พาณิชย์ เผย เงินเฟ้อ พ.ย. 68 ลดลง 0.49%คาด ปี69 จะอยู่ที่ระดับ 0-1.0%
พาณิชย์ เผย! เงินเฟ้อไทย พ.ย. 68 ลดลง 0.49% ลงติดต่อกัน 8 เดือน คาด ปี 69 จะอยู่ที่ระดับ 0-1.0% จากภาคเกษตร-ท่องเที่ยว ปรับดีขึ้น ขณะที่เหตุน้ำท่วมใต้ มอง กระทบเงินเฟ้อ 0.01-0.05%
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า หรือ สนค. กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปของไทย ในเดือนพ.ย. 68 เท่ากับ 100.15 เมื่อเทียบกับ ช่วงเดียวกันของปีก่อน ทำให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปในเดือน พ.ย. ลดลง 0.49% โดยเป็นการลดลงในอัตราที่ชะลอตัว เมื่อเทียบกับเดือนต.ค. 68 ที่ลดลง 0.76% ถือว่าลดลงต่อเนื่องติดต่อกัน 8 เดือน
โดยสาเหตุที่ทำให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปยังคงลดลงนั้น มาจากราคาสินค้าในกลุ่มพลังงาน ได้แก่ ค่ากระแสไฟฟ้าครัวเรือน และราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่ปรับลดลงตามสถานการณ์พลังงานในตลาดโลก รวมไปถึงมาตรการลดภาระค่าของชีพของภาครัฐที่เป็นปัจจัยทำให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปยังคงลดลงอย่างต่อเนื่อง
ขณะที่สินค้าในกลุ่มอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ ปรับตัวสูงขึ้นหลังจากลดลงต่อเนื่องมา 3 เดือน จากการสูงขึ้นของราคาผักสด อาหารสำเร็จรูป และเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ สำหรับราคาสินค้าและบริการอื่นๆอย่างส่งผลกระทบต่อภาวะเงินเฟ้อไม่มาก ขณะที่อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยในช่วง 11 เดือนแรก ปี 2568 ลดลง 0.12%
สำหรับอัตราเงินเฟ้อทั้งปี 2568 คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ - 0.15 ถึง -0.2% โดยเป็นตัวเลขที่คาดการณ์ของมาจากแนวโน้มของเงินเฟ้อในเดือน ธ.ค. ที่จะอยู่ในอัตรา -0.48 ถึง -1.08% ส่วนแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปี 2569 นายนันทพงษ์ กล่าวว่า คาดว่า จะอยู่ที่ประมาณ 0-1.0% (ค่ากลางอยู่ที่ 0.5%) จากสินค้าภาคการเกษตรที่มีแนวโน้มปรับราคาสูงขึ้น รวมถึงภาคการท่องเที่ยวตามตัวเลขคาดการณ์ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือ ททท. ที่มีสัญญานการฟื้นตัวในภาคการท่องเที่ยว โดยคาดว่าจะมีจำนวนนักท่องเที่ยวประมาณ 34.9 ล้านคน และมีรายได้จากการท่องเที่ยวรวมอยู่ที่ 2.79 ล้านล้านบาท ส่งผลให้สินค้าและบริการที่เกี่ยวข้องอาจปรับราคาสูงขึ้น
อย่างไรก็ตาม ยังคงมีปัจจัยเสี่ยงที่จะมากดดันให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยลดลง ได้แก่ ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกลดลงอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 ติดต่อกัน ทำให้ราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศปรับลดลง รวมถึงมาตรช่วยเหลือภาครัฐ ในการช่วยเหลือลดภาระค่าครองชีพอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการปรับลดค่ากระแสไฟฟ้าครัวเรือน ค่าโดยสารสาธารณะ และการตรึงราคาก๊าซ LPG นอกจากนี้เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวต่ำอยู่ที่ 1.7% ในปี2569 ซึ่งต่ำกว่าปี 2568 ที่คาดว่าอยู่ที่ประมาณ 2% ซึ่งถือเป็นการขยายตัวต่ำกว่า 3% เป็นปีที่8ติดต่อกัน
นอกจากนี้ นายนันทพงษ์ ยังได้กล่าวถึงภาพรวมผลกระทบจากเหตุการณ์อุทกภัยใหญ่ในภาคใต้ ด้วยว่า จากเหตุการณ์อุทกภัย สนค. คาดว่าส่งผลกระทบต่ออัตราเงินเฟ้อทั่วไปโดยรวมที่ประมาณ 0.01 - 0.05% เนื่องจากสถานการณ์เริ่มคลี่คลายแล้ว ส่วนความเสียหายในภาคอุตสาหกรรม มีโรงงานในจ.สงขลา ได้รับผลกระทบ 715 โรงงาน คิดเป็นมูลค่าความเสียหายกว่า 1,282 ล้านบาท
ในขณะที่ภาคเกษตรกรรม พบว่า สวนยางเสียหายมากกว่า 3,000,000 ไร่ กระทบผลผลิตยางพารามากกว่า 20,000 ตัน ส่วนภาคการท่องเที่ยวในเดือนพ.ย. รายได้หดตัว 1.82% และคาดว่าในเดือนธ.ค. รายได้ด้านการท่องเที่ยวจะหดตัวอยู่ที่ 1.6%
สำหรับผลกระทบ ในภาคการส่งออก นายนันทพงษ์ ระบุว่า จากเหตุการณ์อุทกภัยดังกล่าว กระทบผู้ส่งออกจำนวน 442 ราย คิดเป็นมูลค่า 815.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมีผู้ที่ได้รับผลกระทบเป็นวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ MSMEs จำนวน 280 ราย คิดเป็นมูลค่า 61.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยสินค้าส่งออกสำคัญของ MSMEs ที่ได้รับผลกระทบส่วนใหญ่ ได้แก่ ไม้แปรรูป ไม้และผลิตภัณฑ์ไม้อื่นๆ ผักสด แช่เย็นและแช่แข็ง
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB