3 ผลกระทบตลาด หลังทรัมป์ล้างระเบียบโลก บุกโจมตี-จับผู้นำเวเนซุเอลา
3 ผลกระทบตลาด หลังทรัมป์ล้างระเบียบโลก บุกโจมตี-จับผู้นำเวเนซุเอลา ทั้งราคาน้ำมัน ภูมิรัฐศาสตร์ ตลาดการเงิน
นายปิยศักดิ์ มานะสันต์ หัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจ ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บล. InnovestX วิเคราะห์สถานการณ์ สหรัฐดำเนิน "Operation Absolute Resolve" จับกุม ประธานาธิบดีเวเนซุเอลา นิโกลัส มาดูโร และภรรยาในวันที่ 3 มกราคม 2026 ภายใต้ข้อหาอาชญากรรมข้ามชาติ หรือ narco-terrorism นับเป็นการแทรกแซงทางทหารครั้งใหญ่ที่สุดในละตินอเมริกา นับตั้งแต่การบุกปานามาปี 1989
แต่ที่น่าสนใจคือปฏิกิริยาของตลาดการเงินโลกในวันจันทร์ที่ 5 ม.ค. กลับตรงข้ามกับที่หลายฝ่ายคาดการณ์ ราคาน้ำมัน Brent ร่วงลง 1.2% มาอยู่ที่ $60/บาร์เรล แทนที่จะพุ่งขึ้นจากความกังวลเรื่องอุปทาน
ขณะที่ทองคำและเงินกลับปรับตัวขึ้น 1% (สู่ 4,387.8 และ 74.0 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ตามลำดับ) สะท้อน safe-haven demand และความกังวลต่อเสถียรภาพภูมิรัฐศาสตร์ในระยะยาว ดัชนี equity futures ของสหรัฐและหุ้นออสเตรเลียเปิดตลาดสูงขึ้นเล็กน้อยเพียง 0.1% ซึ่งบ่งชี้ว่านักลงทุนยังไม่มองว่าเหตุการณ์นี้จะสร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกอย่างรุนแรงในระยะสั้น
สาเหตุและบริบททางภูมิรัฐศาสตร์
นายปิยศักดิ์ บอกด้วยว่า การตัดสินใจบุกเวเนซุเอลาของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ มีพื้นฐานมาจากหลายปัจจัยที่ซับซ้อน แม้จะมีข้ออ้างอย่างเป็นทางการเรื่องอาชญากรรมข้ามชาติ หรือ narco-terrorism และการต่อสู้กับแก๊งอาชญากรรม แต่เป้าหมายที่แท้จริงคือการควบคุมปิโตรเลียมสำรองที่ใหญ่ที่สุดในโลก (3.03 แสนล้านบาร์เรล) และการตัดความสัมพันธ์ระหว่างจีน-รัสเซีย-คิวบากับเวเนซุเอลา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนของประธานาธิบดีทรัมป์ที่มุ่งเสริมอำนาจเบ็ดเสร็จของสหรัฐในซีกโลกตะวันตก
สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ ทรัมป์ ประกาศว่าสหรัฐจะ “ปกครองประเทศ หรือ run the country" จนกว่าจะมีการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองที่เหมาะสม ซึ่งเป็นการขัดกับจุดยืนเดิมของ Trump ในการคัดค้านการทำสงครามกับต่างชาติ
อย่างไรก็ตาม InnovestX มีมุมมองต่อสถานการณ์ สหรัฐบุกเวเนซุเอลา 3 ประเด็น ดังนี้
ประเด็นที่ 1: ราคาน้ำมัน - ปรับตัวลดลงแม้มีสถานการณ์เสี่ยง
การที่ราคาน้ำมันร่วงลงแทนที่จะพุ่งขึ้นหลังเหตุการณ์ครั้งนี้สะท้อนมุมมองของตลาดใน 3 มิติ
- เวเนซุเอลาผลิตน้ำมันเพียง 800,000-1 ล้านบาร์เรล/วัน (ต่ำกว่า 1% ของอุปทานโลก) และโครงสร้างพื้นฐานหลักอย่างท่าเรือ Jose, โรงกลั่น Amuay และพื้นที่สำคัญใน Orinoco Belt ยังคงดำเนินการได้ตามปกติ
- ตลาดคาดหวังว่าในระยะ 6-12 เดือน การปลดล็อก sanctions และการเข้ามาของบริษัทน้ำมันอเมริกัน (Exxon, Chevron, ConocoPhillips) จะช่วยฟื้นฟูกำลังการผลิตกลับสู่ระดับ 1-1.5 ล้านบาร์เรล/วันได้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากการเข้าถึงน้ำมันดิบหนักพิเศษ
- ตลาดน้ำมันโลกกำลังเผชิญ structural oversupply จาก OPEC+ ที่เริ่มเพิ่มกำลังการผลิตและ US shale ที่ผลิตสูงสุดเป็นประวัติการณ์เกิน 13.8 ล้านบาร์เรล/วัน ซึ่งทำให้น้ำมันเวเนซุเอลาที่เพิ่มขึ้นจะสร้างแรงกดดัน bearish มากกว่า bullish โดยเฉพาะในส่วนต่างราคาน้ำมันชนิดหนัก (heavy crude differential) ที่จีนเป็นผู้ซื้อหลัก
ประเด็นที่ 2: ภูมิรัฐศาสตร์ - "Dangerous Precedent" และการขยายตัวของความเสี่ยง
เหตุการณ์เวเนซุเอลาสร้างปรากฎการณ์ใหม่ ของการใช้กำลังทหารของสหรัฐประเทศเดียวโดยไม่ต้องอาศัย UN mandate หรือ multilateral consensus ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงที่สหรัฐจะแทรกแซงประเทศอื่นจาก baseline <5% เป็นประมาณ 30-40% สำหรับเป้าหมายที่มี "Venezuela-style characteristics" (รัฐบาลไม่ชอบด้วยกฎหมาย, ไม่มีพันธมิตรแข็งแกร่ง, มีเหตุผลในการบุกยึดตามกฎหมายหรือ legal pretext) โดยเราวิเคราะห์ว่าเป้าหมายที่มีความเสี่ยงสูงสุดคือ Gaza และ Panama Canal อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงต่อพันธมิตร NATO/G7 เช่น กรีนแลนด์และแคนาดายังคงต่ำมาก เนื่องจากต้นทุนทางการเมืองและเศรษฐกิจสูงเกินไป สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือการที่ระเบียบโลกกำลังเปลี่ยนจาก "rules-based order" ไปสู่ "might makes right" ซึ่งอาจกระตุ้นให้มหาอำนาจอื่นๆ เช่น จีน (ในกรณีไต้หวัน) และรัสเซีย ใช้เหตุผลคล้ายกันในการดำเนินการทางทหาร
ประเด็นที่ 3: ตลาดการเงิน - Safe Haven Dynamics และ Long-term Credibility Risk
แม้ตลาดจะมีปฏิกิริยาค่อนข้างสงบในวันแรก แต่ที่น่าจับตามองคือการเคลื่อนไหวของสินทรัพย์ปลอดภัย ทองคำและเงินที่ปรับตัวขึ้นสะท้อนความกังวลต่อความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ในระยะยาว ส่วนดอลลาร์สหรัฐและพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐมีแนวโน้มได้รับแรงหนุนต่อเนื่องจาก safe-haven demand และ การเป็นมหาอำนาจทางการทหาร (spheres of influence narrative) ที่เสริมสถานะเป็นสกุลเงินสำรองโลก อย่างไรก็ตาม นี่เป็นเพียง near-term dynamics ในระยะกลาง-ยาว
หากสถานการณ์บานปลายหรือมีการแทรกแซงประเทศอื่นเพิ่มเติม อาจเกิด "credibility crisis" วิกฤตความเชื่อมั่นที่กลับมากระทบสถานะของดอลลาร์ โดยเฉพาะหากประเทศตลาดเกิดใหม่ และจีนเร่งลด dollar reserves เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการถูก sanction สำหรับหุ้นพลังงาน จะเห็นการปรับฐานแบบ "two-speed": US oil majors อาจได้ประโยชน์จากโอกาสลงทุนในเวเนซุเอลา แต่ต้องชั่งน้ำหนักกับความเสี่ยงทางการเมืองและประวัติการเวนคืนทรัพย์สินในอดีต ขณะที่บริษัทน้ำมันจีน (Sinopec, CNOOC) จะสูญเสียแหล่งน้ำมันราคาถูกที่สำคัญ
ทั้งนี้ เหตุการณ์เวเนซุเอลาอาจจะเป็น "จุดเปลี่ยนของระเบียบโลก" โดยประธานาธิบดีทรัมป์กำลังสร้าง "new world order" ที่ไม่ยึดกฎเกณฑ์ใดๆ ที่ชัดเจน แต่ใช้หลักการที่ว่า 'ผู้แข็งแรงกว่าชนะ' และมีแรงจูงใจจากผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและประโยชน์ของสหรัฐเป็นหลัก
โดยในระยะสั้น (1-3 เดือน) ตลาดอาจดูดซับผลกระทบได้ เนื่องจากผลกระทบต่อการผลิตน้ำมันมีจำกัด และความเชื่อมั่นว่าสหรัฐจะไม่ใช้กำลังทหารในวงกว้าง แต่ในระยะกลาง-ยาว (6-18 เดือน) สถานการณ์อาจจะนำไปสู่ผลกระทบทางภูมิรัฐศาสตร์อย่างถาวร โดยเฉพาะหากประเทศอื่นๆ เริ่มใช้เหตุผลคล้ายกันในการแก้ปัญหาความขัดแย้ง สำหรับลงทุน กลยุทธ์ที่เหมาะสมคือการกระจายความเสี่ยงผ่านทองคำและสินทรัพย์ปลอดภัยอื่นๆ
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB