม่แน่นอน หนี้ครัวเรือนในระดับสูงและการลงทุนภาคเอกชนที่ยังไม่ฟื้นตัว
ทำให้ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีแนวโน้มที่จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยอีก 2 ครั้งในปีนี้ เพื่อประคับประคองเศรษฐกิจที่ถูกกดดันจากปัจจัยดังกล่าว และการกระจายพอร์ตการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีคุณภาพยังเป็นหัวใจหลักของการลงทุนในภาวะที่ตลาดมีการ upside ไม่มาก แต่มีความผันผวนสูง
พร้อมกันนี้ ปัจจัยที่ต้องจับตาในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ ได้แก่ ผลกระทบจากนโยบายด้านเศรษฐกิจและการเมืองโลกของสหรัฐฯต่อเศรษฐกิจโลก ความเสี่ยงเงินเฟ้อและทิศทางดอกเบี้ยนโยบาย มาตรการกระตุ้นของจีนที่จะรับมือกับความเสี่ยงสงครามการค้า รวมไปถึงความเสี่ยงที่นํามาซึ่งราคานํ้ามันที่ผันผวนรวมถึงนโยบายกลุ่ม OPEC+ และความต่อเนื่องของนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB