อัปเดตสถานการณ์น้ำ - ปริมาณน้ำในเขื่อน ประจำวันที่ 8 พ.ย. 68

โดย PPTV Online

เผยแพร่

สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ - กรมชลประทาน อัปเดตสถานการณ์น้ำ - ปริมาณน้ำในเขื่อน ประจำวันที่ 8 พฤศจิกายน 2568

8 จังหวัดเสี่ยงฝนถล่ม อิทธิพล “พายุคัลแมกี”

สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) รายงานสภาพอากาศวันนี้ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือด้านตะวันตก ภาคกลาง และภาคตะวันออก มีฝนตกหนักบางแห่ง

โดยเฉพาะบริเวณจังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง สุโขทัย ตาก และกำแพงเพชร เนื่องจากหย่อมความกดอากาศต่ำที่อ่อนกำลังลงจากพายุ คัลแมกี ปกคลุมบริเวณด้านตะวันตกของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และมีแนวโน้มจะเคลื่อนผ่านภาคกลาง และภาคเหนือ ตามลำดับ

อัปเดตสถานการณ์น้ำ - ปริมาณน้ำในเขื่อน ประจำวันที่ 8 พ.ย. 68 ช่างภาพพีพีทีวี
อัปเดตสถานการณ์น้ำ - ปริมาณน้ำในเขื่อน ประจำวันที่ 8 พ.ย. 68

คาดการณ์ว่า วันที่ 9–10 พ.ย. 68 ประเทศไทยตอนบนจะมีฝนเพิ่มขึ้น และมีฝนตกหนักบางแห่ง โดยมีฝนตกหนักมากบางพื้นที่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ฝั่งตะวันตก เนื่องจากอิทธิพลของพายุ

ส่วนภาคใต้มีฝนฟ้าคะนอง และมีฝนตกหนักบางแห่ง โดยมีฝนตกหนักมากบางพื้นที่ในภาคใต้ฝั่งตะวันตก เนื่องจากลมตะวันตกและลมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ภาคใต้ และอ่าวไทยมีกำลังแรงขึ้น

สถานการณ์น้ำ - ปริมาณน้ำในเขื่อน 8 พ.ย. 68

สกนช. รายงานสถานการณ์น้ำ ประจำวันที่ 8 พฤศจิกายน 2568 สถานการณ์น้ำอ่างเก็บน้ำในภาพรวมปริมาณน้ำรวม 89% ของความจุเก็บกัก (71,365 ล้าน ลบ.ม.) ปริมาณน้ำใช้การ 81% (47,243 ล้าน ลบ.ม.)

สำหรับการประเมินสถานการณ์แหล่งน้ำขนาดใหญ่ แหล่งน้ำขนาดใหญ่ปริมาณน้ำต่ำกว่าระดับควบคุมต่ำสุด จำนวน 1 แห่ง คือ บริเวณภาคตะวันออก ที่คลองสียัด

แหล่งน้ำขนาดกลางที่มีปริมาณน้ำเก็บกักน้อยกว่า 30% จำนวน 19 แห่ง ดังนี้ ภาคเหนือ 3 แห่ง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 3 แห่ง ภาคตะวันออก 5 แห่ง ภาคตะวันตก 6 แห่ง และภาคใต้ 2 แห่ง

สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั้งประเทศ จุดที่มีปริมาณน้ำมากกว่า 80% เช่น เขื่อนภูมิพล, เขื่อนสิริกิติ์, เขื่อนกิ่วลม, เขื่อนกิ่วคอหมา, เขื่อนแควน้อย และ เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ โดยมีรายละเอียด ดังนี้

  • เขื่อนภูมิพล ปริมาตรน้ำ 13,232 ล้าน ลบ.ม. สามารถกักเก็บได้ 13,462 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 98% ระบาย 462.96 ลบ.ม./วินาที
  • เขื่อนสิริกิติ์ ปริมาตรน้ำ 9,266 ล้าน ลบ.ม. สามารถกักเก็บได้ 9,510 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 97% ระบาย 116.09 ลบ.ม./วินาที
  • เขื่อนกิ่วลม ปริมาตรน้ำ 91 ล้าน ลบ.ม. สามารถกักเก็บได้ 106.22 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 86.5% ระบาย 25.57 ลบ.ม./วินาที
  • เขื่อนกิ่วคอหมา ปริมาตรน้ำ 185 ล้าน ลบ.ม. สามารถกักเก็บได้ 170 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 108% ระบาย 10.18 ลบ.ม./วินาที
  • เขื่อนแควน้อย ปริมาตรน้ำ 945 ล้าน ลบ.ม. สามารถกักเก็บได้ 939 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 101% ระบาย 60 ลบ.ม./วินาที
  • เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ปริมาตรน้ำ 965 ล้าน ลบ.ม. สามารถกักเก็บได้ 960 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 101% ระบาย 380.32 ลบ.ม./วินาที

อัปเดตสถานการณ์น้ำ - ปริมาณน้ำในเขื่อน ประจำวันที่ 8 พ.ย. 68 พีพีทีวี
อัปเดตสถานการณ์น้ำ - ปริมาณน้ำในเขื่อน ประจำวันที่ 8 พ.ย. 68

ตั้งเป้าเขื่อนมีความจุเก็บกัก 80%

นายไพฑูรย์ เก่งการช่าง รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ในฐานะโฆษก สทนช. เปิดเผยว่า ในช่วงต้นปีได้กำหนดเป้าหมายให้เขื่อนมีปริมาณน้ำประมาณ 80% ของความจุเก็บกัก ณ วันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 ซึ่งเป็นช่วงสิ้นสุดฤดูฝน เป็นแนวทางให้สามารถทยอยเพิ่มการระบายน้ำของเขื่อน เพื่อเตรียมพื้นที่ว่างสำหรับรองรับน้ำช่วงฝนตกหนัก ช่วยลดผลกระทบต่อพื้นที่ท้ายเขื่อน

ขณะเดียวกัน ยังคงมีการติดตามวิเคราะห์สถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อหาช่วงเวลาที่เหมาะสมและปลอดภัยในการลดหรือหยุดการระบายน้ำของเขื่อนและกักเก็บน้ำให้ได้มากที่สุด เพื่อสำรองไว้ใช้ในฤดูแล้งได้อย่างเพียงพอ

สำหรับเขื่อนขนาดใหญ่ที่มีความสำคัญในพื้นที่ภาคเหนือ เช่น เขื่อนภูมิพล และเขื่อนสิริกิติ์ ถือเป็นตัวอย่างของการบริหารจัดการน้ำตามแนวทางดังกล่าว โดยตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 ได้มีการเร่งพร่องน้ำจากเขื่อนทั้ง 2 แห่ง ตามแผนการระบายน้ำเป็นรายเดือน ที่ต้องสอดรับกับปริมาณฝนและปริมาณน้ำในลำน้ำในแต่ละช่วงเวลา

โดยเขื่อนภูมิพล มีการระบายน้ำไปแล้ว รวม 5,369 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ขณะที่เขื่อนสิริกิติ์ ระบายน้ำไปแล้วถึง 7,608 ล้าน ลบ.ม. ทำให้ช่วงเวลาที่ผ่านมาทั้งสองเขื่อนมีพื้นที่ว่างรองรับน้ำฝนจากพายุแต่ละลูกและช่วยหน่วงน้ำที่จะไหลไปเพิ่มในลำน้ำต่าง ๆ ได้เป็นจำนวนมาก ตลอดช่วงฤดูฝนนี้ แม้จะเป็นปีที่ประเทศไทยได้รับอิทธิพลจากพายุถึง 7 ลูกก็ตาม

ฝนตกหนัก ระบายน้ำ 40 - 45 ล้าน ลบ.ม. ต่อวัน รับอิทธิพล “พายุคัลแมกี”

ในส่วนของสถานการณ์พายุ “คัลแมกี” ที่เคลื่อนตัวเข้าประเทศไทยในขณะนี้นั้น สทนช. ได้ร่วมกับทุกหน่วยงานติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพื่อวางแผนบริหารจัดการน้ำในเขื่อนขนาดใหญ่ให้สอดคล้องกัน

โดยปรับเพิ่มการระบายน้ำที่เขื่อนภูมิพลแบบเป็นขั้นบันได จากเดิม 15 ล้าน ลบ.ม. ต่อวัน เป็นสูงสุดไม่เกิน 60 ล้าน ลบ.ม. ต่อวัน หากมีฝนตกหนักมาก แต่เบื้องต้นจะคงการระบายน้ำอยู่ที่อัตรา 40 - 45 ล้าน ลบ.ม. ต่อวัน ซึ่งผ่านการประเมินผลกระทบแล้วอย่างรอบคอบ และขอยืนยันว่ามวลน้ำที่ระบายจากเขื่อนภูมิพลจะไม่ทำให้ระดับน้ำสูงสุดในเขื่อนเจ้าพระยาเพิ่มขึ้น

เนื่องจากปริมาณน้ำจากเขื่อนภูมิพลใช้เวลาเดินทางประมาณ 8 วันจึงจะไหลถึงเขื่อนเจ้าพระยา ซึ่งระหว่างนั้น น้ำที่อยู่เหนือเขื่อนเจ้าพระยาในปัจจุบันจะค่อย ๆ ไหลลงสู่อ่าวไทยไปก่อนแล้วสำหรับเขื่อนสิริกิติ์นั้น ขณะนี้ยังมีพื้นที่กักเก็บน้ำเพียงพอที่จะรองรับปริมาณน้ำหลากจากพื้นที่ด้านเหนือเขื่อนได้

จึงยังคงการระบายน้ำไว้ในอัตราปัจจุบัน คือ 9.91 ล้าน ลบ.ม. ต่อวัน เพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบต่อพื้นที่ด้านท้ายน้ำ และลดระดับน้ำในลำน้ำให้สามารถระบายน้ำออกจากทุ่งบางระกำลงสู่แม่น้ำน่านได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยหน่วยงานจะมีการประเมินสถานการณ์ตลอดเวลา และบูรณาการการบริหารจัดการน้ำร่วมกันในภาพรวมทุกลุ่มน้ำ เพื่อให้ภาพรวมของทุกพื้นที่ทั่วประเทศผ่านพ้นสถานการณ์นี้และกลับคืนสู่สภาวะปกติโดยเร็ว

สามารถติดตามรายละเอียดแบบเรียลไทม์ได้ที่ กรมชลประทาน และ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ