"อนุทิน" ชี้ ไทยต้องปรับตัว ใช้จุดแข็งเศรษฐกิจ–ความมั่นคง ดึงดูดการลงทุน
“อนุทิน” เผย ผลร่วมประชุม WEF ที่เมืองดาวอส ชี้! ไทยต้องปรับตัว ย้ำ! จุดยืนความเป็นกลาง ใช้จุดแข็งเศรษฐกิจ–ความมั่นคง ดึงดูดการลงทุน
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยถึงการที่ทีมไทยแลนด์ได้เข้าร่วมการประชุมประจำปีสภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum: WEF) ครั้งที่ 56 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 19–23 มกราคม 2569 ณ เมืองดาวอส สมาพันธรัฐสวิส ว่า ไทยจำเป็นต้องติดตามและอัปเดตสถานการณ์โลกอย่างใกล้ชิดและเตรียมปรับตัว เพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้น
พร้อมเน้นย้ำบทบาทและจุดยืนของไทยในโลกที่แบ่งออกเป็นหลายขั้วว่าไทยควรยืนอยู่ในตำแหน่งใดและใช้จุดแข็งของประเทศเพื่อรักษาความสำคัญบนเวทีโลก ทั้งในฐานะหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจและส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานของนานาประเทศ
แต่เชื่อมั่นว่า ไทยสามารถแสวงหาโอกาสท่ามกลางวิกฤตได้เสมอ เนื่องจากไทยมักไม่ใช่คู่ขัดแย้งโดยตรงในความขัดแย้งระหว่างประเทศ จึงสามารถพลิกสถานการณ์ให้เกิดประโยชน์กับประเทศได้
ที่สำคัญการเข้าร่วม WEF ปีนี้ คณะรัฐมนตรีไทยทั้ง 3 คนมีโอกาสพบปะผู้นำจากหลากหลายภาคส่วน รับฟังปัญหาและแนวโน้มเศรษฐกิจโลก เพื่อนำข้อมูลมาวางแนวทางเตรียมการและแก้ไขปัญหาให้กับประเทศไทย
นายกรัฐมนตรี ได้ย้ำความมั่นใจต่อประชาชน ว่า แม้ประเทศจะอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมืองและใกล้การเลือกตั้ง แต่รัฐบาลยังคงทำงานอย่างต่อเนื่อง ไม่ละเลยภารกิจ พร้อมจัดเตรียมข้อมูลและแนวทางต่าง ๆ เพื่อส่งต่อให้รัฐบาลชุดใหม่พิจารณา เพื่อให้การบริหารประเทศไม่สะดุดและไม่ต้องเริ่มต้นใหม่
ขอให้ประชาชนมั่นใจ ว่าสถานการณ์ประเทศยังอยู่ภายใต้การควบคุมที่ดี สามารถดำเนินชีวิต วางแผนการลงทุน และวางแผนชีวิตได้ตามปกติ โดยรัฐบาลและฝ่ายความมั่นคง พร้อมดูแลความปลอดภัยและผลประโยชน์ของประเทศอย่างเต็มที่
พร้อมยืนยันว่า ไทยจะยังคงยืนอย่างสง่างามบนเวทีโลก โดยทีมประเทศไทยได้รับนโยบายชัดเจนในการเสริมสร้างความเข้มแข็งด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง และการต่างประเทศ พร้อมชูจุดแข็งด้านความมั่นคงทางอาหาร เทคโนโลยี และอุตสาหกรรมใหม่ เพื่อเป็นฐานการผลิตและซัพพลายเชนอาหารให้กับโลกในยามวิกฤต
นายอนุทิน กล่าวด้วยว่า ในเดือนตุลาคมปีนี้ ไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระดับโลก คือ การประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 ซึ่งจะช่วยตอกย้ำความเชื่อมั่นจากนานาชาติ และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจเพิ่มเติม พร้อมกำชับหน่วยงานรัฐ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้ปฏิบัติหน้าที่อย่างที่ในช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมือง เพื่อประคับประคองสถานการณ์และขับเคลื่อนงานที่ค้างอยู่ให้คืบหน้า
ด้านนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า การเข้าร่วมเวที WEF ครั้งนี้ สามารถสรุปผลลัพธ์สำคัญได้ 3 เรื่อง เรื่องแรก คือ การแสดงบทบาทและยกระดับประเทศไทยให้เข้าไปยืนอยู่ในเรดาร์ของเวทีโลกอย่างชัดเจน โดยเป็นครั้งแรกที่ทีมไทยแลนด์มีการเตรียม position ของประเทศอย่างเป็นระบบ เพื่อสื่อสารบทบาทของไทยในเวทีต่างๆ ซึ่งได้รับความสนใจอย่างมาก
โดยเฉพาะการนำเสนอบทบาทของไทยและอาเซียนในฐานะพื้นที่ที่มีความเป็นกลาง ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่เผชิญความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ และภาวะโลกแตกขั้วจากการที่มหาอำนาจใช้มาตรการด้านภาษีและกติกาต่าง ๆ
ทั้งนี้ อาเซียน โดยเฉพาะไทยซึ่งเป็นศูนย์กลางของภูมิภาค ได้แสดงให้เห็นถึงบทบาทความเป็นกลาง ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ประเทศต่าง ๆ ใช้บริหารความเสี่ยงจากความขัดแย้งของโลก และหันมาลงทุนและค้าขายกับไทยมากขึ้น สะท้อนจากตัวเลขคำขอส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ที่สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ในปีที่ผ่านมา มูลค่า 1.8 ล้านล้านบาท เติบโตมากกว่า 60%
โดยนักลงทุนต่างชาติสนใจลงทุนในอุตสาหกรรมเกษตรสมัยใหม่ การแปรรูปอาหาร อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า การเปลี่ยนผ่านจากรถยนต์สันดาปสู่รถยนต์ไฟฟ้า อุตสาหกรรม Smart Electronics รวมถึง Data Center
ขณะที่ รายงานของสหประชาชาติ (UN) ระบุว่า ไทยเป็นอันดับ 1 ในอาเซียน และอันดับ 6 ของโลก ในการดึงดูดการลงทุนด้าน Data Center โดยอันดับ 1 คือ ฝรั่งเศส อันดับ 2 สหรัฐอเมริกา อันดับ 3 เกาหลีใต้ อันดับ 4 บราซิล อันดับ 5 สเปน อันดับ 6 ไทย อันดับ 7 อินเดีย อันดับ 8 อิตาลี อันดับ 9 มาเลเซีย และอันดับ 10 นอร์เวย์ นอกจากนี้ นักลงทุนยังให้ความสนใจไทยในด้าน Wellness ซึ่งเป็นอีกหนึ่งจุดแข็งสำคัญ
เรื่องที่สอง คือ การสร้างเครือข่ายผู้นำองค์กรระหว่างประเทศ โดยได้มีโอกาสพบกับประธาน World Bank กรรมการผู้จัดการใหญ่ IMF เลขาธิการ OECD รวมถึงผู้นำหน่วยงานและรัฐบาลจากหลายประเทศ โดยไทยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพการประชุมธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศในเดือนตุลาคมนี้ ซึ่งจะมีผู้นำด้านเศรษฐกิจจากทั่วโลกเดินทางเข้าร่วมจำนวนมาก และเป็นเวทีสำคัญในการแสดงศักยภาพความพร้อมของไทย
เรื่องที่สาม คือ การดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ โดยได้พบกับบริษัทชั้นนำประมาณ 30 บริษัท ซึ่งล้วนสนใจเข้ามาลงทุนในไทย โดยเฉพาะในด้านดิจิทัล AI และเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งทุกบริษัทยืนยันการลงทุนในไทยและมีแผนลงทุนเพิ่ม
ทั้งนี้ บทเรียนสำคัญที่ได้คือไทยต้องเตรียมความพร้อมด้านพลังงานสะอาดให้เพียงพอ เพื่อรองรับการลงทุนที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญที่นายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี และต้องเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานให้พร้อม เพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
ขณะที่ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า เรื่องการค้าและการขายนั้น มีการเปลี่ยนแปลงไปค่อนข้างมาก โดยก่อนเดินทางไปประชุมหลายฝ่ายอาจคุ้นเคยกับคำว่า Multipolar World หรือ โลกที่มีลักษณะพหุขั้วอำนาจ มีการจับขั้วอำนาจในแต่ละพื้นที่ แต่เมื่อไปถึงดาวอส พบว่าธีมการพูดคุยในปีนี้ คือ Spirit of Dialogue หรือ การเปิดกว้างในการพูดคุย อย่างไรก็ตาม ภาพที่เห็นไม่ใช่เพียงโลกพหุอำนาจ แต่เป็นภาวะ extreme polarization หรือ การแบ่งแยกอย่างสุดขั้ว สถานการณ์ดังกล่าวไม่ใช่แค่การแข่งขันของหลายมหาอำนาจอีกต่อไป แต่เป็นภาวะที่ประเทศต่าง ๆ ถูกบีบให้ต้องเลือกข้างในหลายมิติ ทั้งด้านการค้า เทคโนโลยี ความมั่นคง และห่วงโซ่อุปสงค์–อุปทาน ทำให้การค้าถูกผนวกรวมเข้ากับประเด็นด้านความมั่นคงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
หลายประเทศจึงออกมาพูดถึงความมั่นคงควบคู่กับเศรษฐกิจและการค้า ส่งผลให้ทุกประเทศต้องหาทางรอดของตนเอง บางประเทศใช้ทรัพยากร อำนาจ หรือเทคโนโลยีที่มีเป็นเครื่องต่อรองกำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลก
สำหรับไทย ซึ่งเป็นประเทศขนาดกลาง ได้เลือกแนวทางการหาทางออกด้วยการมองหาตลาดใหม่ รูปแบบการค้าใหม่ และความร่วมมือใหม่ เพื่อลดความเปราะบางจากระเบียบโลกที่มีความไม่แน่นอน โดยมีประเด็นสำคัญที่ไทยต้องปรับบทบาทเชิงรุก 4–5 เรื่อง
ประเด็นที่หนึ่ง คือ การวางตำแหน่งประเทศให้เป็นพันธมิตรกับทุกฝ่าย ซึ่งสอดคล้องกับท่าทีของหลายประเทศที่ต้องการออกจากการยึดติดกับขั้วใดขั้วหนึ่งและเข้ามาพูดคุยกับไทย
ประเด็นที่สอง คือ การมุ่งหาผลประโยชน์ร่วม มากกว่าการยึดติดกับการเลือกข้าง เนื่องจากการค้าที่มองแต่ผลประโยชน์ฝ่ายเดียวไม่สามารถสร้างพันธมิตรที่ยั่งยืนได้ โดยในบริบทโลกปัจจุบัน “ความไว้วางใจ” หรือ trust กลายเป็นสกุลเงินที่มีค่าที่สุด ไทยจึงต้องสร้างความเชื่อมั่นให้คู่ค้า ด้วยการเปลี่ยนความสัมพันธ์จากคู่ค้าไปสู่การเป็นพันธมิตร
ประเด็นที่สาม คือ การค้าในยุคใหม่ต้องลงรายละเอียดมากขึ้น ต้องทำการบ้านมากขึ้น โดยต้องรู้ว่าสินค้าที่ส่งออกไปสามารถนำไปใช้หรือเชื่อมต่อในห่วงโซ่อุปสงค์–อุปทานของคู่ค้าได้อย่างไร และพยายามเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของ supply chain ไม่ใช่มองคู่ค้าเป็นเพียงปลายทาง แต่ต้องมองถึงความร่วมมือในการค้ากับประเทศที่สาม สี่ หรือห้าร่วมกันในอนาคต
ที่สำคัญการเจรจากับแต่ละประเทศ ไม่สามารถใช้แนวทางเดียวกันทั้งหมด ต้องเลือกเจรจาในประเด็นที่เห็นผลประโยชน์ร่วมเฉพาะของแต่ละประเทศ เพื่อให้ไทยสามารถเป็นพันธมิตรกับทุกฝ่าย โดยไม่จำเป็นต้องเลือกข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
ในส่วนของการประชุมระหว่างประเทศ ไทยได้ใช้เวทีต่าง ๆ แสดงวิสัยทัศน์ โดยเฉพาะบทบาทการเป็นประธานการเจรจากรอบเศรษฐกิจดิจิทัลของอาเซียน หรือ Digital Economic Framework Agreement (DEFA) ซึ่งหากสำเร็จ อาเซียนจะเป็นภูมิภาคแรกของโลกที่มีกรอบความเชื่อมโยงเศรษฐกิจดิจิทัลร่วมกัน และตั้งเป้าว่า ภายในปี 2030 มูลค่าการค้าในกรอบเศรษฐกิจดิจิทัลจะเพิ่มจาก 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็น 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ
นอกจากนี้ ยังมีการหารือเรื่องการเจรจา FTA กับแคนาดา โดยตั้งเป้าหมายให้สามารถสรุปและดำเนินกระบวนการให้มีผลบังคับใช้ได้ภายในต้นปี 2570 รวมถึงการสร้างความเชื่อมั่นว่าข้อตกลงที่ได้ลงนามไว้ก่อนหน้านี้จะยังคงเดินหน้าต่ออย่างต่อเนื่อง แม้มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง
นางศุภจี กล่าวด้วยว่า ไทย ยังได้หารือกับองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO) เพื่อใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญาในการเสริมศักยภาพประเทศ โดยเฉพาะการสนับสนุนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และคนรุ่นใหม่ให้นำแนวคิด นวัตกรรม และสิทธิบัตรมาต่อยอดเชิงพาณิชย์ได้
เศรษฐกิจและการค้าโลก ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ไทยต้องวางตำแหน่งให้สามารถพูดคุยกับทุกประเทศ ควบคู่กับการสร้างอัตลักษณ์ของตนเอง เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ร่วม เปลี่ยนคู่ค้าให้เป็นพันธมิตร และใช้ความไว้วางใจ หรือ trust ซึ่งเป็นแต้มต่อสำคัญที่สุด
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB