พาณิชย์ โชว์ผลงาน 60 วัน เดินหน้า 7 นโยบายเร่งด่วน เน้น ลดค่าครองชีพ
พาณิชย์ โชว์ผลงาน 60 วัน เดินหน้า 7 นโยบายเร่งด่วน เน้นลดค่าครองชีพ–พยุงเกษตร–เร่งเจรจาการค้า ย้ำ ยังไร้สัญญาณเก็บภาษีเกิน 19%
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เผยผลงานตลอด 60 วันที่ผ่านมา ภายใต้นโยบายเร่งด่วนทั้ง 7 ด้าน โดยมีความคืบหน้าทั้งการลดค่าครองชีพ ฟื้นเศรษฐกิจฐานราก เสริมศักยภาพผู้ประกอบการ และขยายโอกาสการค้าระหว่างประเทศ ได้แก่
1. ดูแลค่าครองชีพประชาชน เช่น โครงการ“สุขกาย สบายกระเป๋า” มีโรงพยาบาลเข้าร่วมกว่า 300 แห่ง และร้านขายยา 3,590 ร้าน ช่วยลดค่าใช้จ่ายประชาชนกว่า 5,400 ล้านบาท ในช่วง 2 เดือน และคาดว่าภายใน 1 ปีจะลดภาระได้ราว 33,500 ล้านบาท/ โครงการธงฟ้าลดค่าครองชีพจัดแล้ว 102 ครั้ง
เฉพาะเทศกาลกินเจช่วยลดได้ 750 ล้านบาท พร้อมเปิดตัวข้าวสาร “แบรนด์โอชา” จำหน่ายผ่านการเคหะทั่วประเทศ นอกจากนี้ ยังร่วมกับห้างท้องถิ่น 101 ร้านค้า 800 สาขา จัดกิจกรรมลดราคาสร้างมูลค่าการค้ากว่า 376 ล้านบาท
2. รักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตร เดินหน้ามาตรการสินเชื่อชะลอการขาย สินเชื่อรวบรวมผลผลิต และชดเชยดอกเบี้ย เกษตรกรกว่า 6 ล้านครัวเรือนได้รับประโยชน์ ด้านการตลาดข้าว ไทยได้ขายข้าวแบบ G to G ให้จีน 500,000 ตัน / ทำ MOC กับสิงคโปร์ 100,000 ตันใน 5 ปี และรักษาส่วนแบ่งตลาดอันดับ 1 ในฮ่องกงไม่น้อยกว่า 160,000 ตัน มูลค่า 5,000 ล้านบาท รวมถึงยังได้ขยายตลาดมันสำปะหลังไปสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ มูลค่าการค้าไม่น้อยกว่า 100 ล้านบาท และขายให้ ARASCO ซาอุดีอาระเบีย 30,000 ตัน โดยปีหน้ามีโอกาสเพิ่มเป็น 100,000 ตัน /และโครงการ “ธงเขียว” จัดแล้ว 10 จังหวัด ช่วยลดต้นทุนเกษตรกร 21 ล้านบาท พร้อมดันแนวคิด New Rice Economy ยกระดับข้าวประณีต เพิ่มมูลค่าแทนการแข่งขันด้านราคา
3. เสริมแกร่งผู้ประกอบการ SMEs พัฒนาธุรกิจแฟรนไชส์ร่วมกับ SME D Bank ผ่าน 8 แฟรนไชส์นำร่อง วงเงินสินเชื่อ 439 ล้านบาท เปิดตลาดใหม่และขยายโอกาสผ่านโครงการ SMEs Pro-active ช่วยผู้ประกอบการ 104 ราย สร้างมูลค่าการค้ากว่า 179 ล้านบาท รวมถึงจัดงาน Bangkok Jewelry Week 2025 สร้างมูลค่ากว่า 1.44 ล้านบาท / พาณิชย์จังหวัดเปิดจุดจำหน่ายสินค้าแล้ว 28 ครั้ง ช่วยเพิ่มช่องทางตลาดให้ SMEs / ด้านการ Upskill–Reskill ผ่าน DBD Academy และการอบรมด้านทรัพย์สินทางปัญญา มีผู้ได้รับประโยชน์กว่า 32,000 ราย
4. ดูแลเศรษฐกิจชายแดนไทย–เพื่อนบ้าน และไทย–กัมพูชา ผ่านโครงการธงฟ้าชายแดนจัดแล้ว 11 จังหวัด ลดค่าครองชีพกว่า 24 ล้านบาท / เปิดตัวกิจกรรม “ชิม ช้อป เชียร์ by MOC” ช่วงซีเกมส์และอาเซียนพาราเกมส์ คาดยอดขาย 20 ล้านบาท พร้อมจัดทำ E-Catalog รวมสินค้าเด่นจาก 7 จังหวัดชายแดน เพิ่มช่องทางสู่ตลาดกว้าง นอกจากนี้ บริการไปรษณีย์ ขนส่งฟรีคนละ 1,000 บาท ช่วยลดค่าใช้จ่ายได้กว่า 1 ล้านบาท และผู้ประกอบการกว่า 1,000 ราย ได้รับประโยชน์โดยตรง
5. รับมือภาษีสหรัฐฯ และการเบี่ยงเบนทางการค้า เดินหน้าเจรจาความตกลง Reciprocal Trade (ART) กับสหรัฐฯ โดยคณะทำงานยุทธศาสตร์การค้าจัดประชุมท่าทีเมื่อวันที่ 24 พ.ย. 68 ตั้งเป้าสรุปผลเจรจาภายในปีนี้ / พร้อมเร่งช่วงชิงส่วนแบ่งตลาดผ่าน Online Business Matching ผู้ประกอบการ 30 ราย จับคู่ธุรกิจแล้ว 45 คู่ คาดสร้างมูลค่า 360 ล้านบาท
ส่วนสถานการณ์ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา จะส่งผลต่อการเจรจาภาษีสหรัฐฯ หรือไม่นั้น นางศุภจี ระบุว่า เรื่องนี้นายกรัฐมนตรี ได้มีการพูดคุยกับประธานาธิบดีสหรัฐฯ แล้ว และย้ำว่า ไทยไม่ได้ทำอะไรผิด ซึ่งการตอบโต้เป็นไปอย่างสมเหตุสมผลและเชื่อว่าสหรัฐฯ จะเข้าใจ
กรณีที่ภาคเอกชนมีความกังวลว่าไทยจะถูกเก็บภาษีมากกว่า 19% นั้น ยืนยันว่า ขณะนี้ยังไม่มีสัญญาณใดใดจากสหรัฐฯ ที่จะบ่งชี้ได้ว่าจะมีการเพิ่มภาษีนำเข้ามากกว่า 19%
ส่วนเป้าหมายการเจรจาภาษีไทย-สหรัฐฯ จะบรรลุภายในสิ้นปี 68 ตามเป้าหมายเดิมหรือไม่ นางศุภจี ระบุว่า ขณะนี้ไม่แน่ใจว่าการเจรจาจะสำเร็จภายในสิ้นปีนี้หรือไม่เนื่องจากมีสถานการณ์เกิดขึ้นหลายอย่าง และเชื่อว่าสหรัฐฯ จะเข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
6.การเจรจา FTA และบุกตลาดใหม่ โดยเดินหน้าเจรจา FTA เช่น FTA ไทย–เอฟตา อยู่ระหว่างเสนอ ครม. และรัฐสภาพิจารณา ตั้งเป้ามีผลบังคับใช้ช่วงครึ่งแรกปี 2569 / FTA ไทย–อียู หารือต่อเนื่อง คาดเห็นความคืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญภายในไตรมาส 1 ปี 2569 / เร่งเจรจา CEPA ไทย–เกาหลีใต้ เร่งหารือเพื่อสรุปผลโดยเร็ว / ส่งเสริมการใช้ประโยชน์ FTA ผ่านการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ ผู้ประกอบการได้รับประโยชน์ 120 ราย ขณะที่ ด้านการบุกตลาด กระทรวงจะเดินหน้าเจาะ 4 ตลาดศักยภาพ ได้แก่ ซาอุดีอาระเบีย เวียดนาม อินเดีย และจีน คาดสร้างมูลค่าการค้ากว่า 350 ล้านบาท และจัดกิจกรรม Trade Promotion 12 กิจกรรม สร้างมูลค่ากว่า 10,000 ล้านบาท
7. พัฒนาเทคโนโลยีการให้บริการและปรับปรุงกฎระเบียบ ลดขั้นตอนราชการ ด้วยการยกระดับบริการดิจิทัลพาณิชย์ อาทิ ระบบอิเล็กทรอนิกส์สำหรับออกใบอนุญาตสินค้าที่ใช้ได้สองทาง (Dual-Use Items: DUI) ให้บริการในช่วงต้นปี 69
ทั้งนี้ สำหรับ QUICK BIG WIN 7 นโยบายของกระทรวงพาณิชย์ในไตรมาสที่ 4 ปี 2568 คาดว่า จะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น 35,510 ล้านบาท จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า หรือเทียบเท่า 0.18% ของ GDP โดยในปี 2569 จะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น 91,956 ล้านบาท จากปีก่อนหน้า หรือ เทียบเท่า 0.46% ของ GDP
นอกจากนี้ กรณีสถานการณ์ความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา นางศุภจี ระบุว่า การค้าชายแดนและผ่านแดนช่วง 10 เดือนตั้งแต่ ม.ค.-ต.ค.68 มีมูลค่ากว่า 1.6 3 ล้านล้านบาท เติบโต 7.68% โดยสินค้าส่งออกไปกัมพูชาหดตัวอย่างมีนัยยะ ตั้งแต่มีการปิดด่าน โดยการค้าชายแดนและผ่านแดนระหว่างไทย-กัมพูชา มีมูลค่าการค้ารวม 95,554 ล้านบาท ลดลง 36.68% แบ่งเป็น ส่งออก 72,844 ล้านบาท และนำเข้า 22,710 ล้านบาท โดยไทยได้ดุลการค้า 50,135 ล้านบาท
“ มูลค่าการค้าไทย-กัมพูชาไม่สูงมาก โดยมีการปิดด่านตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2568 ที่ผ่านมา และมีสินค้าส่งออกบางรายการหดตัวอย่างมีนัยยะ โดยไทยจะเดินหน้าหาตลาดส่งออกใหม่ๆ เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการไทย”
ส่วนภาคธุรกิจในกัมพูชาที่เริ่มได้รับผลกระทบในส่วนนี้ กระทรวงการคลัง จะช่วยส่งเสริมและสนับสนุน ด้วยการให้สินเชื่อ และเสริมสภาพคล่อง พร้อมยืดระยะเวลาใช้หนี้ออกไป
อย่างไรก็ตาม กระทรวงพาณิชย์ ได้ประมาณการส่งออกของไทย ปี 2569 คาดว่า ทั้งปีจะขยายตัวในอัตราที่ชะลอลงจากปี 68 อย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากผลของมาตรการทางภาษีสหรัฐฯ เริ่มเห็นผลชัดเจน และด้วยสถานการณ์ยังมีความไม่แน่นอน จึงประเมินอัตราการเติบโต แบ่งเป็น 3 กรณี ได้แก่
1.กรณีดีที่สุด ขยายตัว 1.1% มูลค่า 337,655.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เหตุผลจากเศรษฐกิจคู่ค้าสำคัญ (เช่น สหรัฐฯ จีน อาเซียนยุโรป ญี่ปุ่น) ฟื้นตัวเร็วกว่าที่คาด/มาตรการการค้าสหรัฐฯ ไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สอดรับกับปริมาณการค้าโลกที่ขยายตัวและมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯไม่ได้รุนแรงขยายวงกว้างอย่างที่กังวล / การลงทุนย้ายฐานการผลิตของนักลงทุนต่างชาติช่วงก่อนหน้าเริ่มส่งผลอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์
AI และ EV
2.กรณีฐาน หดตัว 1.0% มูลค่า 330,642.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เหตุผลจากการปรับสู่ภาวะปกติ หลังจากการส่งออกปี 68 ขยายตัวสูงมาก เนื่องจากการเร่งนำเข้าของคู่ค้าเพื่อเลี่ยงกำแพงภาษี ทำให้คำสั่งซื้อปี 69 ลดลงตามสต็อกที่อยู่ระดับสูง / เศรษฐกิจโลก คู่ค้าสำคัญ ชะลอตัวลง สอดคล้อง กับปริมาณการค้าโลกที่ขยายตัวค่อนข้างต่ำ / ปัจจัยราคา และค่าเงิน เป็นแรงกดด้นสำคัญต่อความสามารถในการแข่งขันและรายได้ในรูปเงินบาท / ราคาน้ำมันดิบโลกปรับลดลงจะส่งผลต่อมูลค่า ส่งออกสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน
3.กรณีต่ำที่สุด หดตัว 3.1% มูลค่า 323,628.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เหตุผลเพราะมาตรการกีดกันทางการค้า กำแพงภาษี สหรัฐฯ รุนแรงและครอบคลุมวงกว้างกว่าที่คาด กระทบห่วงโซ่อุปทานโลกส่งผลให้ปริมาณการค้าโลกหดตัว /การชะลอตัวอย่างมากของเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าสำคัญโดยเฉพาะสหรัฐฯ และจีน / แรงกดดันจากค่าเงินบาทที่แข็งค่า กระทบกำไรและขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออก / ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ปรับตัวลดลง กดดันมูลค่าการส่งออกรวมของไทย
โดยในช่วงปลายปีนี้ กระทรวงพาณิชย์ จะหารือภาคเอกชน เพื่อคาดการณ์การส่งออก และนำมาจัดทำประมาณการส่งออก ปี 69 ต่อไป
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB