กกร. ค้าน! ร่าง พ.ร.บ. แรงงาน เห็นด้วย พ.ร.บ. อากาศ-โรงงาน ชี้! ต้องปรับมาตรการบางข้อ
กกร. ค้าน! ร่าง พ.ร.บ. แรงงาน เห็นด้วย พ.ร.บ. อากาศ-โรงงาน แต่ต้องปรับมาตรการบางข้อ แนะ! รัฐควรประเมินผลรอบด้าน หวั่น! ฉุดความเชื่อมั่นนักลงทุน-เศรษฐกิจ
ตามที่สภาผู้แทนราษฎรได้เห็นชอบหลักการ ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่...) พ.ศ. ... , ร่างพระราชบัญญัติบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. ... และ ร่างพระราชบัญญัติโรงงาน (ฉบับที่...) พ.ศ. ...
ล่าสุด วันนี้ (12 พ.ย. 68) คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ได้แก่ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และ สมาคมธนาคารไทย ได้แถลงจุดยืนต่อร่างกฎหมายสำคัญ 3 ฉบับดังกล่าว เนื่องจากมีความกังวลและมีความเห็นว่าควรประเมินผลกระทบให้รอบด้านก่อนที่จะมีผลบังคับใช้
นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ในฐานะประธาน กกร. กล่าวว่า กกร. ได้รับข้อร้องเรียนและความกังวลจากสมาชิกทั่วประเทศ ทั้งจากหอการค้าจังหวัดมากกว่า 70 จังหวัดทั่วประเทศ สภาอุตสาหกรรมจังหวัด กลุ่มอุตสาหกรรมต่างๆ สมาคมการค้ามากกว่า 90 สมาคม และหอการค้าต่างประเทศอีกจำนวนหนึ่ง ที่ไม่เห็นด้วยและคัดค้านกับร่างกฎหมาย 3 ฉบับ
โดยเฉพาะ ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่...) พ.ศ. ... ที่แบ่งออกเป็นอีก 3 ฉบับย่อย ซึ่ง กกร. มองว่าร่างกฎหมายดังกล่าวยังขาดการประเมินผลกระทบกฎหมาย (Regulatory Impact Assessment หรือ RIA ) อย่างรอบด้าน ซึ่งเป็นกระบวนการสำคัญในการพิจารณาความเหมาะสมและผลกระทบต่อภาคส่วนต่าง ๆ
และในร่างกฎหมายดังกล่าวมีหลายมาตราที่อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวม และเพิ่มภาระต้นทุนการจ้างงานให้กับนายจ้าง ในภาวะเศรษฐกิจที่ยังผันผวน โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SME ที่ต้องเผชิญต้นทุนที่สูงขึ้นจากการปรับข้อกำหนดของกฎหมายใหม่ นอกจากนี้ ยังอาจส่งผลให้เกิดการลดลงของความเชื่อมั่นจากนักลงทุนต่างประเทศ ซึ่งจะกระทบต่อความสามารถในการดึงดูดการลงทุนของประเทศไทยในภาพรวมอีกด้วย
นายพจน์ ได้ยกตัวอย่างสำผลกระทบจาก พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน ที่อยู่ระหว่างการพิจารณา เช่น การกำหนดชั่วโมงทำงานของแรงงาน ไม่เกิน 40 ชม./สัปดาห์ จาก 48 ชม./สัปดาห์ จะส่งผลกระทบให้ลูกจ้างมีรายได้ที่ลดลง จากชั่วโมงการทำงานที่น้อยลง ซึ่งอาจทำให้เหลือค่าจ้างเพียงเดือนล่ะ 12,000 บาท จากปกติ 15,000-16,000 บาท ซึ่งจะส่งผลลูกจ้างจะต้อวมีการกู้เงินนอกระบบเพิ่มขึ้น เพื่อมาชดเชยรายได้ที่ลดลง ซึ่งก็จะเป็นปัญหาซ้ำเติมต่อเศรษฐกิจและสังคมไทยเพิ่มขึ้น
ขณะที่ฝั่งนายจ้าง อาจต้องหันไปจ้างแรงงานนอกระบบหรือแรงงานผิดกฎหมายด้วย เพื่อนำมาทดแทน
อีกทั้ง การกำหนดให้คณะกรรมการค่าจ้างต้องปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเพิ่มทุกปี กกร. เห็นว่าการปรับอัตราจ้างขั้นต่ำ ควรขึ้นอยู่กับตัวเลขทางเศรษฐกิจที่สะท้อนให้เห็นถึงความสามารถในการจ่ายของนายจ้างและค่าครองชีพของลูกจ้าง ตามที่บัญญัติไว้แล้วในกฎหมายปัจจุบัน เป็นต้น
นอกจากนี้ นายพจน์ ระบุว่า บางข้อกำหนดในร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฉบับใหม่ ที่อยู่ระหว่างการพิจารณา นั้น อาจทำได้ยากในทางปฏิบัติ เช่น ลูกจ้างมีสิทธิลาไปดูแลบุคคลในครอบครัว หรือบุคคลอื่นใดที่มีความสันพันธ์ใกล้ชิดในฐานะผู้ป่วยใน ซึ่งเป็นตัวอย่างการกำหนดถ้อยคำที่กว้างเกินไป ทำฝห้เกิดปัญหาในทางปฏิบัติ ซึ่งควรนะบุให้ชัดเจนว่าเป็นบุคคลใดบ้างที่ลูกจ้างสามารถลาไปดูแลได้
ดังนั้น กกร. จึงขอคัดค้านร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฉบับใหม่ ทั้ง 3 ฉบับ ที่ไม่สอดรับกับข้อกำหนดองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ไม่สามารถปฏิบัติได้จริง ขาดการรับ ฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างรอบด้าน และเห็นควรให้มีการทำประชาพิจารณ์ใหม่อย่างรอบด้านทั้งให้มีตัวแทน สภาอุตสาหกรรมจังหวัด หอการค้าจังหวัด องค์กรนายจ้าง องค์กร ลูกจ้าง (ไตรภาคี) ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง โดยให้กระทรวงแรงงาน กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เป็นตัวกลางในการดำเนินการดังกล่าว
"มองว่า มาตรการในกฎหมาย 3 ฉบับ ส่วนใหญ่โดยเฉพาะร่างพ.ร.บ. แรงงาน เป็น พ.ร.บ. การเมืองมากกว่า การอยากแก้ไขปัญหา จึงขอย้ำให้รัฐบาลเห็นว่า กระบวนการจัดทำร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับคนจำนวนมาก หรือกฎหมายมหาชน ควรมีการรับฟังความคิดเห็นและวิเคราะห์ผลกระทบจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างรอบด้าน ซึ่งในกรณีนี้ ยังขาดข้อมูลที่เพียงพอและอาจส่งผลต่อกลุ่มที่เกี่ยวข้องโดยตรง" นายพจน์ กล่าว
ด้านนายเกรียงไกร เธียรนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ได้กล่าวถึง ร่างพระราชบัญญัติบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. .... ว่า กกร. เห็นด้วยในหลักการและบางมาตรการ แต่ควรปรับให้ชัดเจนและไม่ซ้ำซ้อนกับกฎหมายเดิม ช่น พ.ร.บ. ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2535 รวมถึงกฎหมายเฉพาะของหน่วยงานที่มีอำนาจกำกับดูแลมลพิษทางอากาศอยู่แล้ว ซึ่งอาจสร้างความซ้ำซ้อน ด้านอำนาจหน้าที่ และเพิ่มต้นทุนต่อภาคธุรกิจโดยไม่จำเป็น
ดังนั้น กกร. จึงขอเสนอประเด็นสำคัญที่รัฐบาลควรทบทวน เพื่อให้กฎหมายฉบับนี้ปฏิบัติได้จริง เช่น
เรื่องของโครงสร้างคณะกรรมการและการมีส่วนร่วมของภาคเอกชน กกร. ขอเสนอให้มีผู้แทนภาคเอกชน เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของคณะกรรมการและองค์กรที่กำกับนโยบายบริหารจัดการอากาศสะอาด ทั้งในระดับชาติและระดับจังหวัด ตามหลัก "การมีส่วนร่วมของผู้ถูกบังคับใช้กฎหมาย" เพื่อสะท้อนข้อมูลจากภาคการผลิต บริการ การเงิน และภาคเศรษฐกิจจริง ซึ่งก็จะช่วยให้การกำหนดนโยบายมีความสมดุล รอบด้าน และนำไปสู่การจัดทำมาตรการที่สามารถปฏิบัติได้จริง
การจัดตั้งกองทุนอาอากาศสะอาด เนื่องจากกองทุนวัตถุประสงค์ขอฃกองทุน ยังไม่มีลำดับความสำคัญหรือสัดส่วนใช้เงินอย่างชัดเจนในการแก้ปัญหามลพิษ และไม่ได้ผ่านขั้นตอนพิจารณาจากคณะกรรมการนโยบายบริหารทุนหมุนเวียนตามที่ควรจะเป็น กกร. จึงมีความกังวลว่าอาจไม่สามารถจัดตั้งกองทุนได้จริง
อีกทั้ง อัตราโทษและบทกำหนดโทษ แม้ กกร. สนับสนุนการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังต่อผู้ฝ่าฝืน แต่ร่างกฎหมายฯ ฉบับนี้ มีการกำหนดอัตราโทษสูงกว่าฉบับอื่นๆ ที่สภาผู้แทนราษฎรเคยรับหลักการ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อบรรยากาศการลงทุน โดยเฉพาะในกรณีการกระทำโดยประมาท กกร. จึงเสนอให้ทบทวนระดับโทษให้สมดุลย์กับมาตรฐานสากลสาก และควรมีระยะเวลาให้ภาคธุรกิจ ภาคอุตสาหกรรม ปรับตัว เพื่อให้สามารถปฏิบัติตามกฏหมายได้จริง
อย่างไรก็ตาม การมีกฎหมายเพื่ออากาศสะอาดเป็นสิ่งที่จำเป็น แต่ต้องยึดหลักไม่ซ้ำซ้อน ไม่เพิ่มภาระและสร้างสมดุลย์ระหว่างสิ่งแวดล้อมกับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เพื่อให้ไทยเดินหน้าสู่การพัฒนาได้อย่างยั่งยืน ทั้งในด้านสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน
ขณะที่ ร่างพระราชบัญญัติโรงงาน (ฉบับที่..) พ.ศ. .... นายเกรียงไกร กล่าวว่า กกร. ก็ได้มีความกังวลต่อกฎหมายดังกล่าวเช่นกัน อย่างเช่น การรื้อฟื้นระบบใบอนุญาตโรงงานแบบมีอายุ ซึ่งขัดกับหลัก Ease of Doing Business กกร. จึงไม่เห็นด้วยต่อแนวทางการนำระบบใบอนุญาตแบบมีอายุกลับมาใช้ เนื่องจากระบบดังกล่าวเคยสร้างปัญหาในอดีต และเปิดช่องให้เกิดการทุจริตซึ่ง เนื่องจากมีขั้นตอนการขออนุญาตที่ซับซ้อน มีความล่าช้า สร้างภาระด้านเอกสารเกิน ขัดต่อหลักการบริหารภาครัฐสมัยใหม่
ในขณะที่การเพิ่มประเภทโรงงานควบคุมพิเศษ ควรจำกัดเฉพาะโรงงานที่มีความเสี่ยงสูงเท่านั้น และควรจำกัดขอบเขตเฉพาะกับโรงงานควบคุมพิเศษประเภทที่เกี่ยวข้องกับของเสียอันตราย หรือที่มีความเสี่ยงเฉพาะด้านเท่านั้น
ส่วนข้อกำหนดการเปิดให้ประชาชนเข้าสังเกตโรงงาน กกร. กังวลด้านความขัดแย้งและการละเมิดความลับทางการค้า อย่างไรก็แม้ตาม กกร. สนับสนุนหลักการมีส่วนร่วมของประชาชน แต่มีความเห็นว่าควรให้ภาครัฐทำหน้าที่เป็นคนกลางในการตรวจสอบและศึกษาให้ข้อมูลกับประชาชนอย่างโปร่งใส และควรกำหนดคุณสมบัติผู้เข้าสังเกตการณ์และออกมาตรการคุ้มครองข้อมูลความลับทางการค้าและข้อมูลทางธุรกิจอย่างรัดกุมและชัดเจน
นายเกรียงไกร ระบุว่า หากดูตามความเป็นจริงและปัญหาที่เกิดขึ้นจากโรงงานส่วนใหญ่ ไม่ได้เกิดจากข้อบกพร่องของกฎหมาย แต่เกิดจากการบังคับกฎหมายและการดำเนินการตามกลไกที่มีอยู่อย่างครบถ้วน มากกว่า ดังนั้น ภาครัฐจึงควรมุ่งเน้นการพัฒนาระบบ Self-Declare หรือ ระบบการรับรองตนเองของผู้ประกอบกิจการโรงงาน ที่ให้ผู้ประกอบการเป็นผู้รับรองว่าตนเองได้ปฏิบัติตามกฎหมายและข้อกำหนดด้านความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมอย่างถูกต้อง ควบคู่กับการเพิ่มศักยภาพเจ้าหน้าที่ตรวจโรงงานแทนที่จะเพิ่มขั้นตอนและภาระให้ภาคอุตสาหกรรม
ทั้งนี้ กกร. จึงอยากขอเรียกร้องให้รัฐบาลมีการทบทวนกระบวนการออกกฏหมายทั้ง 3 ฉบับ อย่างรอบคอบ พร้อมกับย้ำว่าการออกกฏหมายใหม่ที่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจในวงกว้าง ควรยึดหลักความโปร่งใส เปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน และจัดทำการประเมินผลกระทบของกฎหมาย (RIA) ตามหลักสากลเพื่อให้กฎหมายที่ประกาศใช้มีความสมดุลระหว่างการคุ้มครองแรงงาน สิ่งแวดล้อม และความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่อได้
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB