พิชัย ลั่น! ยังไม่คิด เพิ่มกรอบหนี้สาธารณะมากกว่า 70% มองไม่ใช่ทางเลือกสุดท้าย
พิชัย ลั่น! ยังไม่คิด เพิ่มกรอบหนี้สาธารณะมากกว่า 70% มองไม่ใช่ทางเลือกสุดท้าย มั่นใจ! รัฐบาลมีแผนดี ตั้งเป้าลดขาดดุลงบประมาณต่ำกว่า 4%
วันนี้ (29 ส.ค. 68) นายพิชัย ชุณหวชิร รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานเปิดงานสัมมนาวิชาการของสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ประจำปี 2568 "Fiscal Transformation พลิกโฉมการคลังไทยสู่ความยั่งยืน" พร้อมกล่าวภายในงาน ว่า การที่จะทำให้การคลังไปสู่ความยั่งยืน จำเป็นต้องเริ่มจากการปรับสมดุลภายในก่อน เพื่อสร้างความมั่นคงทางการเงินและการคลังในระยะยาว
ซึ่งปัจจุบันการคลังของประเทศยังไม่สมดุล ดูได้จากตัวชี้วัดคือระดับหนี้สาธารณะต่อ GDP ที่เพิ่มราว 48% ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เป็นประมาณ 65% หรือคิดเป็นยอดหนี้จาก 5 ล้านล้านบาท ขยับเพิ่นเป็น 12 ล้านล้านบาท ซึ่งยังมีช่องว่างในการสร้างหนี้เพิ่มได้อีก 5% หรือ ประมาณ 1 ล้านล้านบาท
นายพิชัย ระบุว่า ปัญหาที่สำคัญมาจาก ภาระขาดดุลงบประมาณอย่างต่อเนื่องของรัฐบาล ที่ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา รัฐขาดดุลงบประมาณ 4% กว่าของ GDP หรือราว 8.5 แสนล้านบาทต่อปี ขณะที่เป้าหมายใน 1-2 ปีข้างหน้าคือตั้งเป้าลดการขาดดุลให้ได้เหลือ 3% ซึ่งไม่ใช่แค่การลดหนี้ แต่ต้อง เพิ่มรายได้ของภาครัฐ ให้ครอบคลุมรายจ่าย โดยมาจากแผนงานหลัก 2–3 แนวทาง ได้แก่
-แนวทางที่ 1 การลดการขาดดุลไม่ได้หมายถึงการลดจำนวนการใช้จ่ายเพียงอย่างเดียว แต่สามารถทำได้โดยการเพิ่มรายได้ของรัฐให้มากขึ้นด้วย และหากไปลดการใช้จ่ายมากเกินไป ก็จะกระทบต่อการลงทุนของภาครัฐ
ส่วนการที่มีคนตั้งคำถามว่า จะลดขาดดุลได้หรือไม่นั้นเพราะปัจจุบันการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานก็ยังมีไม่มาก ขณะเดียวกันการปรับปรุงระบบราชการก็ยังเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องทำอยู่ นายพิชัย ระบุว่า ส่วนตัวยังเชื่อว่าเป็นไปได้
-แนวทางที่ 2 การที่จะทำให้การขาดดุลลดลงเหลือประมาณ 3% เร็วหรือช้า ก็ขึ้นอยู่กับการจัดหารายได้ ซึ่งรายได้ของรัฐไม่ได้มาจากภาษีอย่างเดียว แต่ยังมาจากทรัพย์สินของรัฐที่มีอยู่ หากบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพก็จะเป็นแหล่งรายได้สำคัญ และยังสามารถนำทรัพย์สินเก่าของรัฐบาลมาปรับรูปแบบหรือสร้างมูลค่าใหม่ได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่หลายประเทศทั่วโลกทำกัน
นายพิชัย กล่าวว่า ถ้าหากสามารถลดการขาดดุลให้ต่ำลงได้ ในอนาคตก็จะส่งผลต่อให้การเพิ่มขึ้นของหนี้สาธารณะลดลงตามไปด้วย
อย่างไรก็ตามในอีกมุมนึง หากประเทศพร้อมก้าวไปข้างหน้าและต้องการการเติบโต การขาดดุลมากขึ้นบ้างก็เป็นเรื่องที่ดี เพราะทำให้ภาครัฐมีงบประมาณในการลงทุนเพิ่มขึ้น ซึ่งการลงทุนภาครัฐแต่ละครั้งก็จะช่วยสนับสนุนและดึงดูดการลงทุนของภาคเอกชนด้วย แต่สิ่งสำคัญคือ การขาดดุลต้องมั่นใจว่างบประมาณที่ใช้ไปนั้น ลงไปในส่วนที่ช่วยเสริมการเติบโตของภาคเอกชนจริงๆหรือไม่
นอกจากนี้ นายพิชัย ให้ข้อมูลว่าไทยจัดเก็บภาษีสุทธิอยู่ประมาณ 15% ของGDP ซึ่งถือว่าต่ำกว่ามาตรฐานของประเทศที่มีลักษณะเศรษฐกิจคล้ายคลึงกันประมาณ 3% และถ้าหากปรับเพิ่มได้ถึง 18% จะสามารถเพิ่มรายได้ให้กับภาครัฐ 6 แสนล้านบาท
ขณะที่การขยายเพดานหนี้สาธารณะ เป็น 70% จะเป็นทางเลือกสุดท้ายหรือไม่ นายพิชัย มองว่ายังไม่ได้คิดถึงเรื่องการขยายกรอบให้เพิ่มขึ้นมากกว่า 70% พร้อมกับย้ำว่า การขยายเพดานหนี้ไม่ใช่ทางเลือกสุดท้าย แต่เป็นมาตรการที่สามารถพิจารณาได้ หากถึงเวลาและจำเป็น อย่างไรก็ตาม รัฐบาลจะพยายามรักษาระดับหนี้ให้อยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับได้ ด้วยการปรับปรุงรายได้และประสิทธิภาพการคลัง
นอกจากนี้ยังต้องมีการปรับปรุงการลงทุนของรัฐวิสาหกิจ และการบริหารโครงสร้างพื้นฐาน เช่น สายส่งไฟฟ้าและทางด่วน เพื่อสร้างรายได้เพิ่มเติมและลดภาระหนี้เพื่อฟื้นฟูอัตราการลงทุนและเศรษฐกิจให้กลับไปสู่ระดับ 30–35% ของGDP พร้อมกับต้องสร้างความมั่นใจให้นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ ผ่านการแก้ปัญหาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น
•ที่ดิน โดยเปิดให้เช่าใช้ยาว 99 ปีผ่าน BOI และเขตเศรษฐกิจพิเศษ EEC เพื่อสร้างความมั่นใจในการลงทุน
•พลังงาน ที่ต้องเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าให้เพียงพอ รองรับการลงทุนใหม่ พร้อมสนับสนุนพลังงานสะอาด เช่น โซลาร์และไบโอแก๊ส พร้อมกับต้องดูแลควมคุมเรื่องต้นทุนให้เหมาะสม
•น้ำ ต้องจัดสรรน้ำเพื่อการอุตสาหกรรมและเกษตรกรรมให้เพียงพอ ผ่านรัฐวิสาหกิจและนิคมอุตสาหกรรม
•การพัฒนา Ease of Doing Business ที่ต้องปรับปรุงกระบวนการอนุมัติ การออกใบอนุญาต และความร่วมมือระหว่างหน่วยงานราชการ เพื่อให้นักลงทุน เข้ามาทำธุรกิจง่ายขึ้น
นายพิชัย ยกตัวอย่างว่า การลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) นอกจากจะเข้ามาประมาณ 1 ล้านล้านบาทต่อปีแล้ว ยังช่วยสร้างการลงทุนต่อเนื่องของภาคเอกชนไทยอีกหลายล้านล้านบาท ซึ่งรวมถึงการพัฒนาซัพพลายเชนและอุตสาหกรรมใหม่ เช่น รถไฟฟ้า, data center, AI และคลาวด์
ดังนั้น ด้วยมาตรการเหล่านี้ หากไทยสามารถดึงการลงทุนรวมทั้งภาครัฐและเอกชนกลับขึ้นไปได้ถึง 30–35% ของGDP ก็จะสามารถช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ให้กลับสู่เส้นทางการเติบโตที่แข็งแกร่ง และสร้างการลงทุน อย่างต่อเนื่องในภาคอุตสาหกรรมและโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศได้
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB