ปตท. โชว์กำไรแกร่งทะลุ 9 หมื่นล้านบาท หวังรัฐบาลใหม่บูรณาการนโยบายหนุน CCS
ปตท. โชว์กำไรแกร่งทะลุ 9 หมื่นล้านบาท กางแผนตั้งเป้าผงาดธุรกิจ LNG ระดับโลก พร้อมดึงพันธมิตรเสริมแกร่งปิโตรเคมี มุ่งปันผลเด่นเอาใจผู้ถือหุ้น ชี้รัฐบาลใหม่ต้องบูรณาการนโยบายหนุน CCS สู่เป้าหมาย Net Zero
นายคงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ภาพรวมผลการดำเนินงานของ ปตท. ในปีที่ผ่านมาถือว่าประสบความสำเร็จและเป็นไปตามแผนกลยุทธ์อย่างครบถ้วน โดยบริษัทสามารถทำกำไรได้ประมาณ 9 หมื่นกว่าล้านบาท ซึ่งอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกับปีก่อนหน้า แม้ว่าตลอดทั้งปีองค์กรจะต้องเผชิญกับความท้าทายอย่างหนักจากปัจจัยภายนอกรอบด้าน
ทั้งปัญหาความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ความผันผวนของเศรษฐกิจโลก รวมถึงราคาน้ำมันและส่วนต่างกำไรของธุรกิจปิโตรเคมีและโรงกลั่นที่ปรับตัวลดลงอย่างรุนแรง
ทั้งนี้ ความสำเร็จดังกล่าวเกิดจากการขับเคลื่อนกลยุทธ์เพิ่มประสิทธิภาพองค์กร หรือ Profit Enhancement และการนำทรัพย์สินมาสร้างมูลค่าเพิ่ม (Asset Monetization) ซึ่งโครงการปรับปรุงภายในเหล่านี้สามารถสร้างกำไรส่วนเพิ่มเข้ามาช่วยพยุงผลประกอบการได้มากถึง 38,000 ล้านบาท
ในปีที่ผ่านมาแม้ปัจจัยลบจะเยอะ ทั้งราคาน้ำมันและมาร์จิ้นปิโตรเคมีที่ลงแรง แต่เราสามารถทำโครงการ Profit Enhancement การสร้างความร่วมมือในกลุ่ม ปตท. รวมถึงการทำ Asset Monetization โดยดึงทรัพย์สินมาปรับปรุงประสิทธิภาพ ซึ่งกระบวนการทั้งหมดนี้ช่วยสร้างกำไรเพิ่มขึ้นมาได้กว่า 3 หมื่นล้านบาท ทำให้ ปตท. ยังคงรักษาระดับผลกำไรที่ 9 หมื่นล้านบาทไว้ได้ตามเป้าหมาย
โดย ปตท. มุ่งเน้นการสร้างกระแสเงินสดและผลกำไรผ่านการดำเนินการจัดการภายในอย่างเข้มข้น โดยโครงการระยะสั้นอย่าง P1 และ D1 ได้เข้ามาช่วยสร้างการทำงานร่วมกันด้านการซื้อขายทั้งในประเทศและต่างประเทศ ในขณะที่โครงการ Mission X ได้นำเครื่องมือทางเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาใช้เพื่อลดต้นทุนและคิดค้นวิธีการหาผลกำไรในรูปแบบใหม่ๆ นอกเหนือจากนี้ บริษัทยังได้ริเริ่มโครงการจัดสรรทรัพย์สินที่ยังไม่ได้ใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ให้เกิดกระแสเงินสดและผลกำไรที่เพิ่มขึ้น ซึ่งเฉพาะการบริหารจัดการทรัพย์สินนี้สามารถสร้างกระแสเงินสดเข้าระบบได้สูงถึง 17,000 ล้านบาท เพิ่มผลกำไรได้อีก 15,000 ล้านบาท และยังสามารถช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายองค์กรได้มากกว่า 13,000 ล้านบาท
เราไม่ได้พึ่งพาแค่ทิศทางราคาในตลาดหรือการคาดการณ์เพียงอย่างเดียว แต่เราพยายามสร้างการเติบโตเชิงปริมาณและเพิ่มกำไรผ่านการจัดการประสิทธิภาพภายใน ซึ่งถือเป็นการสร้างความคงทนและแข็งแกร่งให้กับองค์กร ไม่ว่าสภาพแวดล้อมโลกจะผันผวนไปอย่างไรก็ตาม
สำหรับการปรับพอร์ตโฟลิโอธุรกิจเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งในระยะกลางและระยะยาว ปตท. ได้เตรียมปรับโครงสร้างธุรกิจปลายน้ำ (Downstream) โดยมีแผนเปิดรับพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ระดับโลกเข้ามาร่วมลงทุนในธุรกิจโรงกลั่นและปิโตรเคมี ซึ่งคาดว่าจะเห็นความชัดเจนภายในปีนี้ โดยพันธมิตรดังกล่าวจะต้องมีศักยภาพระดับสากลและสามารถสร้างประโยชน์ร่วมกันเพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันของบริษัทลูกได้อย่างเป็นรูปธรรม
ในส่วนของการจัดการโครงสร้างพื้นฐาน เช่น คลังเก็บผลิตภัณฑ์ ท่อส่ง และท่าเรือ ปตท. ได้ดำเนินการรวมศูนย์ทรัพย์สินจากบริษัทในกลุ่มเข้ามารวมไว้ที่ส่วนกลาง เพื่อดำเนินการลดต้นทุนทางการเงินผ่านการรีไฟแนนซ์ด้วยอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่า และเตรียมเปิดรับผู้ร่วมลงทุนกลุ่มกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน (Infra Fund) เข้ามาเสริมความแกร่ง ซึ่งจะช่วยผลักดันให้อัตราผลตอบแทนต่อส่วนผู้ถือหุ้น (ROE) ปรับตัวสูงขึ้น ขณะเดียวกัน ปตท. ยังได้ปรับลดสัดส่วนการลงทุนในธุรกิจที่ไม่ใช่ไฮโดรคาร์บอนบางกลุ่ม เช่น การถอยออกจากธุรกิจประกอบรถยนต์ไฟฟ้า และการลดสัดส่วนการถือหุ้นในธุรกิจ Life Science เพื่อให้บริษัทเหล่านั้นสามารถเติบโตและระดมทุนในต่างประเทศได้ด้วยตนเอง ซึ่งกลยุทธ์ดังกล่าวช่วยดึงเงินสดกลับคืนมาได้กว่าหมื่นล้านบาท
การดึงพันธมิตรระดับโลกเข้ามาร่วมงาน เป้าหมายหลักคือต้องทำให้กลุ่มธุรกิจของเราแข็งแรงขึ้น มีศักยภาพในการสร้างรายได้ และสามารถแข่งขันในระดับภูมิภาคได้อย่างเต็มที่ โดยที่เราสามารถใช้เงินลงทุนของตัวเองน้อยลงและนำเงินไปขยายโอกาสทางธุรกิจในด้านอื่น
ในส่วนของการสร้างธุรกิจแห่งอนาคต ปตท. วางเป้าหมายเชิงรุกเพื่อก้าวขึ้นเป็นผู้เล่นระดับโลก (Global LNG Player) ในตลาดก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) เนื่องจาก LNG ถือเป็นเชื้อเพลิงที่จะถูกนำมาใช้เป็นพลังงานหลักของโลก ในช่วง 20 ถึง 30 ปีข้างหน้า เพราะเป็นพลังงานฟอสซิลที่ปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยที่สุดและมีปริมาณสำรองทั่วโลกสูง บริษัทยังได้ตั้งเป้าหมายที่จะเพิ่มปริมาณการซื้อขาย LNG อย่างก้าวกระโดด จากระดับปัจจุบันที่ 2-3 ล้านตัน ขยายเป็น 10 ล้านตันภายในปี 2030 และจะขยายไปถึง 15 ล้านตันภายในปี 2035 กลยุทธ์ที่สำคัญคือการจัดหาแหล่งต้นทุนต่ำเพื่อนำไปกระจายในตลาดที่มีความต้องการสูง โดยบริษัทพร้อมที่จะเข้าไปร่วมลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานต่างประเทศ เช่น สถานีรับจ่ายก๊าซ (Terminal) หรือโรงงานเปลี่ยนสถานะก๊าซ (Regasification) หากมีความจำเป็นต้องลงทุนเพื่อสร้างหลักประกันในการนำก๊าซเข้ามาบริหารจัดการในพอร์ตโฟลิโอ
LNG คือเชื้อเพลิงแห่งอนาคตที่โลกต้องพึ่งพา เราจึงตั้งเป้าหมายที่จะเป็น Global LNG Player อย่างเต็มตัว โดยจะเข้าไปแสวงหาโอกาสจัดหาจากแหล่งต้นทุนถูกและนำไปจำหน่ายในตลาดที่มีดีมานด์สูง ซึ่งหากมีความจำเป็นต้องลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานในต่างประเทศเพื่อให้ได้วอลลุ่ม ปตท. ก็มีความพร้อมที่จะเข้าไปดำเนินการ
เมื่อกล่าวถึงทิศทางการดำเนินงานร่วมกับรัฐบาลชุดใหม่และการเปลี่ยนผ่านทางการเมือง นายคงกระพันระบุว่า ปตท. พร้อมทำงานร่วมกับทุกรัฐบาลเพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศ แม้ว่าในปัจจุบันธุรกิจของ ปตท. กว่าร้อยละ 70-80 จะอยู่ภายนอกและไม่ได้เกี่ยวข้องกับกฎระเบียบในประเทศโดยตรง แต่สิ่งที่คาดหวังจากภาครัฐคือการบูรณาการนโยบายระดับชาติ เพื่อผลักดันเทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) ให้เกิดขึ้นจริง เนื่องจากเทคโนโลยีนี้เป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยกักเก็บคาร์บอนได้เกือบครึ่งหนึ่งของปริมาณที่ปล่อยออกมา และเป็นปัจจัยชี้ขาดที่จะทำให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2050 โดยความสำเร็จนี้ต้องอาศัยการบูรณาการกฎหมายจากหลายกระทรวง การออกใบอนุญาต และการรักษาสมดุลระหว่างการเก็บภาษีคาร์บอนเพื่อบังคับให้ลดการปล่อย ควบคู่ไปกับการให้สิทธิประโยชน์ (Incentive) เพื่อจูงใจให้เกิดการลงทุน
หากไม่มีโครงการ CCS ประเทศไทยจะไม่สามารถก้าวไปสู่ Net Zero ได้เลย ซึ่งเรื่องนี้ไม่ใช่ภารกิจของกระทรวงใดกระทรวงหนึ่ง แต่ต้องบูรณาการกฎระเบียบร่วมกัน และต้องมีความสมดุลระหว่างภาษีคาร์บอนที่เป็นตัวบังคับ กับแรงจูงใจที่ทำให้เกิดความคุ้มทุนในการลงทุนจริง
นอกจากมิติทางธุรกิจแล้ว ปตท. ยังได้รับมุมมองเชิงบวกจากกลุ่มนักวิเคราะห์อย่างต่อเนื่อง ซึ่งนายคงกระพันให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมว่า ปัจจัยที่ทำให้นักลงทุนเชื่อมั่นมาจาก 4-5 ประเด็นหลัก ได้แก่ ความชัดเจนของกลยุทธ์และการโฟกัสธุรกิจหลัก การดำเนินงานที่ทำได้จริงตามแผนจนมีผลประกอบการดีเยี่ยมแม้ในสภาวะเศรษฐกิจผันผวน การดูแลผู้ถือหุ้นอย่างเป็นรูปธรรม และการรักษาสมดุลให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่ม โดยบริษัทสามารถจ่ายเงินปันผลได้อย่างสม่ำเสมอในอัตรา 2 บาท 10 สตางค์ พร้อมด้วยการประกาศจ่ายเงินปันผลพิเศษอีก 20 สตางค์ ซึ่งส่งผลให้อัตราผลตอบแทนเงินปันผล (Yield) อยู่ในระดับสูงกว่าร้อยละ 6-7 บริษัทยังเตรียมเข้าร่วมโครงการ Jump Plus ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อสะท้อนความมุ่งมั่น (Commitment) ในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับบริษัทในระยะยาว ควบคู่ไปกับการรักษาสมดุลทางสังคมและสิ่งแวดล้อม
โดยบริษัทได้จัดสรรงบประมาณเกือบร้อยละ 2 ของกำไรเพื่อลงทุนในโครงการด้านความยั่งยืนที่สอดคล้องกับเป้าหมาย SDGs ขององค์การสหประชาชาติ ครอบคลุมทั้งการดูแลสังคม การยกระดับการศึกษา และการจัดกิจกรรมเพื่อน้อมรำลึกถึงสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างต่อเนื่อง สำหรับทิศทางราคาน้ำมันในระยะต่อไปยังคงประเมินได้ยากและมีความผันผวนสูง ปตท. จึงเลือกที่จะมุ่งเน้นการเสริมสร้างความแข็งแกร่งจากภายในเป็นหลัก
การดูแลผู้ถือหุ้นคือภารกิจสำคัญที่เราตั้งใจทำอย่างดีที่สุดผ่านผลประกอบการที่แข็งแกร่ง การลงทุนที่ระมัดระวัง และการจ่ายเงินปันผลที่มีผลตอบแทนเหมาะสม ในขณะเดียวกันเรายังรักษาสมดุลในการดูแลผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในทุกๆ มิติ เพื่อให้ ปตท. เติบโตอย่างยั่งยืนเคียงคู่กับสังคมไทย
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB