ปรับโครงสร้างข้าวไทย ชู “ข้าวคุณภาพ–โซนนิ่งใหม่” ดันราคาฟื้น
รมช.เกษตรฯ เดินหน้าปรับโครงสร้างข้าวไทย ชู “ข้าวคุณภาพ–โซนนิ่งใหม่” ดันราคาฟื้น รอ นบข. เคาะมาตรการพรุ่งนี้
นายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า วันนี้ได้มอบแนวทางให้กรมการข้าวเดินหน้าตามนโยบายหลักของ ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยให้ความสำคัญกับความสมดุลระหว่างอุปสงค์-อุปทาน และการยกระดับคุณภาพข้าวของไทย ซึ่งปัจจุบันได้ผลักดันการผลิต “ข้าวคุณภาพ – ข้าวคาร์บอนต่ำ” ควบคู่กับการปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกข้าวที่ไม่เหมาะสม ให้หันไปปลูกพืชอื่นที่ให้ผลตอบแทนดีกว่า
เช่น ข้าวโพด 5 แสนไร่ และพืชตระกูลถั่วอีก 5 แสนไร่ ซึ่งมีข้อมูลพร้อมจากกรมส่งเสริมการเกษตรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว
ในด้านราคา นายนเรศเผยว่า ปัจจุบันข้าวหอมมะลิอยู่ที่ 13,200–13,500 บาทต่อตัน, ข้าวเหนียว 8,000–9,000 บาท, และข้าวขาวความชื้น 15% ราว 6,500 บาทต่อตัน แม้ราคาบางส่วนยังน่ากังวล แต่จะมีมาตรการเสนอต่อคณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) ในการประชุม พรุ่งนี้ เวลา 15.00 น. ทั้งมาตรการจากกระทรวงพาณิชย์ และมาตรการเสริมศักยภาพชุมชน เช่น สนับสนุนศูนย์ข้าวชุมชน นาแปลงใหญ่ และวิสาหกิจชุมชน รวมถึงการเสริมศักยภาพโรงสีเพื่อให้กลุ่มเกษตรกรเข้มแข็งขึ้น
นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงพาณิชย์ยังบูรณาการข้อมูลเพื่อขับเคลื่อนโครงการปรับพื้นที่ปลูก โดยมีเป้าหมาย 1 ล้านไร่ โดยใช้ข้อมูลดินจากกรมพัฒนาที่ดิน ร่วมกับกรมส่งเสริมสหกรณ์ และกรมการข้าว ซึ่งเป็นหน่วยงานหลัก
ทั้งนี้ เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงการนำเข้าข้าวโพดจากสหรัฐฯ จะกระทบเกษตรกรไทยหรือไม่ นายนเรศ ระบุว่า ต้องรอรายละเอียดจากการเจรจาของกระทรวงพาณิชย์ จึงจะสามารถประเมินสถานการณ์ดังกล่าวได้
สำหรับความกังวลของชาวนาที่ต้องปรับเปลี่ยนการปลูก นายนเรศย้ำว่า หน่วยงานในพื้นที่ เช่น กรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้ลงพื้นที่ทำความเข้าใจเกษตรกรแล้ว และหลังจาก นบข. เคาะมาตรการเป็นที่เรียบร้อยแล้ว คาดว่าจะเป็นแรงจูงใจช่วยลดต้นทุนหรือสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านตามความเหมาะสม แต่ขอรอผลประชุมก่อนเปิดเผยรายละเอียด
นอกจากนี้ นายนเรศ กล่าวว่า แม้มาตรการเหล่านี้อาจยังไม่เห็นผลทันที แต่เมื่อการเปลี่ยนพื้นที่ปลูกเริ่มชัดเจน และกรมการข้าวเดินหน้าเพิ่มการผลิตเมล็ดพันธุ์คุณภาพ ราคาข้าวจะปรับดีขึ้นในระยะต่อไป โดยปีนี้หน่วยงานในสังกัด เช่น กรมส่งเสริมสหกรณ์ เพิ่มศักยภาพจุดรวบรวมข้าวเป็น 428 แห่ง สูงกว่าปีก่อน ทำให้สามารถช่วยชะลอและรับซื้อข้าวได้เร็วขึ้น
ส่วนประเด็น “โซนนิ่งพื้นที่เพาะปลูก” นายนเรศย้ำว่า กระทรวงเกษตรฯ วางแผนไว้แล้ว ให้กรมการข้าวกำหนดชนิดข้าวที่เหมาะกับแต่ละภูมิภาค เช่น ภาคกลางปลูกข้าวขาวหรือหอมปทุม ภาคเหนือ-อีสานปลูกข้าวชนิดเหมาะสม รวมถึงข้าวอัตลักษณ์ประจำถิ่นในภาคใต้ พร้อมทำ “โซนนิ่งตลาด” ร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ เพื่อศึกษาว่าประเทศใดต้องการข้าวชนิดใด ก่อนนำข้อมูลกลับมาปรับโซนนิ่งการผลิตให้สอดคล้องกัน
พร้อมมั่นใจว่า หากทุกมาตรการเดินหน้าได้ตามเป้าหมาย ราคาข้าวจะดีขึ้นกว่าปีที่ผ่านมาอย่างแน่นอน
ด้านนายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมการข้าวได้เร่งเดินหน้าปรับโครงสร้างการผลิตเพื่อพาอุตสาหกรรมข้าวไทยไปสู่ “ข้าวพรีเมียม – ข้าวคุณภาพ – ข้าวยั่งยืน” ให้แข่งขันได้ในตลาดโลก
โดยราคาข้าวปัจจุบันตกต่ำเป็นผลจากตลาดโลก ซึ่งไทยควบคุมไม่ได้ หากยังผลิตและขาย ข้าวแบบเดิมๆอยู่ โดยคู่แข่งอย่างอินเดียและเวียดนามมีผลผลิตต่อไร่สูงกว่า ต้นทุนต่ำกว่า เพราะใช้นวัตกรรม เทคโนโลยี และงานวิจัยอย่างเข้มข้น จึงเป็นความท้าทายที่ไทยต้องเร่งลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพให้ได้เช่นกัน
เพื่อแก้ปัญหาระยะยาว กรมการข้าวได้เชิญทุกภาคส่วนในห่วงโซ่อุตสาหกรรม ตั้งแต่สมาคมโรงสี สมาคมผู้ส่งออก สมาคมชาวนา ผู้ประกอบการสตาร์ทอัพ ไปจนถึงนักวิชาการ มาร่วมตั้ง “คณะกรรมการวิจัยและพัฒนาพันธุ์ข้าวไทย” เพื่อกำหนดทิศทางการพัฒนาพันธุ์ทั้งระยะสั้น–กลาง–ยาว
โดยระยะสั้น จะคัดว่าตลาดโลกต้องการพันธุ์ใด โดยสอบถามโรงสีและผู้ส่งออกโดยตรง เพื่อนำกลับมาส่งเสริมให้ชาวนาปลูกให้ตรงดีมานด์ ส่วนระยะกลางและยาว จะทดลองใช้ AI, DNA, และ gene editing เพื่อพัฒนาพันธุ์ใหม่ที่อายุสั้นกว่า ผลผลิตสูงกว่า ทนโรค ทนแล้ง หอมขึ้น นุ่มขึ้น รวมถึงเพิ่มงบวิจัยให้มากขึ้น เพื่อให้ไทยมีพันธุ์ที่แข่งขันได้จริงในตลาดพรีเมียม
นอกจากนี้ กรมการข้าวยังให้ความสำคัญกับ โซนนิ่งพื้นที่ปลูก ควบคู่ไปกับ โซนนิ่งการตลาด โดยจับมือโรงสีและผู้ส่งออกเพื่อกำหนดว่า “ข้าวชนิดไหนควรปลูกที่ไหน และส่งขายที่ใดจึงเหมาะสมที่สุด” เป็นการวางระบบผลิตให้ตรงตามตลาดตั้งแต่ต้นทาง
ทั้งนี้ นายอานนท์ ยังระบุว่า จากนี้ไทยจะมุ่งพัฒนาข้าวคุณภาพ เช่น ข้าวหอมมะลิ ข้าวโภชนาการสูง และข้าวคาร์บอนต่ำ โดยการปลูกข้าวคาร์บอนต่ำไม่ใช่เรื่องยาก ซึ่งจะมีการแบ่งเป็นหลายระดับ ตั้งแต่การปลูกแบบเปียกสลับแห้ง ลดปุ๋ยเคมี ลดสารเคมี ไปจนถึงการไม่เผาตอซังแต่ละระดับจะมีฉลากและราคาที่แตกต่างกันให้เกษตรกรเลือกปรับได้ตามความพร้อม
ขณะเดียวกัน กรมการข้าวได้หารือร่วมกับ สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เพื่อให้รับรองฉลาก “ข้าวคาร์บอนต่ำ” และเตรียมให้กรมการข้าวเป็นหน่วยงานที่สามารถออกตรารับรอง (VVB) ได้เอง พร้อมจับมือสถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ วางเกณฑ์และขั้นตอนการผลิตให้ชัดเจน
ส่วนด้านตลาด อานนท์เผยว่า ขณะนี้ประเทศผู้นำเข้าพรีเมียมอย่าง ญี่ปุ่น สวิตเซอร์แลนด์ ออสเตรเลีย EU อเมริกา เกาหลี และจีน ต่างเตรียมเข้าพบกรมการข้าวเพื่อหารือการนำเข้าข้าวคาร์บอนต่ำจากไทย โดยข้าวกลุ่มนี้จะได้รับราคาที่สูงกว่าข้าวปกติอย่างมีนัยสำคัญ ถือเป็นมิติใหม่ของวงการข้าวไทยที่ต้องเร่งปรับตัวโดยด่วน
หากไทยยังปลูกข้าวแบบเดิม จะสู้คู่แข่งไม่ได้ เพราะวันนี้เวียดนามขาย ข้าวคาร์บอนต่ำ–ข้าวคุณภาพสูง ในราคาเทียบเคียงกับข้าวขาวไทยแล้ว หมายความว่าผู้ซื้อมีทางเลือกเพิ่มขึ้นและมีแนวโน้มเทไปหาข้าวคุณภาพที่ต้นทุนต่ำกว่า ซึ่งเป็นเหตุผลที่ไทยต้องเร่งเปลี่ยนระบบการผลิตขึ้นสู่ระดับพรีเมียม เพื่อให้แข่งขันได้ในอนาคต
สำหรับผลตอบแทนเบื้องต้น ผู้ประกอบการส่งออกภายในประเทศ ยืนยันว่า หากชาวนาปลูกตามมาตรฐานข้าวคาร์บอนต่ำ จะได้ราคาสูงกว่าข้าวทั่วไป ตันละ 500 บาท โดยกรมการข้าวเตรียมทำโครงการนำร่อง 1 ล้านไร่ (แบ่งสองเฟส เฟสละ 500,000 ไร่) ในภาคกลาง ตะวันออก และตะวันตก ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ควบคุมน้ำได้ และต่อยอดไปยังภาคเหนือ–อีสานในระยะต่อไป
โดยโครงการนี้ต้องใช้งบประมาณราว 300 ล้านบาท สำหรับการปรับหน้าดิน ทำระบบเปียกสลับแห้ง ลดการใช้ปุ๋ยเคมี สนับสนุนปุ๋ยอินทรีย์–จุลินทรีย์ และลดการเผาตอซัง โดย ศูนย์ข้าวชุมชนจะเป็นผู้ขับเคลื่อนในพื้นที่
ทั้งนี้ เกษตรกรจะได้รับการประกบงานอย่างใกล้ชิดจากทีมของกรมการข้าว ทั้งกองวิจัย กองเมล็ดพันธุ์ และสำนักส่งเสริมการผลิตข้าว (สสข.) เพื่อให้ทำตามมาตรฐานได้จริง และมั่นใจว่าจากผลวิจัยของกรมฯ จะทำให้ผลผลิตต่อไร่จะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญโดยไม่ทำให้ต้นทุนสูงขึ้นมาก
และเมื่อโครงการเริ่มเดินหน้า จะมีการทำ MOU หรือสัญญารับซื้อ กับผู้ส่งออกเพื่อรับประกันการตลาดให้เกษตรกรอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งหากผลลัพธ์ดีในช่วงแรก อาจมีการขยายพื้นที่เพิ่มในเฟสถัดไป เพราะขณะนี้เกษตรกรทั้งภาคเหนือและอีสานเริ่มสนใจเข้าร่วมจำนวนมากแล้ว
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB