ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ธ.ค.68 วูบ! ครั้งแรกในรอบ 4 เดือน
ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ธ.ค.68 ปรับลดลง ครั้งแรกในรอบ 4 เดือน จากปัจจัยการยุบสภา ความขัดแย้งไทย–กัมพูชา ชี้! การค้าโลก หลังสหรัฐฯปฏิบัติการต่อเวเนซุเอลายังไม่ชัด คาดชะลอตัว แต่ไม่ทรุดแรง
อาจารย์วาทิตร รักษ์ธรรม ผู้ช่วยผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ประจำเดือนธันวาคม 2568 พบว่า โดยรวมปรับตัวลดลงเป็นครั้งแรกในรอบ 4 เดือน เนื่องจากการยุบสภาและปัญหาความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชาที่อาจส่งผลกระทบให้เศรษฐกิจไทยอาจฟื้นตัวได้ช้า โดยดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคของผู้บริโภค (Consumer Confidence Index: CCI) ปรับตัวลดลงจากระดับ 53.2 เป็น 51.9 ปรับตัวลดลงเป็นครั้งแรกในรอบ 4 เดือน
การที่ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภค โดยรวมยังคงเคลื่อนไหวคงอยู่ต่ำกว่าระดับ 100 แสดงให้เห็นว่า ผู้บริโภคยังคงเห็นว่าสถานการณ์เศรษฐกิจโดยรวมยังคงฟื้นตัวช้าและค่าครองชีพสูง ตลอดจนปัญหาน้ำท่วมภาคใต้ สงครามการค้าและสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทยกับ กัมพูชา ยังคงมีโอกาสบั้นทอนความเชื่อมั่นของผู้บริโภคทั้งในปัจจุบันและในอนาคตได้อย่างต่อเนื่องในระยะ อันใกล้นี้
สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวม ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสหางานทำโดยรวม และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคตอยู่ที่ระดับ 45.5 49.8 และ 60.5 ตามลำดับ การที่ดัชนีทุกรายการยังอยู่ในระดับต่ำกว่าปกติ (ที่ระดับ 100) แสดงว่า ผู้บริโภคยังไม่มีความมั่นใจเกี่ยวกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ โอกาสในการหางานทำ และรายได้ในอนาคต เพราะมีความกังวลเกี่ยวกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ยังไม่ชัดเจนแม้ว่ารัฐบาลจะมีนโยบายในการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ยังไม่มีผลสัมฤทธิ์ที่ออกมาเป็นรูปธรรมและค่าครองชีพที่ยังทรงตัวอยู่ในระดับสูง ตลอดจนผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้ ปัญหาเศรษฐกิจโลกที่มีความเสี่ยงเข้าสู่ภาวะชะลอ ตัวลงจากสงครามการค้า และสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา ซึ่งจะส่งผลกระทบให้เศรษฐกิจไทยและการจ้างงานมีโอกาสฟื้นตัวได้ช้าในอนาคต ทำให้รายได้ในอนาคตของผู้บริโภคมีความไม่แน่นอนสูง
ขณะที่ ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในปัจจุบันปรับตัวลดลงเป็นครั้งแรกในรอบ 3 เดือน จากระดับ 36.5 เป็น 35.6ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นในอนาคตปรับตัวลดลงเป็นครั้งแรกในรอบ 4 เดือน 61.5 มาอยู่ที่ระดับ 60.0 การที่ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคทุกรายการยังอยู่ในระดับต่ำกว่า 100 แสดงว่า ผู้บริโภคยังไม่มีความเชื่อมั่นในปัจจุบัน ทั้งนี้ ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย คาดว่าผู้บริโภคยังคงระมัดระวังในการจับจ่ายใช้สอยในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ เนื่องจากรอดูความชัดเจนของสถานการณ์การเมืองของไทยว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งจะมีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างไร และรัฐบาลจะมีเสถียรภาพมากน้อยเพียงใด ตลอดจนสถานการณ์ระหว่างไทยกับ กัมพูชาว่าจะมีแนวโน้มเป็นอย่างไรหลังจากมีการเจรจาหยุดยิง
ด้านนายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยทิศทางการค้าโลก หลังสหรัฐอเมริกาดำเนินการต่อเวเนซุเอลาว่า แม้ภาพรวมเศรษฐกิจโลกจะเผชิญแรงกดดันจากกำแพงภาษีการค้า แต่บทเรียนจากปีที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่า การประเมินเศรษฐกิจโลกทำได้ยาก โดยเฉพาะการส่งออกของไทยที่ขยายตัวในระดับสองหลัก สวนทางกับเป้าหมายที่หน่วยงานภาครัฐและภาคธุรกิจคาดการณ์ไว้
ปัจจัยสำคัญที่ช่วยพยุงการค้าโลกในช่วงที่ผ่านมา คือราคาน้ำมันโลกที่ทรงตัวในระดับต่ำ เฉลี่ยราว 60–70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แม้จะอยู่ในช่วงฤดูหนาว ส่งผลให้ต้นทุนด้านพลังงานและโลจิสติกส์ไม่สูงมาก ช่วยลดแรงกดดันจากกำแพงภาษีของสหรัฐ ทำให้ต้นทุนการผลิตและขนส่งสินค้าไปยังตลาดสหรัฐยังอยู่ในระดับที่รับได้ เงินเฟ้อสหรัฐไม่เร่งตัวรุนแรง และเศรษฐกิจสหรัฐยังไม่เข้าสู่ภาวะถดถอย
ขณะเดียวกัน การที่สหรัฐเพิ่มบทบาทในการควบคุมซัพพลายน้ำมันโลก ร่วมกับโควต้าการผลิตของ OPEC Plus ยังช่วยประคองเสถียรภาพราคาน้ำมันและการค้าโลกโดยรวม
อย่างไรก็ตาม ในปี 69 นี้ แนวโน้มการค้าโลกถูกประเมินว่า จะชะลอลง จากแรงกดดันด้านภาษีที่ชัดเจนขึ้น โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดว่าอัตราการขยายตัวของการค้าโลกอาจลดลงจากราว 5–7% ในปีก่อน เหลือประมาณ 2–4%
ทั้งนี้ ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะกรณีสหรัฐฯ กับเวเนซุเอลา รวมถึงความกังวลต่อบทบาทของจีน รัสเซีย และยุโรป ยังเป็นปัจจัยที่ทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจโลก “ไม่ชัดเจน” แม้ในระยะสั้นยังไม่เห็นผลกระทบรุนแรง แต่มองว่าการค้าโลกมีแนวโน้มขยายตัวในอัตราที่ชะลอ และการส่งออกของไทยอาจเผชิญความเสี่ยงหดตัวราว -1 ถึง- 3% ท่ามกลางความไม่แน่นอนสูง
นอกจากนี้ ยังประเมินเงินสะพัดในช่วงการเลือกตั้งของไทยด้วยว่า น่าจะอยู่ที่ประมาณ 40,000–60,000 ล้านบาท โดยเป็นการคำนวณจากต้นทุนการรณรงค์หาเสียงของผู้สมัครและพรรคการเมือง ซึ่งการประเมินดังกล่าวอ้างอิงจากประสบการณ์ของผู้ที่เคยอยู่ในกระบวนการเลือกตั้ง พบว่า ผู้สมัครบางรายต้องใช้เงินส่วนตัวตั้งแต่หลัก 7 ล้านบาท ไปจนถึง 30–50 ล้านบาทต่อคน สำหรับการรณรงค์หาเสียง ทั้งในระดับพื้นที่และกิจกรรมต่าง ๆ แม้ตัวเลขจะแตกต่างกันไปตามบริบทและความเข้มข้นของการแข่งขันในแต่ละเขตเลือกตั้ง
โดยเมื่อคำนวณจากจำนวนผู้สมัครโดยประมาณราว 1,000 คน จากหลายพรรคการเมือง โดยเฉพาะพรรคขนาดใหญ่ที่ส่งผู้สมัครเกือบครบทุกเขต รวมถึงค่าใช้จ่ายของพรรคในการทำแคมเปญ ประกอบกับการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นจากผลโพล จึงเป็นที่มาของกรอบการประเมินเงินสะพัด 40,000–60,000 ล้านบาทในช่วงการเลือกตั้ง
ส่วนกรณีที่คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประเมินว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยอาจต่ำที่สุดในรอบ 30 ปี สะท้อนถึงภาวะเศรษฐกิจที่ขาดแรงขับเคลื่อน โดยเฉพาะในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ที่คาดว่า GDP อาจขยายตัวได้เพียงราว 1% ขณะที่ ทั้งปีมีแนวโน้มโตเพียง 1.5% และในระยะ 2–3 ปีข้างหน้าอาจยังไม่ถึงระดับ 3% นั้น มองว่า ภาครัฐต้องเป็นกลไกหลักในการพยุงเศรษฐกิจ
โดยควรเร่งกระตุ้นการท่องเที่ยวเป็นอันดับแรก ผ่านการดึงนักท่องเที่ยวจีนและประเทศเพื่อนบ้านกลับเข้าสู่ประเทศไทย พร้อมจัดกิจกรรมและแคมเปญส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการประคองภาคส่งออก โดยกระทรวงที่เกี่ยวข้องต้องเร่งแก้ไขอุปสรรคทางการค้า และดูแลค่าเงินบาทให้อยู่ในกรอบเหมาะสมราว 31–31.5 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ เพื่อไม่ให้กระทบความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออก
ในด้านนโยบายการเงิน คาดว่า ธนาคารแห่งประเทศไทยอาจปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 0.25% เพื่อช่วยพยุงเศรษฐกิจ พร้อมประสานกระทรวงการคลังและสถาบันการเงินทั้งของรัฐและเอกชน เร่งปล่อยสินเชื่อให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีมากขึ้น เพื่อลดปัญหาสภาพคล่องในระบบ ขณะที่ ภาคเอกชนจำเป็นต้องควบคุมต้นทุน รักษาฐานตลาด ยอมรับกำไรที่ลดลง และบริหารความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB