สนค. ชี้ แผน "จีนพึ่งพาตนเอง" ความท้าทายเร่งด่วนที่ไทยต้องปรับตัว กระจายความเสี่ยง
สนค. เผย อนาคตสินค้าเกษตรไทย ภายใต้แผน "จีนพึ่งพาตนเอง" เป็นความท้าทายเร่งด่วนที่ไทยต้องปรับตัว และต้องกระจายความเสี่ยง เจาะตลาดส่งออกใหม่
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สนค. ได้ติดตามสถานการณ์การค้าและมาตรการของจีน ซึ่งเป็นตลาดส่งออกที่สำคัญของไทยอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะภายใต้แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 (ปี 2564-2568) ที่จีนกำลังเร่งสร้าง “ความมั่นคงทางอาหาร” อย่างจริงจัง มีเป้าหมายสูงสุด คือ การพึ่งพาตนเอง และลดการนำเข้าสินค้าเกษตร
นโยบายนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อไทยเนื่องจากจีนเป็นตลาดส่งออกสินค้าเกษตรกรรมที่สำคัญอันดับหนึ่งของไทย (ในช่วง 11 เดือนแรกของปี 2568 ไทยส่งออกสินค้าเกษตรกรรมไปจีน ที่มีสัดส่วน 38.42% ของมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรกรรมทั้งหมดของไทย) จึงถือเป็นความท้าทายเร่งด่วนที่ไทยต้องปรับตัว
โดยยุทธศาสตร์ของจีน มีความชัดเจนและขับเคลื่อนพร้อมกันใน 3 มิติ มิติแรก คือ "การพึ่งพาตนเองด้านอาหาร" โดยเฉพาะธัญพืชขั้นพื้นฐาน (ข้าว ข้าวสาลี ข้าวโพด) จีนตั้งเป้าผลผลิตดังกล่าวให้ได้ไม่ต่ำกว่า 650 ล้านตันต่อปี ซึ่งในปี 2567 จีนผลิตได้ถึง 700 ล้านตันแล้ว มิติที่สอง คือ การทุ่มทุนมหาศาลด้าน "เทคโนโลยีและนวัตกรรมการเกษตร" มีการพัฒนาพื้นที่เพาะปลูกมาตรฐานสูงกว่า 417 ล้านไร่ และเร่งพัฒนาสายพันธุ์พืชและสัตว์ของตนเอง ปัจจุบันสัดส่วนการใช้เมล็ดพันธุ์จีนหรือพืชที่พัฒนาภายในประเทศมีมากกว่า 95% ของพื้นที่เพาะปลูก รวมถึงการพัฒนาสายพันธุ์ไก่เนื้อ โค และกุ้งขาว
และมิติสุดท้ายที่สำคัญมาก คือ จีนไม่ได้มองมิติความมั่นคงทางอาหารแยกส่วน แต่ได้บูรณาการเข้ากับ "การพัฒนาชนบทและลดความยากจน" อย่างเป็นระบบ ภายใต้วิสัยทัศน์ "สร้างชนบทที่เข้มแข็ง มั่งคั่ง สวยงาม และทันสมัย" จีนลงทุนโครงสร้างพื้นฐานยุคใหม่ เช่น เร่งขยายเครือข่าย 5G ให้ครอบคลุมพื้นที่ชนบท ผลักดันนโยบาย “One Village One Product” ใช้ e-Commerce เชื่อมเกษตรกรกับตลาดเมือง ใช้นโยบาย “Talent Revitalization” ดึงดูดคนรุ่นใหม่กลับไปทำเกษตรสมัยใหม่ ใช้ฐานข้อมูล “National Rural Big Data Platform” ติดตามรายได้และความเป็นอยู่ และมีการช่วยเหลือเยียวยาเฉพาะกลุ่ม เช่น เงินช่วยเหลือคนพิการ ผู้สูงอายุ ครอบครัวเด็กนักเรียน และส่งเสริม “Eco-Tourism” และ “Rural Homestay Economy” เพื่อสร้างรายได้ในรูปแบบใหม่ให้กับชุมชน
เป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่า จีนกำลังเปลี่ยนสถานะจาก "ผู้นำเข้า" เป็น "ผู้ผลิตไฮเทค" ซึ่งบังคับให้ผู้ประกอบการไทยต้องปรับตัวจากการ "ขายสินค้าโภคภัณฑ์" ไปสู่การ "แข่งขันด้วยนวัตกรรมและคุณภาพ"
ข้อมูลการส่งออกของไทยในช่วงปีที่ผ่านมา ตอกย้ำความจำเป็นในการปรับตัวและกระจายความเสี่ยงอย่างเร่งด่วน ในปี 2567 แม้ตลาดจีนซึ่งเป็นตลาดส่งออกสินค้าเกษตรกรรมอันดับหนึ่งของไทย จะหดตัวรุนแรงถึง 10.67% แต่ภาพรวมการส่งออกสินค้าเกษตรกรรมของไทยขยายตัว 7.64% ปัจจัยสำคัญที่ช่วยพยุงสถานการณ์คือ "ตลาดรองดาวรุ่ง" ที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดมาชดเชย ได้แก่ สหรัฐอเมริกา ที่ขยายตัว 26.09% และอินโดนีเซีย 23.46% ข้อมูลนี้ชี้ให้เห็น "โอกาส" ว่าตลาดสหรัฐฯ และอาเซียนมีศักยภาพสูง แต่ใน 11 เดือนแรกของปี 2568 กลับพบว่าตลาดสหรัฐฯ ชะลอตัว 5.77% แม้จีนจะกลับมาโต 4.49% ก็ไม่สามารถพยุงภาพรวมการส่งออกสินค้าเกษตรกรรมทั้งหมดของไทยที่ชะลอตัวลง นี่คือหลักฐานเชิงประจักษ์ว่าการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไปล้วนมีความเสี่ยง
ข้อมูลดังกล่าวนี้ ชี้ให้เห็นความจำเป็นในการบุกตลาดที่มีศักยภาพ เช่น มาเลเซีย (สัดส่วน 4.54% ของมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรกรรมทั้งหมดของไทย) สหราชอาณาจักร (สัดส่วน 3.71%) เวียดนาม (สัดส่วน 2.57%) เนเธอร์แลนด์ (สัดส่วน 2.39%) และแคนาดา (สัดส่วน 1.19%) ซึ่งในระยะ 11 เดือนแรกของปี 2568 (ม.ค.- พ.ย.) การส่งออกสินค้าเกษตรกรรมของไทยไปยังตลาดเหล่านี้ขยายตัว 3.43% 9.97% 50.86% 24.56% และ 16.20% ตามลำดับ
อย่างไรก็ตาม ยุทธศาสตร์ที่จำเป็นที่สุด คือ "การเร่งกระจายความเสี่ยงและเจาะตลาดส่งออกใหม่" เพื่อลดการพึ่งพาตลาดจีนมากจนเกินไป นอกจากนี้ ยังมีมาตรการความมั่นคงด้านอาหารของต่างประเทศที่ไทยสามารถนำมาปรับใช้ให้เหมาะสมเพื่อสร้างความมั่นคงด้านเกษตรและอาหารของประเทศ
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB