ส่งออกโตแกร่ง ส่งออก ม.ค. 69 โต 24.4% สูงสุดรอบ 4 ปี
ส่งออกโตแกร่ง ส่งออก ม.ค. 69 โต 24.4% สูงสุดรอบ 4 ปี มูลค่าการส่งออกทั้งสิ้น 31,573.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จับตาภาษีสหรัฐฯกดดัน
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายยุทธศาสตร์และการค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ภาวะการค้าระหว่างประเทศของไทยในเดือนมกราคม 2569 มีมูลค่าการส่งออกทั้งสิ้น 31,573.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นเงินบาทที่ 980,744 ล้านบาท ขยายตัวในระดับสูงถึงร้อยละ 24.4 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และขยายตัวสูงสุดในรอบ 4 ปี
ขณะที่การนำเข้ามีมูลค่าทั้งสิ้น 34,876.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นมูลค่า 1.097 ล้านล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 29.4
ส่งผลให้ในเดือนมกราคม ประเทศไทยขาดดุลการค้า 3,303.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นเงินบาทที่ 116,700 ล้านบาท
โดยการนำเข้าที่พุ่งสูงขึ้นนั้น ส่วนใหญ่เป็นการนำเข้าวัตถุดิบ สินค้ากึ่งสำเร็จรูป และสินค้าทุน ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางการผลิตเพื่อการส่งออก
สำหรับภาพรวมการส่งออกรายกลุ่มสินค้านั้น กลุ่มสินค้าอุตสาหกรรมยังคงเป็นกำลังหลักที่ขับเคลื่อนภาพรวม โดยขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 22 ที่ร้อยละ 29.8 ด้วยมูลค่ารวม 26,950.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (837,164 ล้านบาท) มีสินค้าที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด ได้แก่ โทรทัศน์ โทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ พุ่งขึ้นถึงร้อยละ 195.4 ด้วยมูลค่า 1,464 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมีตลาดหลักคือสหรัฐอเมริกา สิงคโปร์ และเม็กซิโก
รองลงมาคือเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ขยายตัวร้อยละ 68.2 มูลค่า 3,603.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในตลาดสหรัฐอเมริกา จีน และเนเธอร์แลนด์
นอกจากนี้ แผงสวิตช์และแผงควบคุมกระแสไฟฟ้า ขยายตัวร้อยละ 13.6 มูลค่า 381.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หม้อแปลงไฟฟ้าและส่วนประกอบ ขยายตัวร้อยละ 32.2 มูลค่า 555.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แผงวงจรไฟฟ้า ขยายตัวร้อยละ 10.9 มูลค่า 873 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และกลุ่มรถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ขยายตัวร้อยละ 9.8 มูลค่า 2,376.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
อย่างไรก็ตาม ยังมีสินค้าที่หดตัว ได้แก่ เครื่องรับวิทยุ โทรทัศน์และส่วนประกอบ เครื่องนุ่งห่ม เลนส์พลาสติก และผลิตภัณฑ์ยาง ในส่วนของกลุ่มสินค้าเกษตร ภาพรวมยังคงหดตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 6 โดยติดลบร้อยละ 1.8 มีมูลค่ารวม 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (62,136 ล้านบาท) ซึ่งสินค้าที่ฉุดรั้งการเติบโตคือ ข้าว ที่ติดลบต่อเนื่องมาแล้ว 15 เดือน ด้วยมูลค่า 312.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และยางพารา ที่ติดลบต่อเนื่อง 9 เดือน ด้วยมูลค่า 384.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
แต่ก็ยังมีสินค้าที่เติบโตได้ดีเยี่ยม ได้แก่ ผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็งและแห้ง ขยายตัวสูงถึงร้อยละ 53.4 มูลค่า 395.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมีตลาดหลักในจีน สหรัฐอเมริกา และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (United Arab Emirates) รวมถึงกุ้งสดแช่เย็น แช่แข็ง ที่ขยายตัวร้อยละ 39.3 มูลค่า 43.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และไก่ย่าง ขยายตัวร้อยละ 4.4 มูลค่า 271.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ขณะเดียวกัน กลุ่มสินค้าอุตสาหกรรมเกษตร กลับมาหดตัวร้อยละ 1.7 ด้วยมูลค่ารวม 1,671.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ปัจจัยหลักมาจากการส่งออกน้ำตาลทรายที่หดตัวร้อยละ 36.5 และอาหารทะเลกระป๋องและแปรรูปที่หดตัวร้อยละ 9.4 ขณะที่สินค้าที่ยังขยายตัวได้ดีในกลุ่มนี้ ได้แก่ ไขมันและน้ำมันจากพืชและสัตว์ ขยายตัวร้อยละ 21.6 ผลไม้กระป๋องและแปรรูป ขยายตัวร้อยละ 24.7 และอาหารสัตว์เลี้ยง ที่ขยายตัวร้อยละ 8.2
ในมิติของตลาดส่งออก ตลาดที่ขยายตัวได้ดี ได้แก่ ทวีปออสเตรเลีย (ร้อยละ 97.8) สวิตเซอร์แลนด์ (ร้อยละ 52.5) จีน (ร้อยละ 35.1) อาเซียน 5 (ร้อยละ 29.8) แคนาดา (ร้อยละ 25.2) ฮ่องกง (ร้อยละ 18.1) และสหภาพยุโรป (ร้อยละ 17.8) ส่วนตลาดที่หดตัว ได้แก่ แอฟริกา และเครือรัฐเอกราช (Commonwealth of Independent States)
ทั้งนี้ ในประเด็นแนวโน้มการส่งออกและผลกระทบจากมาตรการภาษีนั้น การเติบโตในเดือนแรกมาจากวัฏจักรอุตสาหกรรมที่ยังคงพยุงตัวอยู่ แต่จำเป็นต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากวัฏจักรมีโอกาสถึงจุดอิ่มตัวและปรับตัวลดลง ในขณะเดียวกัน ประเด็นด้านภูมิรัฐศาสตร์อาจส่งผลให้สินค้าไทยมีศักยภาพในการแข่งขันเพิ่มขึ้นจากมาตรการลดภาษี
ปัจจัยหนุนสำคัญคือวัฏจักรสินค้าไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะการขยายตัวของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์และศูนย์ข้อมูล รวมถึงดัชนีภาคการผลิตของคู่ค้าที่อยู่ในระดับสูง ตลอดจนการสั่งซื้อล่วงหน้าจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ อย่างไรก็ตามต้องเฝ้าระวังปัจจัยกดดันจากสินค้าเกษตรบางรายการ ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน และความสามารถในการแข่งขันของประเทศคู่ค้า
นอกจากนี้ ในประเด็นข้อซักถามเกี่ยวกับการเจรจาทางการค้ากับสหรัฐอเมริกาที่ยังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่องนั้น นายนันทพงษ์ ได้อธิบายรายละเอียดเพิ่มเติมว่า ความหมายของการเจรจาอย่างต่อเนื่องคือการติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากในปัจจุบันมีความชัดเจนแล้วว่าอัตราภาษีมีการปรับลดลงที่ร้อยละ 10 และอาจมีแนวโน้มปรับขึ้นไปถึงร้อยละ 15 การเจรจาจึงมุ่งเน้นไปที่การประเมินว่าสหรัฐอเมริกาจะมีการนำมาตรการอื่นๆ มาใช้เพิ่มเติมในความสัมพันธ์ทางการค้ากับไทยหรือไม่ ซึ่งหากมีการนำมาตรการอื่นมาบังคับใช้ กระทรวงพาณิชย์จะต้องเตรียมพร้อมเจรจาเพื่อรักษาผลประโยชน์ของผู้ประกอบการไทยให้เกิดความคุ้มค่าและได้รับผลกระทบน้อยที่สุด
ส่วนประเด็นสำคัญที่ต้องพึงระวังเป็นอย่างยิ่งคือเรื่องดุลการค้า เนื่องจากปัจจุบันสหรัฐอเมริกายังคงขาดดุลการค้ากับประเทศไทยอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งปัจจัยดังกล่าวอาจเป็นตัวแปรสำคัญที่สหรัฐอเมริกาอาจนำมาใช้เป็นเงื่อนไขในการพิจารณาปรับขึ้นอัตราภาษีในสินค้าบางรายการได้ ซึ่งมีความเป็นไปได้สูง กระทรวงพาณิชย์จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องดำเนินการเจรจาหารือกับทางการสหรัฐอเมริกาอย่างต่อเนื่องเพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนเหล่านี้
ด้านนางสาวสุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยถึงยุทธศาสตร์การรุกตลาดโลกเพื่อรักษาและขยายส่วนแบ่งการตลาดว่า กรมฯ ได้เตรียมแผนรับมือกับความท้าทายด้านมาตรการทางการค้าอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะตลาดสหรัฐอเมริกา ซึ่งกำลังเผชิญประเด็นเรื่องกำแพงภาษี จึงเตรียมจัดกิจกรรมดึงคณะผู้แทนการค้าพิเศษ ซึ่งเป็นผู้นำเข้ารายใหญ่จากสหรัฐอเมริกา เดินทางมาเจรจาจับคู่ธุรกิจกับผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าเกษตรและข้าว ซึ่งล่าสุดได้ดำเนินการจับคู่ธุรกิจล่วงหน้าไปแล้วกว่า 36 คู่
นอกจากนี้ ตลาดยุโรปยังถือเป็นโอกาสทองของไทย จากผลกระทบของกำแพงภาษีสหรัฐอเมริกาที่ทำให้ผู้นำเข้าฝั่งยุโรปต้องเร่งมองหาผู้จัดหาสินค้ารายใหม่ ล่าสุด ได้ดำเนินการประสานงานจัดการเจรจาธุรกิจระหว่างผู้ส่งออกไทยกับบริษัทค้าปลีกยักษ์ใหญ่แห่งสหภาพยุโรป ที่แสดงความสนใจนำเข้าสินค้าจากไทย สำหรับการบุกเบิกตลาดศักยภาพใหม่ พร้อมจัดตั้งคณะทำงานพิเศษ ตั้งเป้านำทัพผู้ประกอบการไทยไปขยายตลาดทั้งหมด 6 คณะ ซึ่งประสบความสำเร็จไปแล้ว 2 คณะ ในตลาดซาอุดีอาระเบียและจีน และมีแผนจะเดินหน้าลุยต่อในอีก 4 ตลาดสำคัญ ได้แก่ อินเดีย เวียดนาม แอฟริกา และกลุ่มประเทศละตินอเมริกา ในปีนี้
ได้สั่งการให้ทูตพาณิชย์ทั่วโลกเร่งทำงานเชิงรุก เพื่อค้นหาโอกาสใหม่ให้กับสินค้าและบริการของไทยในทุกตลาด พร้อมทั้งนำข้อมูลกลับมาหารือกับภาคเอกชน เพื่อเร่งยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขัน และเตรียมรับมือหากวัฏจักรการเติบโตนี้เกิดการอิ่มตัว
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB