ระดมสมอง ฉายภาพอนาคตไทย เร่งวางแผนยุทธศาสตร์กู้วิกฤต
สถาบันพระปกเกล้า จับมือ 5 หลักสูตรชั้นนำ ระดมสมองครั้งใหญ่ ฉายภาพอนาคตไทยปี 2026 ชี้โลกเข้าสู่ยุค VUCA สหรัฐฯ ถดถอย จีนผงาด เร่งวางแผนยุทธศาสตร์กู้วิกฤตไทย ผ่านการจัดงาน งานสัมมนาวิชาการ ครั้งที่ 15
สถาบันพระปกเกล้า หลักสูตรการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยสำหรับนักบริหารระดับสูง (ปปร.) รุ่นที่ 29 เป็นเจ้าภาพหลักจัดงานสัมมนาวิชาการหลักสูตรผู้บริหารระดับสูง 6 สถาบัน ครั้งที่ 15 ภายใต้หัวข้อ “Future Trend and Foresight: รู้เทรนด์โลก เห็นอนาคต นำการเปลี่ยนแปลง”
ร่วมกับ หลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) หลักสูตรผู้บริหารระดับสูงด้านการค้าและการพาณิชย์ (TEPCoT) หลักสูตรการพัฒนาการเมืองและการเลือกตั้งระดับสูง (พตส.)
หลักสูตรผู้บริหารกระบวนการยุติธรรมระดับสูง (บ.ย.ส.) และ หลักสูตรผู้บริหารระดับสูงสถาบันวิทยาการตลาดทุน (วตท.)
โดยภายในงาน ได้เปิดเวทีเสวนาวิชาการจากผู้แทน 6 สถาบัน ที่เป็นเวทีนำเสนอองค์ความรู้และยุทธศาสตร์สำคัญ เพื่อรับมือกับอนาคต แลกเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มโลกและการเตรียมพร้อมของประเทศไทยในมิติยุทธศาสตร์ เศรษฐกิจ สังคม การเมืองและธรรมาภิบาล
ไทยยังไม่พร้อมรับมือ ในวันที่โลกแบ่ง 2 ขั้วชัดเจน
นายปิยศักดิ์ มานะสันต์ กรรมการฝ่ายวิชาการ สมาคมนักศึกษาสถาบันวิทยาการตลาดทุน ผู้แทนหลักสูตรวตท. รุ่น 35 ได้นำเสนอในหัวข้อ Thailand in the New World Order – ไทยในยุคระเบียบโลกเปลี่ยน โดยระบุว่า โลกจะเปลี่ยนมหาอำนาจทุก 75-125 ปี ซึ่งปัจจุบันภาพชัดเจนว่า สหรัฐฯ กำลังเข้าสู่ช่วงถดถอย (Decline) โดยดัชนีชี้วัด 7 จาก 9 ตัวแย่ลง เหลือเพียงเรื่อง นวัตกรรม (Innovation) และ สกุลเงินดอลลาร์ (Currency) ที่ยังเป็นเบอร์ 1 เพราะความเป็นเสรีนิยมที่ดึงดูดคนเก่งระดับโลก
ในทางกลับกัน จีนกำลังพุ่งขึ้นในแทบทุกด้าน แม้สหรัฐฯ จะพยายามใช้เงินดอลลาร์เป็นอาวุธ จนธนาคารกลางทั่วโลกเริ่มกลัวและหันไปถือทองคำแทนดอลลาร์มากขึ้น แต่จีนเองก็ยังต้องใช้เวลาอีกพักใหญ่กว่าสกุลเงินจะก้าวขึ้นมาแทนที่ได้ทัน
ซึ่งชี้ให้เห็นว่าโลกกำลังแบ่งเป็น 2 ขั้ว อย่างชัดเจน ภายใต้การนำของสหรัฐฯ และจีน ขณะที่นโยบายของ โดนัลด์ ทรัมป์ เพิ่มความปั่นป่วนด้วยการใช้มาตรการภาษีและการค้าที่รุนแรงแม้กระทั่งกับพันธมิตรตัวเอง ทำให้โลกต้องตกอยู่ในสภาวะ VUCA หรือ ผันผวน, ไม่แน่นอน, ซับซ้อน, คลุมเครือ ซึ่งอาจลากยาวไปอีก 125-130 ปี
"Mission Two Thousand" ผ่านกลยุทธ์ ธนู 3 ดอก
โดยนายปิยศักดิ์ ยอมรับว่า ไทยยังไม่พร้อมรับมือ เนื่องจากติดกับดักรายได้ปานกลาง, สังคมสูงวัย, ขาดแคลนเทคโนโลยี และหนี้ครัวเรือนสูง จึงเสนอแนวทาง "Mission Two Thousand" โดยใช้ตลาดทุนเป็นตัวเร่ง ผ่านกลยุทธ์ ธนู 3 ดอก ได้แก่ การเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำและขนส่ง (Hard Infrastructure) ทั้งระบบน้ำ ชลประทาน ขนส่ง เพื่อเพิ่มศักยภาพเศรษฐกิจในภาพใหญ่ , การปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐานทางสังคมและกฎหมาย (Soft Infrastructure) อาทิ การคลังและภาษี การศึกษา การยกระดับธรรมาภิบาล และนโยบายการเงินแบบสนับสนุนการเติบโต รวมถึงแนวทางเพิ่มสภาพคล่องตลาดทุน และ การปฏิรูปภาคการแพทย์เพื่อยกระดับไทยสู่ศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ (Medical Hub) ให้เป็นอีกแรงขับเคลื่อนใหม่ของประเทศ
ทั้งนี้ นายปิยศักดิ์ ระบุว่า แม้โลกจะเต็มไปด้วยความผันผวนและซับซ้อน แต่หากไทยสามารถปรับ Ecosystem ผ่านตลาดทุนและชูจุดแข็งด้านสาธารณสุขได้สำเร็จ ก็จะสามารถฝ่าวิกฤตระเบียบโลกใหม่นี้ไปได้
เศรษฐกิจดิจิทัล-กรีน ขับเคลื่อนไทยยุคใหม่ ชี้อยู่แบบเดิมคนรุ่นใหม่จะไม่มีที่ยืน
ด้านนายขยล ตันติชาติวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมทเธียร์ จำกัด ผู้แทน TEPCoT รุ่นที่ 17 นำเสนอในหัวข้อ “From Global Shifts to Thailand’s Futures” หรือ ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจดิจิทัล-กรีน เพื่อการขับเคลื่อนประเทศไทยในยุคแห่งความผันผวนเชิงโครงสร้าง โดยระบุว่า ปัจจุบันไทยขาดแผนยุทธศาสตร์ระยะยาว (Strategic Foresight) จนตกอยู่ในสถานะที่น่ากังวล ทั้ง GDP ที่โตเพียง 2%, หนี้ครัวเรือนพุ่ง 88% และดัชนีคอร์รัปชันที่ต่ำสุดในรอบ 14 ปี จนถูกมองว่าเป็น "คนป่วยแห่งเอเชีย" และเริ่มถูกมองข้ามในเวทีโลก
ขณะที่ปัจจัยที่ไทยต้องเร่งปรับตัวคือ AI เป็นโครงสร้างพื้นฐาน , Green คือบัตรผ่านทางการค้า หากไม่ทำในเรื่องดังกล่าว จะเข้าถึงตลาดโลกไม่ได้ , Trust Partner หาพันธมิตรที่ไว้ใจได้ในโลกการค้าแบ่งขั้ว และรับมือสังคมสูงวัยด้วยเทคโนโลยีเพื่อเพิ่ม Productivity
นายขยล เสนอว่า ไทยต้องเลือกทิศทางใหม่ เพราะหากอยู่แบบเดิมคนรุ่นใหม่จะไม่มีที่ยืน หรือถ้าขยับเป็นดิจิทัลแบบค่อยเป็นค่อยไป GDP ก็จะไม่ถึงเป้าหมาย ซึ่งตามความเป็นจริง ควรจะโต 5% ต่อปี ดังนั้น ทางออกเดียวคือ การทำ Digital Green Economy ส่วนเป้าหมาย (KPI) ที่กลุ่มพาณิชย์เสนอคือการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนภายในปี 2579 ประกอบด้วย รายได้เฉลี่ยต่อหัว ต้องมากกว่า 15,000 ดอลลาร์/ปี (ประมาณ 5 แสนบาท) เกิดการจ้างงานใหม่ ต้องสร้างงานด้านดิจิทัล 2 ล้านตำแหน่ง อีกทั้งลดการปล่อยคาร์บอนให้ได้ 60%
โลกวันนี้ไม่มีที่ว่างให้แค่การพูดวิสัยทัศน์ แต่คือโลกของการลงมือทำ (Execution) เพื่อให้เกิดผลจริง
ขณะที่หัวข้อ “การมองภาพอนาคตเพื่อวางแผนเชิงกลยุทธ์ในการแก้ปัญหาองค์กรอาชญากรรมทางเทคโนโลยีข้ามชาติ กรณีแก๊งคอลเซ็นเตอร์” (Justice System and Cyber Scammers) โดย นายเผ่าพันธ์ ชอบน้ำตาล รองเลขาธิการ สำนักงานศาลยุติธรรม ผู้แทน บ.ย.ส. รุ่นที่ 30 กล่าวว่า กระบวนการยุติธรรมมีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการส่งเสริมให้นักลงทุนเข้ามาในประเทศไทย
โดยอ้างอิงรายงานจาก McKinsey & Company ที่ระบุว่า หากประเทศไทยผลักดันการใช้ Digital ID และ Digital Signature อย่างจริงจัง จะสามารถดึงดูดและดันตัวเลข GDP ให้เติบโตได้ถึง 3 - 13% ภายในปี 2573
พร้อมกับยกตัวอย่างว่า ล่าสุด ศาลยุติธรรมได้ประกาศแผนยุทธศาสตร์ฉบับใหม่ เน้นการส่งเสริมเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ในกระบวนการศาลอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อส่งสัญญาณให้ภาคสังคมและสถาบันการเงินมั่นใจว่าระบบยุติธรรมไทยยอมรับการพิสูจน์ตัวตนทางดิจิทัล โดยมุ่งหวังให้ตำรวจ อัยการ ทนายความ และธนาคาร ร่วมกันขับเคลื่อนไปพร้อมกันเพื่อสร้างความเชื่อมั่นในระดับสากล
สำหรับปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยเฉพาะแก๊งคอลเซ็นเตอร์ นายเผ่าพันธ์ ชี้ว่าเป็นเครือข่ายข้ามชาติที่ซับซ้อนและใช้ช่องโหว่ของระบบการเงิน จึงเสนอแนวทางแก้ปัญหาแบบบูรณาการ ตั้งแต่ จัดการต้นตอ เฝ้าระวังเชิงรุก พัฒนากระบวนพิจารณาคดี พร้อมกับระบุว่า เมื่อกระบวนการยุติธรรมมีความเข้มแข็งและทันสมัย ประชาชนจะเกิดความเชื่อมั่น และกลายเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้อย่างยั่งยืน
เสนอพื้นที่ทดลอง "นวัตกรรมทางการเมือง"
สำหรับหัวข้อ “Future Scenario Election ของประเทศไทย ในอีก 4 ปีข้างหน้า” โดยนายวีระชาติ ศรีบุญมา ที่ปรึกษากฎหมาย ธนาคารกรุงเทพ ผู้แทนพตส. ได้เสนอแผนยุทธศาสตร์เพื่อการเลือกตั้งที่สุจริตและเที่ยงธรรม ได้แก่ การเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร ให้ใช้เทคโนโลยีอำนวยความสะดวกให้คนไทยทั่วโลก การเผยแพร่ข้อมูล พัฒนาการเข้าถึงข่าวสารที่แม่นยำและรวดเร็ว นำ AI มาใช้เพื่อความสุจริต เร่งปรับโครงสร้าง กกต. สู่ระบบดิจิทัล ซึ่งมองว่าปัจจุบันยังดำเนินการไม่ถึง 50%
พร้อมกับกล่าวว่า หัวใจสำคัญที่อยากเสนอคือ การทำพื้นที่ทดลองนวัตกรรมทางการเมือง โดยให้นำ AI ที่จะใช้กำกับการเลือกตั้ง (เช่น โมเดลจากญี่ปุ่น) มาทดสอบระบบตั้งแต่วันนี้ เพื่อควบคุมความเสี่ยงและลดข้อร้องเรียน โดยไม่ต้องรอให้ถึงวันเลือกตั้งจริงในอีก 2-4 ปีข้างหน้า เนื่องจากสถานการณ์การเมืองมีความไม่แน่นอนสูง
นอกจากนี้ ภายในการเสวนา พล.ต. อดิศร จรัส ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนฯ กรมยุทธการทหาร ผู้แทน วปอ. รุ่นที่ 68 ได้กล่าวถึง สถานการณ์ภัยคุกคามและความมั่นคง (Geopolitics & Security Landscape) ที่ชี้ให้เห็นว่า โลกกำลังเข้าสู่ยุคที่ภัยคุกคามผันผวนจนยากจะตั้งรับ ซึ่งจากการคาดการณ์ Flashpoint (พื้นที่ขัดแย้ง) พบว่าหลายจุดทั่วโลกมีระดับความเสี่ยงพุ่งสูงขึ้น ที่รวมถึง ไทย-กัมพูชา แม้สถานการณ์เริ่มคลี่คลายแต่ความเปราะบางยังมีสูง โดยเฉพาะพื้นที่ชายแดนและอธิปไตยทางทะเล
"Hybrid Warfare" หรือสงครามผสมผสาน น่ากังวล
พล.ต. อดิศร ระบุว่า สิ่งที่น่ากังวลที่สุดสำหรับประเทศไทยคือการก้าวเข้าสู่ "Hybrid Warfare" หรือสงครามผสมผสาน ซึ่ง พล.ต. อดิศร ยกกรณีศึกษาจากความขัดแย้งชายแดนที่ผ่านมาว่าไม่ใช่แค่การรบทางกายภาพ แต่เป็นการปฏิบัติการร่วมที่มีทั้ง สงครามโดรน ซึ่งไทยถือเป็น สมรภูมิโดรนแห่งที่สองของโลก ต่อจากรัสเซีย-ยูเครน การโจมตีไซเบอร์ & สแกมเมอร์ ที่มีการใช้เทคโนโลยีรบกวนระบบเศรษฐกิจและสังคม และ Proxy War การที่มหาอำนาจใช้ความขัดแย้งในภูมิภาคเป็นเวทีแทรกแซงเพื่อแสดงบทบาทอำนาจ
โดยมองว่า ในระยะข้างหน้า ประเทศไทยไม่ได้เผชิญแค่ภัยจากปืนหรือโดรน แต่ยังมีภัยจาก "ภาวะโลกเดือด" ที่ก่อให้เกิดภัยพิบัติรุนแรง รวมถึงการก้าวเข้าสู่ "สังคมสูงวัย" ซึ่งจะเป็นตัวฉุดรั้งการพัฒนาประเทศให้ช้าลง
ดังนั้นกองทัพต้องเตรียมพร้อมในทุกมิติ ทั้งการป้องกันอธิปไตยทางทะเลที่มีมูลค่ามหาศาล และการปรับตัวให้ทันเทคโนโลยีทางการทหาร เพราะในวันที่ควันไฟแห่งสงครามเกิดขึ้น กองทัพต้องเป็นหลักประกันที่มั่นคงที่สุดให้แก่ประชาชนและเศรษฐกิจไทย
ชี้วิกฤตความอ่อนแอระบบราชการ คือ เปิดทางคอร์รัปชัน
ปิดท้ายด้วยนายรังสิมันต์ โรม ว่าที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาชน ผู้แทนหลักสูตร ปปร. รุ่นที่ 29 กล่าวในหัวข้อ แนวทางการพัฒนาการเมืองไทยในอนาคต ซึ่งได้ระบุว่ารัฐธรรมนูญปี 2560 ที่ถูกขนานนามว่าฉบับปราบโกง แต่กลับล้มเหลวในทางปฏิบัติ
โดยดัชนีคอร์รัปชันไทยลดต่ำลงเหลือเพียง 33 คะแนน ต่ำกว่าประเทศลาว ชี้ชัดว่ารัฐธรรมนูญถูกจดจำในฐานะ “เครื่องมือทางการเมือง” มากกว่ากฎหมายสูงสุด และหากไม่เร่งแก้ไขกติกาให้เป็นสากล ประเทศจะเดินต่อไม่ได้
พร้อมกับกล่าวว่าวิกฤตความอ่อนแอของระบบราชการ คือ เปิดทางให้ปัญหาคอร์รัปชัน ค้ามนุษย์ และแก๊งสแกมเมอร์ระบาดหนัก ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อเสถียรภาพและคุณภาพชีวิตประชาชน หากไม่ปฏิรูประบบตรวจสอบและองค์กรอิสระให้มีความโปร่งใส ไม่เลือกปฏิบัติ ประเทศไทยจะขาดภูมิคุ้มกันในการรับมือภัยคุกคามใหม่ๆ
และเพื่อให้ประเทศไทยหลุดพ้นจากวัฏจักรเดิม นายรังสิมันต์ จึงเสนอทางออกว่า การเลือกตั้งต้องสะท้อนความต้องการที่แท้จริง เพื่อสร้างความชอบธรรมให้รัฐบาลและนโยบาย ควบคู่ไปกับการเร่งทำประชามติสร้างกติกาที่เป็นกลาง ไม่ใช่เครื่องมือทำลายล้างทางการเมือง โดยต้องกวาดล้างคอร์รัปชันในทุกระดับ และสร้างความรับผิดชอบในองค์กรอิสระ พร้อมทั้งยุติกลไกนอกระบบอย่างเด็ดขาด เพราะการรัฐประหารคือต้นตอของความไม่แน่นอนที่ฉุดรั้งประเทศ
ทั้งนี้ งานดังกล่าวจัดขึ้น เพื่อเป็นการระดมความคิดและกำหนดทิศทางประเทศไทยท่ามกลางความผันผวนของระเบียบโลกใหม่ และสร้างพื้นที่ทางความคิดเพื่อฉายภาพอนาคตและวิเคราะห์ทางเลือกเชิงยุทธศาสตร์ ของประเทศไทย ผ่านการระดมความคิดจากผู้นำภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาควิชาการ และภาคสังคม
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB