“การยาสูบฯ" ลุยปรับโครงสร้าง ลดพึ่งพารายได้ในประเทศ เน้นส่งออก-ธุรกิจ Non-Cigarette
“การยาสูบฯ" เผย ยอดขายปี 68 หด ส่งผลกำไรลด 94% เหลือ 504 ล้านบาท จากผลกระทบภาษีและบุหรี่เถื่อนพุ่งสูง ลุยปรับโครงสร้าง ลดพึ่งพารายได้ในประเทศ เน้นพึ่งส่งออก และธุรกิจ Non-Cigarette กู้เสถียรภาพ
นายภูมิจิตต์ พงษ์พันธุ์งาม ผู้ว่าการการยาสูบแห่งประเทศไทย (ยสท.) แถลงผลการดำเนินงานประจำปีงบประมาณ 2568 ท่ามกลางแรงกดดันรอบด้าน ทั้งโครงสร้างอุตสาหกรรมยาสูบที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ภาวะตลาดบุหรี่ถูกกฎหมายที่หดตัวต่อเนื่อง และการขยายตัวของบุหรี่ผิดกฎหมายในระดับที่กระทบเสถียรภาพรายได้หลักขององค์กรอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้รายได้จากการจำหน่ายบุหรี่ลดลงกว่า 43% และกำไรลดลง 94% เหลือ 504 ล้านบาท จากปี 2560 ที่เคยมีกําไรถึง 8,900 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม แม้รายได้จากธุรกิจหลักจะลดลง แต่ ยสท. ยังสามารถประคองเสถียรภาพองค์กรและสร้างการเติบโตจากธุรกิจที่เกี่ยวข้องได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจส่งออกและธุรกิจใหม่ อาทิ บุหรี่ส่งออก 870.73 ล้านบาท ใบยาส่งออก 417.21 ล้านบาท ธุรกิจโรงพยาบาลสวนเบญจกิติฯ 124.04 ล้านบาท รายได้จากผลิตภัณฑ์ยาสูบอื่น 36.95 ล้านบาท ธุรกิจรับจ้างผลิตสิ่งพิมพ์ 21 ล้านบาท ธุรกิจยาเส้น 19.46 ล้านบาท และธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ 15.45 ล้านบาท
ทั้งนี้ ปัจจุบันอัตราส่วนรายได้ภายในประเทศอยู่ที่ 85% และ รายได้นอกประเทศ 15% แต่เป้าหมายยุทธศาสตร์ในปี 2575 จะมีการปรับสัดส่วนให้เป็นการพึ่งพารายได้ในประเทศ 60% และรายได้จากส่วนอื่นรวมถึงต่างประเทศอีก 40%
ส่วนปีงบประมาณ 2569 ยสท. ตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 11,200 ล้านมวน เพิ่มขึ้นจากปี 2568 ที่ปิดยอดไป 10,500 ล้านมวน (เพิ่มขึ้น 700 ล้านมวน) คิดเป็นมูลค่าไม่รวมภาษีประมาณ 6,344 ล้านบาท (หากรวมภาษีคาดว่าจะอยู่ที่ 2.5 - 2.6 หมื่นล้านบาท) รายได้จากการพัฒนาและต่อยอดธุรกิจ ตั้งเป้า 379 ล้านบาท และกําไรสุทธิตั้งเป้าไว้ที่ 455 ล้านบาท
โดยยอดขายที่ตั้งเป้าเพิ่มขึ้นนั้นจะมาจากการดำเนินงาน 4 ด้านสำคัญ ได้แก่
1.การรักษาฐานตลาดในประเทศ ที่แม้ปริมาณการบริโภคจะลดลงตามนโยบายด้านสาธารณสุขและพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป รวมถึงการขยายตัวของบุหรี่ผิดกฎหมาย แต่ ยสท. จะพยายามรักษาเสถียรภาพการขายให้มีการหดตัวน้อยที่สุด
2.การส่งออก (Export) ด้วยการชดเชยรายได้ที่หายไปในประเทศด้วยการส่งออกบุหรี่ ใบยา และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง โดยจะใช้เครือข่ายพันธมิตรและการเดินสาย Roadshow ในต่างประเทศ
3.ธุรกิจ Non-Cigarette จากขยายฐานรายได้จากธุรกิจโรงพยาบาล โรงพิมพ์ อสังหาริมทรัพย์ ผลิตภัณฑ์เครื่องหอม และผลิตภัณฑ์ใหม่
4. New S-Curve แห่งอนาคต เช่น เตรียมดำเนินการโรงงานสารสกัดนิโคตินให้เสร็จสิ้นในปี 2570 , ขยายไร่ซิการ์ (Cigar) และ การบริหารจัดการยาเส้น ปรับบทบาทจากการเป็นผู้ผลิตมาเป็นผู้บริหารจัดการกระบวนการจัดซื้อ เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาให้เกษตรกรและป้องกันปัญหาการขาดแคลนโควตาใบยาเบอร์เล่ย์และเตอร์กิช ก่อนจะจำหน่ายต่อให้ภาคเอกชน
ขณะเดียวกัน ได้ประกาศวิสัยทัศน์ใหม่ คือ “เป็นองค์กรชั้นนำด้านยาสูบ ที่ขับเคลื่อนองค์กรด้วยนวัตกรรมและการพัฒนาธุรกิจร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และดำเนินงานตามหลัก ESG เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน” พร้อมประกาศพันธกิจใหม่ 4 ประการ ได้แก่ 1. สร้างรายได้จากธุรกิจยาสูบและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องทั้งในและต่างประเทศ / 2. ขับเคลื่อนองค์กรด้วยนวัตกรรมและการพัฒนาธุรกิจเพื่อการเติบโตอย่างต่อเนื่อง / 3. สร้างมูลค่าร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียตลอดห่วงโซ่คุณค่ายาสูบ / และ 4. จัดการและดำเนินธุรกิจด้วยธรรมาภิบาล โดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและสังคม
นอกจากนี้ ปีงบประมาณ 2569 ยสท. ย้ำว่าจะเร่งปรับโครงสร้างรูปแบบธุรกิจจากการพึ่งพารายได้จากบุหรี่เพียงอย่างเดียว สู่การเป็นองค์กรที่มีการขยายธุรกิจที่หลากหลาย ครอบคลุมทั้งธุรกิจยาสูบ การส่งออก ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง และธุรกิจใหม่ที่มีศักยภาพการเติบโตในระยะยาว ควบคู่กับการยกระดับขีดความสามารถด้านนวัตกรรม การพัฒนาผลิตภัณฑ์ และการสร้างพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ทั้งในและต่างประเทศ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งทางการแข่งขันในเวทีสากล
พร้อมยืนยันว่าการปรับโครงสร้างธุรกิจใหม่จะส่งผลดีต่อทุกภาคส่วน ตั้งแต่ "ต้นน้ำ" คือชาวไร่ยาสูบจะมีรายได้ที่เสถียรจากพืชชนิดใหม่ๆ อย่างซิการ์และนิโคตินทางการแพทย์ "กลางน้ำ" คือซัพพลายเออร์และผู้ผลิต และ "ปลายน้ำ" คือตัวแทนจำหน่าย โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการนำรายได้ส่งคืนสู่รัฐให้ได้มากขึ้น ท่ามกลางบริบทโลกและพฤติกรรมการบริโภคที่เปลี่ยนไป
สำหรับปัญหาบุหรี่ผิดกฎหมาย ยอมรับว่าปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างน่ากังวล จนเกินกำลังของกรมสรรพสามิตเพียงหน่วยงานเดียว ปัจจุบันจึงได้มีการตั้งสำนักป้องกันบุหรี่ผิดกฎหมาย บูรณาการความร่วมมือกับ ตำรวจ ทหาร ปกครอง ปปง. สรรพสามิต และศุลกากร เข้ามาช่วยปราบปราม
ส่วนต่างราคาคือปัจจัยหลัก บุหรี่ถูกกฎหมายราคาต่ำสุด 65-70 บาท ในขณะที่บุหรี่เถื่อนราคาเพียง 25-30 บาท ความคุ้มค่าในเชิงความเสี่ยงจึงสูงมาก รวมถึงการบังคับใช้กฎหมายที่ต้องเข้มงวดมากขึ้น
ส่วนกรณีที่หลังจากมีการปิดด่านชายแดนอย่างเข้มงวด ปริมาณบุหรี่เถื่อนลดลงไปเพียง 3% ซึ่งสะท้อนว่าอาจมีช่องทางอื่นในการลักลอบนำเข้า ขณะที่ตัวเลขการส่งออกบุหรี่สำเร็จรูปภาพรวมของประเทศที่มีมูลค่าสูงกว่ายอดของ ยสท. นั้น นายภูมิจิตต์สันนิษฐานว่าส่วนที่เกินมาอาจเป็นกลุ่มบุหรี่ปลอมที่ผลิตขึ้นเพื่อส่งออก
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB