มาตรฐานเหล็กเส้นไทยใกล้จุดเปลี่ยน เสนอยกระดับ มอก. รับโครงสร้างซับซ้อน-ภัยพิบัติ
กลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก ส.อ.ท. ชี้มาตรฐานเหล็กเส้นไทยใกล้จุดเปลี่ยน เสนอยกระดับ มอก. รับโครงสร้างซับซ้อน-ภัยพิบัติ
นายรุ่งโรจน์ เลิศอารมย์ ตัวแทนกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยถึงภาพรวมอุตสาหกรรมเหล็กและมาตรฐานเหล็กเส้นสำหรับงานก่อสร้าง ภายใต้หัวข้อ “อดีต-ปัจจุบัน-อนาคต เหล็กเส้น ที่สังคมต้องรับรู้” ว่า มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) ของไทยกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ เพื่อรองรับงานวิศวกรรมที่มีความซับซ้อนมากขึ้นในอนาคต
โดยระบุว่า มาตรฐานเหล็กเส้นของไทยมีการพัฒนาต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2527 จนถึงฉบับปัจจุบันปี 2559 แต่การร่างมาตรฐานฉบับใหม่ในช่วงปี 2567–2568
เกิดจากความจำเป็นในการรองรับโครงการขนาดใหญ่ เช่น รถไฟความเร็วสูง อาคารสูง รวมถึงบทเรียนจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวในประเทศไทย ซึ่งเป็นปัจจัยเร่งให้ต้องทบทวนเกณฑ์การควบคุมคุณภาพเหล็กให้เข้มงวดขึ้น โดยมีข้อเสนอให้เพิ่มเกรดเหล็ก SD 80 สำหรับโครงสร้างที่ต้องการความแข็งแรงเป็นพิเศษ
ในด้านกระบวนการผลิต นายรุ่งโรจน์ชี้ให้เห็นความแตกต่างระหว่างเตาหลอมเหล็กแบบ Electric Arc Furnace (EF) และ Induction Furnace (IF) โดยเตา EF สามารถกำจัดสารมลทิน เช่น ฟอสฟอรัสและกำมะถันได้มีประสิทธิภาพมากกว่า ขณะที่เตา IF มีข้อจำกัดด้านการควบคุมคุณภาพจากลักษณะโครงสร้างของเตา
ประเด็นสำคัญอีกด้านคือ กระบวนการ External Refining หรือ Secondary Steelmaking เช่น การใช้เตาปรุงเหล็ก (Ladle Furnace) ซึ่งช่วยปรับปรุงความบริสุทธิ์ของน้ำเหล็ก ควบคุมค่าเคมี และทำให้อุณหภูมิสม่ำเสมอก่อนการหล่อ ถือเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้เหล็กเส้นมีคุณสมบัติทางกลที่คงที่และปลอดภัยต่อการใช้งานในระยะยาว
ขณะเดียวกัน ยังมีการเปรียบเทียบเหล็กเส้นแบบ Tempcore (T) และ Non-Tempcore (Non-T) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการอภิปราย โดยเหล็ก Tempcore แม้มีต้นทุนต่ำกว่า แต่มีความเสี่ยงด้านความสม่ำเสมอของโครงสร้างผิว หากกระบวนการระบายความร้อนด้วยน้ำไม่เสถียร อาจกระทบต่อความแข็งแรงและความปลอดภัยในการใช้งาน โดยเฉพาะเมื่อต้องเชื่อมหรือใช้งานในสภาวะอุณหภูมิสูง
ขณะที่เหล็ก Non-Tempcore ใช้สารอัลลอยในการสร้างความแข็งแรง มีโครงสร้างจุลภาคสม่ำเสมอทั้งหน้าตัด ให้ความเหนียวและการรับแรงที่ดีกว่า รวมถึงมีค่า Tensile/Yield Ratio สูง ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงของการวิบัติของโครงสร้างแบบฉับพลันได้
นอกจากนี้ นายรุ่งโรจน์ยังยกกรณีศึกษาจากประเทศจีน หลังเกิดแผ่นดินไหวในปี 2008 ซึ่งนำไปสู่การปิดโรงงานเหล็กที่ใช้เตา IF กว่า 600 แห่ง และยกเลิกการใช้เหล็ก Tempcore ในมาตรฐานใหม่ โดยจีนกำหนดให้การผลิตต้องผ่านเตา EF หรือ BOF ร่วมกับกระบวนการ External Refining เท่านั้น เพื่อรับประกันคุณภาพเหล็กในโครงการโครงสร้างพื้นฐานและพื้นที่เสี่ยงภัยพิบัติ
อย่างไรก็ดี สำหรับทิศทางในอนาคต นายรุ่งโรจน์เสนอให้ มอก. ฉบับใหม่ บรรจุแนวทางสำคัญ 4 ประการ ได้แก่
1. กำหนดวิธีการผลิต: กำหนดให้ใช้เฉพาะเตา BOF (Converter) หรือ EAF ในการผลิตเหล็กเส้นเสริมคอนกรีตเท่านั้น และกำหนดเกรดเหล็กที่รองรับแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหว ซึ่งต้องมีกระบวนการปรุงคุณภาพน้ำเหล็กแบบ External Refining
2. จำกัดกรรมวิธีเพิ่มความแข็งแรง: ไม่อนุญาตให้ใช้วิธีเพิ่มความแข็งแรงของเหล็กเส้นด้วยการชุบแข็งแบบ Tempcore ซึ่งอาจส่งผลต่อความสม่ำเสมอของเนื้อเหล็ก
3. ยกระดับคุณสมบัติการทดสอบความล้า: ยกระดับคุณสมบัติและการทดสอบเหล็กเส้นที่ทนต่อความล้า (Fatigue) จากการสั่นสะเทือนทั้งรอบสูงและรอบต่ำ ซึ่งมีความสำคัญต่อโครงสร้างในเขตแผ่นดินไหว
4. เพิ่มระบบตรวจสอบและการบังคับใช้: เพิ่มระบบตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันการผลิตและการจำหน่ายเหล็กเส้นด้อยคุณภาพเข้าสู่ตลาดอย่างเด็ดขาด
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB