8 จังหวัดเสี่ยงฝนถล่ม อิทธิพล “พายุคัลแมกี”
สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) รายงานสภาพอากาศวันนี้ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือด้านตะวันตก ภาคกลาง และภาคตะวันออก มีฝนตกหนักบางแห่ง
โดยเฉพาะบริเวณจังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง สุโขทัย ตาก และกำแพงเพชร เนื่องจากหย่อมความกดอากาศต่ำที่อ่อนกำลังลงจากพายุ คัลแมกี ปกคลุมบริเวณด้านตะวันตกของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และมีแนวโน้มจะเคลื่อนผ่านภาคกลาง และภาคเหนือ ตามลำดับ
คาดการณ์ว่า วันที่ 9–10 พ.ย. 68 ประเทศไทยตอนบนจะมีฝนเพิ่มขึ้น และมีฝนตกหนักบางแห่ง โดยมีฝนตกหนักมากบางพื้นที่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ฝั่งตะวันตก เนื่องจากอิทธิพลของพายุ
ส่วนภาคใต้มีฝนฟ้าคะนอง และมีฝนตกหนักบางแห่ง โดยมีฝนตกหนักมากบางพื้นที่ในภาคใต้ฝั่งตะวันตก เนื่องจากลมตะวันตกและลมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ภาคใต้ และอ่าวไทยมีกำลังแรงขึ้น
สถานการณ์น้ำ - ปริมาณน้ำในเขื่อน 8 พ.ย. 68
สกนช. รายงานสถานการณ์น้ำ ประจำวันที่ 8 พฤศจิกายน 2568 สถานการณ์น้ำอ่างเก็บน้ำในภาพรวมปริมาณน้ำรวม 89% ของความจุเก็บกัก (71,365 ล้าน ลบ.ม.) ปริมาณน้ำใช้การ 81% (47,243 ล้าน ลบ.ม.)
สำหรับการประเมินสถานการณ์แหล่งน้ำขนาดใหญ่ แหล่งน้ำขนาดใหญ่ปริมาณน้ำต่ำกว่าระดับควบคุมต่ำสุด จำนวน 1 แห่ง คือ บริเวณภาคตะวันออก ที่คลองสียัด
แหล่งน้ำขนาดกลางที่มีปริมาณน้ำเก็บกักน้อยกว่า 30% จำนวน 19 แห่ง ดังนี้ ภาคเหนือ 3 แห่ง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 3 แห่ง ภาคตะวันออก 5 แห่ง ภาคตะวันตก 6 แห่ง และภาคใต้ 2 แห่ง
สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั้งประเทศ จุดที่มีปริมาณน้ำมากกว่า 80% เช่น เขื่อนภูมิพล, เขื่อนสิริกิติ์, เขื่อนกิ่วลม, เขื่อนกิ่วคอหมา, เขื่อนแควน้อย และ เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ โดยมีรายละเอียด ดังนี้
- เขื่อนภูมิพล ปริมาตรน้ำ 13,232 ล้าน ลบ.ม. สามารถกักเก็บได้ 13,462 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 98% ระบาย 462.96 ลบ.ม./วินาที
- เขื่อนสิริกิติ์ ปริมาตรน้ำ 9,266 ล้าน ลบ.ม. สามารถกักเก็บได้ 9,510 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 97% ระบาย 116.09 ลบ.ม./วินาที
- เขื่อนกิ่วลม ปริมาตรน้ำ 91 ล้าน ลบ.ม. สามารถกักเก็บได้ 106.22 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 86.5% ระบาย 25.57 ลบ.ม./วินาที
- เขื่อนกิ่วคอหมา ปริมาตรน้ำ 185 ล้าน ลบ.ม. สามารถกักเก็บได้ 170 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 108% ระบาย 10.18 ลบ.ม./วินาที
- เขื่อนแควน้อย ปริมาตรน้ำ 945 ล้าน ลบ.ม. สามารถกักเก็บได้ 939 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 101% ระบาย 60 ลบ.ม./วินาที
- เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ปริมาตรน้ำ 965 ล้าน ลบ.ม. สามารถกักเก็บได้ 960 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 101% ระบาย 380.32 ลบ.ม./วินาที
ตั้งเป้าเขื่อนมีความจุเก็บกัก 80%
นายไพฑูรย์ เก่งการช่าง รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ในฐานะโฆษก สทนช. เปิดเผยว่า ในช่วงต้นปีได้กำหนดเป้าหมายให้เขื่อนมีปริมาณน้ำประมาณ 80% ของความจุเก็บกัก ณ วันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 ซึ่งเป็นช่วงสิ้นสุดฤดูฝน เป็นแนวทางให้สามารถทยอยเพิ่มการระบายน้ำของเขื่อน เพื่อเตรียมพื้นที่ว่างสำหรับรองรับน้ำช่วงฝนตกหนัก ช่วยลดผลกระทบต่อพื้นที่ท้ายเขื่อน
ขณะเดียวกัน ยังคงมีการติดตามวิเคราะห์สถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อหาช่วงเวลาที่เหมาะสมและปลอดภัยในการลดหรือหยุดการระบายน้ำของเขื่อนและกักเก็บน้ำให้ได้มากที่สุด เพื่อสำรองไว้ใช้ในฤดูแล้งได้อย่างเพียงพอ
สำหรับเขื่อนขนาดใหญ่ที่มีความสำคัญในพื้นที่ภาคเหนือ เช่น เขื่อนภูมิพล และเขื่อนสิริกิติ์ ถือเป็นตัวอย่างของการบริหารจัดการน้ำตามแนวทางดังกล่าว โดยตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 ได้มีการเร่งพร่องน้ำจากเขื่อนทั้ง 2 แห่ง ตามแผนการระบายน้ำเป็นรายเดือน ที่ต้องสอดรับกับปริมาณฝนและปริมาณน้ำในลำน้ำในแต่ละช่วงเวลา
โดยเขื่อนภูมิพล มีการระบายน้ำไปแล้ว รวม 5,369 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ขณะที่เขื่อนสิริกิติ์ ระบายน้ำไปแล้วถึง 7,608 ล้าน ลบ.ม. ทำให้ช่วงเวลาที่ผ่านมาทั้งสองเขื่อนมีพื้นที่ว่างรองรับน้ำฝนจากพายุแต่ละลูกและช่วยหน่วงน้ำที่จะไหลไปเพิ่มในลำน้ำต่าง ๆ ได้เป็นจำนวนมาก ตลอดช่วงฤดูฝนนี้ แม้จะเป็นปีที่ประเทศไทยได้รับอิทธิพลจากพายุถึง 7 ลูกก็ตาม
ฝนตกหนัก ระบายน้ำ 40 - 45 ล้าน ลบ.ม. ต่อวัน รับอิทธิพล “พายุคัลแมกี”
ในส่วนของสถานการณ์พายุ “คัลแมกี” ที่เคลื่อนตัวเข้าประเทศไทยในขณะนี้นั้น สทนช. ได้ร่วมกับทุกหน่วยงานติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพื่อวางแผนบริหารจัดการน้ำในเขื่อนขนาดใหญ่ให้สอดคล้องกัน
โดยปรับเพิ่มการระบายน้ำที่เขื่อนภูมิพลแบบเป็นขั้นบันได จากเดิม 15 ล้าน ลบ.ม. ต่อวัน เป็นสูงสุดไม่เกิน 60 ล้าน ลบ.ม. ต่อวัน หากมีฝนตกหนักมาก แต่เบื้องต้นจะคงการระบายน้ำอยู่ที่อัตรา 40 - 45 ล้าน ลบ.ม. ต่อวัน ซึ่งผ่านการประเมินผลกระทบแล้วอย่างรอบคอบ และขอยืนยันว่ามวลน้ำที่ระบายจากเขื่อนภูมิพลจะไม่ทำให้ระดับน้ำสูงสุดในเขื่อนเจ้าพระยาเพิ่มขึ้น
เนื่องจากปริมาณน้ำจากเขื่อนภูมิพลใช้เวลาเดินทางประมาณ 8 วันจึงจะไหลถึงเขื่อนเจ้าพระยา ซึ่งระหว่างนั้น น้ำที่อยู่เหนือเขื่อนเจ้าพระยาในปัจจุบันจะค่อย ๆ ไหลลงสู่อ่าวไทยไปก่อนแล้วสำหรับเขื่อนสิริกิติ์นั้น ขณะนี้ยังมีพื้นที่กักเก็บน้ำเพียงพอที่จะรองรับปริมาณน้ำหลากจากพื้นที่ด้านเหนือเขื่อนได้
จึงยังคงการระบายน้ำไว้ในอัตราปัจจุบัน คือ 9.91 ล้าน ลบ.ม. ต่อวัน เพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบต่อพื้นที่ด้านท้ายน้ำ และลดระดับน้ำในลำน้ำให้สามารถระบายน้ำออกจากทุ่งบางระกำลงสู่แม่น้ำน่านได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยหน่วยงานจะมีการประเมินสถานการณ์ตลอดเวลา และบูรณาการการบริหารจัดการน้ำร่วมกันในภาพรวมทุกลุ่มน้ำ เพื่อให้ภาพรวมของทุกพื้นที่ทั่วประเทศผ่านพ้นสถานการณ์นี้และกลับคืนสู่สภาวะปกติโดยเร็ว
สามารถติดตามรายละเอียดแบบเรียลไทม์ได้ที่ กรมชลประทาน และ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ