กกร.ขยับจีดีพีไทยปี 68 โต 1.8–2.2% จับตา Local Content ตัวแปรชี้ชะตาส่งออก
กกร.ขยับจีดีพีไทยปี 68 โต 1.8–2.2% หลังสหรัฐฯ ลดภาษีไทยเหลือ 19% แต่ยังไม่พ้นเส้นขีดภาษีโลก จับตา Local Content ตัวแปรชี้ชะตาส่งออก
นายผยง ศรีวณิช ประธานกรรมการสมาคมธนาคารไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประจำเดือนสิงหาคม 2568 โดยเปิดเผยหลังการประชุมว่า เศรษฐกิจโลกมีทิศทางดีขึ้น ภายหลังจากสหรัฐฯ ประกาศข้อตกลงด้านภาษีกับหลายประเทศ ซึ่งอัตราภาษีศุลกากรส่วนใหญ่ปรับลดลงกว่าที่สหรัฐฯ ประกาศเมื่อเดือนเมษายน ที่ผ่านมา โดยเฉพาะสำหรับประเทศในเอเชียและอาเซียน
ทั้งนี้ จากการประมาณการเศรษฐกิจโลกปี 2568 โดย IMF ปรับเพิ่มเป็นเติบโต 3% จากเดิมที่ 2.8% ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตที่อยู่ประมาณ 3.5%
สะท้อนภาวะชะลอตัวจากผลของกำแพงภาษีสูง และความไม่ชัดเจนในรายละเอียดของการดำเนินการ โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับภาษีสินค้า transshipment และการกำหนดสัดส่วน local content ของแต่ละประเทศ
อย่างไรก็ตาม นายผยง ชี้ว่า ประเทศไทยต้องเร่งปรับตัวรับมือทั้งในระยะสั้น และการเปลี่ยนผ่านในระยะข้างหน้า โดยในระยะสั้นการแข่งขันด้านราคาจะเพิ่มขึ้นทั้งสินค้าที่ไทยส่งออกและสินค้าที่ขายในประเทศที่จะแข่งขันกับสินค้าที่ไทยเปิดตลาดนำเข้าเพิ่มขึ้น ซึ่งจะกระทบกลุ่มที่มี Margin ต่ำ และต้องเร่งสำรวจการใช้ Local Content เพื่อลดความเสี่ยงภาษี transshipment รวมถึงบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งในส่วนพิธีการศุลกากร และการตรวจสอบมาตรฐานสินค้าที่ขายในประเทศ
ขณะที่นโยบายการค้าของสหรัฐฯ เป็น wake-up call ให้ไทยใช้โอกาสนี้ในการปรับตัวเพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันในระยะยาวของภาคเอกชน โดยเฉพาะ SMEs ทั้งการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม กำหนด Priority Sectors ให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของประเทศ ยกระดับกระบวนการผลิตตลอดห่วงโซ่อุปทานและอุตสาหกรรมต้นน้ำเพื่อเพิ่ม local content เพิ่ม Productivity ลดต้นทุน ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม และยกระดับทักษะแรงงานการจ้างงานของแรงงานไทยในประเทศ แรงงานต่างด้าว และมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจที่แท้จริงของประเทศ ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน
นายผยง กล่าวเพิ่มเติมว่า อีกหนึ่งประเด็นที่ไทยต้องเร่งแก้ไข คือศักยภาพของแรงงานไทย ซึ่งหากไม่สามารถยกระดับทักษะให้ตอบโจทย์ของภาคการผลิต การค้า และบริการได้ ก็จะต้องพึ่งพาแรงงานต่างชาติ ซึ่งอาจไม่ได้นำไปสู่ประโยชน์ทางเศรษฐกิจสูงสุด ดังนั้น ความร่วมมือของภาครัฐและเอกชนในการยกระดับแรงงานจึงถือเป็นอีกหนึ่งเงื่อนไขสำคัญที่รัฐบาลต้องปฏิรูปเชิงโครงสร้างในระยะยาว
กกร. ได้ปรับประมาณการ เศรษฐกิจไทย ปี 68 โดยคาดว่า GDP จะโตอยู่ที่ 1.8-2.2% จากเดิมอยู่ที่ 1.5-2.0% รวมถึงการส่งออก จะอยู่ที่ 2.0-3.0% จากเดิม -0.5-0.3% และเงินเฟ้อจะอยู่ที่ 0.5 ถึง 1.0% จากเดิม 0.5-1.0% เป็นผลมาจากความสำเร็จจากการเจรจาการค้าส่งผลให้ไทยถูกเรียกเก็บภาษีที่ 19% แทน 36% ซึ่งยังต้องให้ความสำคัญกับรายละเอียดที่ต้องมีการเจรจากันต่อไป เบื้องต้นทำให้ไทยไม่เสียเปรียบประเทศเพื่อนบ้านซึ่งเป็น Worst Case Scenario
อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจในครึ่งปีหลังมีแนวโน้มชะลอตัว โดยการส่งออกแผ่วลงหลังหมดปัจจัยชั่วคราวจากการเร่งส่งออก การแข่งขันด้านราคาที่มากขึ้น ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นรวมถึงปัญหาเศรษฐกิจนอกระบบ และกำลังซื้อของผู้บริโภคสหรัฐฯที่ลดลงจากเงินเฟ้อ ส่วนรายได้จากการท่องเที่ยวชะลอตามจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติโดยเฉพาะ short haul ที่ชะลอตัวรวมทั้งผลกระทบจากปัจจัยความขัดแย้งไทย-กัมพูชา
ทั้งนี้ เศรษฐกิจไตรมาสสุดท้ายของปีและต้นปี 69 อาจมีความผันผวนสูง โดยเฉพาะภาคส่งออกที่จะได้รับผลกระทบจากภาษีสหรัฐฯชัดเจน และการแข่งขันที่สูงขึ้นจากประเทศคู่แข่ง ซึ่งแตกต่างกันในแต่ละประเภทสินค้าและการจัดเก็บสต๊อกคงค้างที่ไม่เท่ากัน
อย่างไรก็ดี ในที่ประชุม กกร. มองว่า ไทยยังขาดข้อมูลสำคัญด้านโครงสร้างการผลิตรายอุตสาหกรรม เช่น การใช้วัตถุดิบขั้นต้นและขั้นกลางในประเทศ รวมถึง Regional Value Content ซึ่งภาคเอกชนได้เริ่มสำรวจและเก็บข้อมูลพื้นฐาน เพื่อให้สามารถปฏิบัติได้ตามเงื่อนไขการส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐฯ ทั้งนี้ เพื่อให้มีฐานข้อมูลที่ครบถ้วนและเชื่อถือได้ จึงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากภาครัฐ และหน่วยงานของรัฐที่รับผิดชอบเรื่องนี้โดยตรง เพื่อการตัดสินใจและเจรจาภายใต้การค้าโลกรูปแบบใหม่ (New trade paradigm) ในบทบาทของไทยในอาเซียน สร้างโอกาสให้กับผู้ประกอบการไทยในเวทีการค้าโลกต่อไป
สำหรับความท้าทายของการออกแบบมาตรการในเวลานี้ คือการจัดสรรทรัพยากรที่เหมาะสมไปยังภาคส่วนที่จำเป็นอย่างแท้จริง ซึ่งไม่สามารถใช้แนวทางแบบOne Size Fits All เหมือนในอดีตได้อีกต่อไป โดยเฉพาะมาตรการทางการเงิน เช่น Soft Loan ที่จำเป็นต้องมีความเฉพาะเจาะจงทั้งในแง่กลุ่มเป้าหมาย ระยะเวลา และเงื่อนไขการเข้าถึง
วันนี้ในระบบเราไม่มีข้อมูลที่ชัดเจน นั่นคือสิ่งที่ภาคเอกชนกำลังเร่งมือกับภาครัฐ เพื่อให้เกิดข้อมูลดังกล่าวในการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานอย่างมีประสิทธิภาพ เพราะถ้าทรัพยากรจะจัดสรรไปแบบ One Size Fits All ก็ไม่มีประสิทธิภาพ การจัดสรรตรงนี้ต้องอยู่บนลำดับความสำคัญของแต่ละประเภท และต้องเชื่อมโยงองค์ประกอบในห่วงโซ่ให้เกิด Synergy สูงสุด
ทั้งนี้ กกร. ได้หารือร่วมกับหน่วยงานภาครัฐหลายแห่งอย่างใกล้ชิด ได้แก่ ธนาคารแห่งประเทศไทย กระทรวงการคลัง สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และกระทรวงพาณิชย์ เพื่อขับเคลื่อนมาตรการต่าง ๆ ให้เกิดผลในทางปฏิบัติอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในส่วนของมาตรการทางการเงินเร่งด่วนที่คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนนี้
นายผยง ยังเน้นย้ำว่า การออกแบบมาตรการต้องแยกให้ออกระหว่าง “การบังคับเพื่อเตรียมความพร้อม” กับ “การประคับประคองเพื่อให้กลับมาเข้าระบบใหม่” ซึ่งต้องใช้กลไกที่แตกต่างกัน ไม่ใช่ใช้มาตรการเดียวครอบคลุมทุกกรณี โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่หนี้เสียอาจยังไม่ปรากฏชัดในรายงานบัญชี แต่แฝงอยู่ภายใต้มาตรการช่วยเหลือเดิม เช่น การพักชำระหนี้
ด้านนายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวเสริมถึงการจัดทำข้อมูลเพื่อผลักดัน Local Content ว่า แม้การเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ จะประสบผลสำเร็จ จากเดิมที่ถูกเก็บภาษี 36% ลดลงเหลือ 19% แต่หนึ่งในเงื่อนไขสำคัญ คือ ไทยจะต้องไม่เข้าข่ายการเป็น Transshipment
“มาตรการในการเจรจาต่อไป ก็คือการที่ต้องมีข้อมูลของแต่ละอุตสาหกรรม ว่าจะมี Local content อยู่เท่าไหร่ แล้วอุตสาหกรรมไหนจะสามารถขยายวงของคอนเทนต์ได้ เพราะว่าการจะเจรจาตรงนี้ สมมุติว่าอยู่ที่ 40% – สหรัฐฯ ก็อยากให้เราเพิ่ม Global Content เข้าไปอีก สมมุติว่าเพิ่มอีก 5% จะทำได้กี่อุตสาหกรรม ถ้าเพิ่มเป็น 10% จะทำได้อีกกี่อุตสาหกรรม และถ้ามีบางกลุ่มทำไม่ได้ในระยะสั้น ก็ต้องมีคำอธิบาย” นายเกรียงไกร กล่าว
โดยนายเกรียงไกร ระบุว่า ขณะนี้ ส.อ.ท.ได้สำรวจข้อมูลจาก 47 กลุ่มอุตสาหกรรม โดยได้ตัวเลขจาก 20 กว่ากลุ่ม และนำเสนอข้อมูลของ 17 กลุ่ม ที่มี Local Content มากกว่า 40% โดยกลุ่มที่มีความพร้อม เช่น ไม้อัด ไม้บาง และวัสดุแผ่น มี Local Content ถึง 85% ส่วนกลุ่มหลังคาและอุปกรณ์อยู่ที่ 82.5% และกลุ่มยานยนต์อยู่ที่กว่า 60% ขณะที่กลุ่มที่มี Local Content ค่อนข้างต่ำ ได้แก่ เครื่องสำอาง ยารักษาโรค เครื่องใช้ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ อาหารและเครื่องดื่ม รวมถึงโรงกลั่นน้ำมัน
พร้อมย้ำว่า การมีข้อมูลที่ชัดเจนและถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญที่สุด เพื่อใช้ในการเจรจาต่อรอง และป้องกันไม่ให้ไทยถูกมองว่าเข้าข่าย Transshipment ซึ่งจะเสี่ยงต่อการถูกจัดเก็บภาษีสูงสุดถึง 40% เช่นเดียวกับกรณีของเวียดนามที่ถูกจัดเก็บ 2 อัตรา คือ 20% สำหรับสินค้าจากเวียดนาม และ 40% สำหรับสินค้าที่เป็น Transshipment
ขณะที่สถานการณ์การค้าระหว่างไทย-กัมพูชาในเดือนมิถุนายน มูลค่าการค้าลดลงเหลือ 28,723 ล้านบาท หรือลดลง 9.5% โดยการส่งออกของไทยไปกัมพูชาติดลบ 11.2% เหลือ 25,595 ล้านบาท ขณะที่การนำเข้าจากกัมพูชายังขยายตัว ทำให้ไทยขาดดุลการค้ากับกัมพูชาเป็นครั้งแรก พร้อมระบุว่า หากความขัดแย้งยืดเยื้อจะกระทบการค้าและการลงทุนของไทยในประเทศเพื่อนบ้านต่อไปอีก
“มูลค่าการค้าระหว่างไทยกับกัมพูชาต่อวันเฉลี่ยประมาณ 500 ล้านบาท โดยไทยส่งออกประมาณ 400 ล้านบาท และนำเข้าจากกัมพูชาประมาณ 100 ล้านบาท การปะทะกันในพื้นที่ทำให้เกิดการติดซีลชายแดน และแน่นอนว่ายอดส่งออกก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน”
นอกจากนี้ แรงงานต่างด้าว โดยเฉพาะจากกัมพูชา ซึ่งมีการจดทะเบียนถูกต้องกว่า 519,000 คน เริ่มทยอยกลับประเทศแล้ว โดยเฉพาะในภาคการเกษตรที่พึ่งพาแรงงานต่างชาติสูง อาจทำให้เกิดปัญหาขาดแคลนแรงงานชั่วคราวในช่วงนี้ รวมไปถึงแฟรนไชส์สถานีปั๊มน้ำมันของไทยในกัมพูชากว่า 200 แห่ง ส่วนใหญ่นำน้ำมันสำเร็จรูปจากไทยไปจำหน่าย แต่ณ วันนี้ไม่สามารถขนส่งได้ จึงจำเป็นต้องไปหาแหล่งอื่นสำรอง และบางแห่งอาจต้องคืนสัญญาหรือเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง ขณะที่ธุรกิจอื่นที่ต้องใช้วัตถุดิบจากไทยก็อาจผลิตต่อไม่ได้ในระยะสั้นอีกด้วย
ขณะที่นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า การประกาศภาษี 19% เป็นเพียง “สเต็ปแรก” เท่านั้น โดยยังมีรายละเอียดอีกมากที่ต้องติดตาม โดยเฉพาะการรอประกาศอย่างเป็นทางการจาก USTR (สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ) ซึ่งคาดว่าจะมีความชัดเจนภายในสัปดาห์หน้า
นายพจน์ ชี้แจงว่า แม้จะมีการประกาศไปแล้ว แต่เงื่อนไขการใช้ภาษียังมีข้อยกเว้น เช่น กรณีที่สินค้าถึงสหรัฐฯ ก่อนวันที่ 7 สิงหาคม 68 จะยังคงใช้อัตราภาษีเดิม และหากเปิดโกดังเพื่อใช้ประกอบก่อนวันที่ 5 ตุลาคม 68 ก็จะยังคงได้รับสิทธิดังกล่าว แต่หลังจากนั้นจะต้องเสียภาษีอัตราภาษีใหม่ทันที
ทั้งนี้ ปัญหาสำคัญในขณะนี้คือการวัดผล Local Content และ Original Volume ซึ่งยังไม่มีความชัดเจนว่าเกณฑ์ของสหรัฐฯ จะเป็นเช่นไร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กรณีสินค้าประกอบที่ใช้วัตถุดิบจากประเทศที่มีภาษีสูงกว่า หรือภาษีใกล้เคียง
วันนี้สหรัฐฯ ยังไม่ได้ประกาศเกณฑ์ที่ใช้จริง แต่ทราบมาว่าเขาใช้ Harmonized Code ในการตรวจสอบหลัก ซึ่งต้องดูว่าสินค้าชิ้นใดนำเข้าอะไรมา และนำไปประกอบกับอะไร ถ้าสัมพันธ์กัน ก็ต้องใช้เกณฑ์ที่สหรัฐฯ กำหนด
นอกจากนี้ นายพจน์ ยังระบุว่า สถานการณ์นี้อาจกระทบต่อกระบวนการนำเข้า-ส่งออก ของไทย เพราะแม้จะมีความพยายามเร่งให้ทุกอย่างทันท่วงที แต่ก็มักติดขัดข้อกฎหมายหรือกฎกระทรวงที่ยังไม่ปรับแก้ โดยในส่วนของตัวเลข Local Content ที่เพื่อนบ้านบางประเทศมีการเพิ่มสูงถึง 80% นั้น มองว่า เพื่อเลี่ยงผลกระทบจากภาษี มีเพียงสินค้าอุปโภคบริโภคบางกลุ่มเท่านั้นที่ยังอยู่ในเกณฑ์ต่ำ ทำให้หลายประเทศต้องเร่งปรับตัวอย่างหนัก ซึ่งประเทศไทยเองก็มีศักยภาพ เนื่องจากมีอุตสาหกรรมต้นน้ำและกลางน้ำที่พัฒนาอย่างต่อเนื่องกว่า 10 ปีแล้ว โรัฐดยแนะยำว่า รัฐยังต้องเข้ามาช่วยดึงดูดการลงทุน เพื่อเร่งสร้าง Local Content ให้ได้มากขึ้น
นายพจน์ ยังกล่าวว่า สถานการณ์นี้ถือเป็นโอกาสของผู้ประกอบการไทย ที่จะดึงนักลงทุนต่างชาติให้เข้ามาร่วมสร้างซัพพลายเชนในประเทศ เหมือนกับกรณีที่ญี่ปุ่นเคยทำกับไทยเมื่อหลายสิบปีก่อน พร้อมย้ำว่า การรักษากฎหมายให้เข้มงวด โดยเฉพาะการป้องกัน Transshipment เป็นสิ่งสำคัญ เพราะปัจจุบันหลายประเทศหาตลาดใหม่ไม่ได้ จึงหันมาส่งของผ่านไทยแทน ซึ่งอาจกระทบภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือในเวทีการค้าโลก
เรื่องนี้ไม่ได้กระทบแค่ภาษี 19% เท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงไปถึง FTA ไทย–EU และไทย–แคนาดา ที่ต้องเจอกฎเกณฑ์ในระดับเดียวกัน เราควรปรับตัวตั้งแต่ตอนนี้ เพื่อให้พร้อมรองรับความเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้นในเร็ว ๆ นี้
ทั้งนี้ นายพจน์ มองว่า หากต้นทุนเพิ่มขึ้น 19% จะส่งผลโดยตรงต่อราคาสินค้าปลีกในตลาด หากผู้ประกอบการต้องรับภาระเองทั้งหมดก็จะกระทบความสามารถในการแข่งขันนี้เช่นเดียวกัน ซึ่งขณะนี้สมาคมธนาคารอยู่ระหว่างหารือร่วมกับภาคธุรกิจ เพื่อพิจารณาหาทางช่วยเหลือผู้ประกอบการ
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB