"เอกนิติ" ชู ยุทธศาสตร์ Reinvent Thailand ดัน SMEs เป็นเสาหลักเศรษฐกิจ เดินหน้า "คนละครึ่งพลัส"
"เอกนิติ" ชู ยุทธศาสตร์ Reinvent Thailand ดัน SMEs เป็นเสาหลักเศรษฐกิจ เคาะแต้มต่อจัดซื้อจัดจ้างรัฐ 20% พร้อมผุด “คนละครึ่งพลัส“ เสริม AI ติดปีกร้านค้ารายย่อย
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษในงานสัมมนา "FTI Reinvent Thailand : พลวัตใหม่เพื่ออนาคตเศรษฐกิจไทย" เน้นย้ำถึงวิสัยทัศน์ในการพลิกฟื้นเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งกลุ่มผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SMEs ถือเป็นกลไกสำคัญที่รัฐบาลจัดให้เป็น 1ใน 5 เสาหลักของนโยบาย Quick Big Win ควบคู่ไปกับการแก้ปัญหาหนี้สิน
โดยการดำเนินนโยบายทั้งหมดนี้ สอดคล้องกับแนวคิดใน Reinvent Thailand ของทางสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)
ที่ชี้ให้เห็นว่าการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงประเทศไม่สามารถอาศัยเพียงกลไกของรัฐ แต่ต้องดึงภาคเอกชนอย่างคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เข้ามาร่วมระดมสมองในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ เพื่อรับฟังข้อเสนอและก้าวเดินไปพร้อมกัน
นอกจากนี้ กระทรวงการคลังได้มอบหมายให้กรมบัญชีกลางเดินหน้ามาตรการเพิ่มโอกาสทางการตลาดให้กับ SMEs อย่างเป็นรูปธรรม โดยการแก้ไขกฎระเบียบเพื่อมอบแต้มต่อ 20% ในการประมูลโครงการจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานภาครัฐ ให้กับกลุ่มสินค้าที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน Made in Thailand และผลิตโดยผู้ประกอบการ SMEs ในประเทศ ซึ่งขณะนี้กระบวนการเตรียมการเสร็จสิ้นแล้วและอยู่ระหว่างรอความชัดเจนจากมติคณะรัฐมนตรี
ขณะเดียวกัน รัฐบาลเล็งเห็นถึงช่องโหว่ที่อาจมีกลุ่มทุนขนาดใหญ่สวมรอยหรือตั้งบริษัทนอมินีเข้ามาแอบอ้างรับสิทธิประโยชน์นี้ จึงต้องอาศัยกลไกของ กกร. ในการช่วยเป็นหูเป็นตาและคัดกรองผู้ประกอบการตัวจริง เพื่อให้เม็ดเงินงบประมาณกระจายลงสู่ฐานรากอย่างแท้จริงและโปร่งใส
อย่างไรก็ตาม ปัญหาใหญ่ที่ฉุดรั้งการเติบโตของ SMEs คือการขาดสภาพคล่องและสถาบันการเงินไม่กล้าปล่อยสินเชื่อเนื่องจากความกังวลด้านความเสี่ยง รัฐบาลจึงได้บูรณาการการทำงานร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) จัดทำโครงการ SMEs Credit Boost เพื่อเพิ่มวงเงินค้ำประกัน รวมถึงดึงเม็ดเงินที่เหลือจาก พ.ร.ก. สินเชื่อฟื้นฟู มาช่วยสนับสนุน
นอกจากนี้ ยังได้ผลักดันระบบสินเชื่อหมุนเวียนธุรกิจ (Supply Chain Financing) โดยนำระบบใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) มาผูกไว้บนแพลตฟอร์มกลางของรัฐ เพื่อแก้ปัญหาการปลอมแปลงเอกสารขอสินเชื่อซ้ำซ้อน เมื่อระบบมีความโปร่งใส ธนาคารพาณิชย์ก็พร้อมที่จะแข่งขันกันปล่อยสินเชื่อให้กับ SMEs โดยอาศัยการพิจารณาจากความน่าเชื่อถือของบริษัทแม่หรือคู่ค้าขนาดใหญ่ได้ทันที
ทั้งนี้ ในฐานะประธานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) นายเอกนิติ ระบุว่า ประเทศไทยกำลังได้รับอานิสงส์จากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ที่ผลักดันให้นักลงทุนต่างชาติย้ายฐานการผลิตเข้ามายังภูมิภาคอาเซียน โดยในปีที่ผ่านมามียอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนสูงถึง 1.8 แสนล้านบาท ซึ่งรัฐบาลมุ่งเน้นดึงดูดอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น เกษตรสมัยใหม่ ระบบอัตโนมัติ เทคโนโลยีเซนเซอร์หุ่นยนต์ อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) รวมถึงอุตสาหกรรมอาหารสัตว์และโปรไบโอติกส์ที่ไทยติดอันดับท็อป 5 ของโลก
อย่างไรก็ตาม การเข้ามาของกลุ่มทุนเหล่านี้จะต้องสร้างประโยชน์ให้กับคนไทย โดย BOI จะเพิ่มเงื่อนไขการถ่ายทอดเทคโนโลยี (Technology Transfer) และการยกระดับทักษะแรงงาน เพื่อเป็นบันไดให้ SMEs ไทยก้าวเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานระดับโลก
เพื่อเร่งให้เกิดการปรับตัว รัฐบาลเตรียมออกมาตรการจูงใจทางภาษีภายใต้แนวคิด "พี่ช่วยน้อง" โดยให้สิทธิประโยชน์กับบริษัทขนาดใหญ่ที่เข้ามาช่วยเหลือและดึง SMEs เข้าสู่เครือข่ายธุรกิจของตน ควบคู่ไปกับการใช้กลไกของกองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของ BOI ในการให้เงินสนับสนุน แก่ SMEs เพื่อนำไปปรับปรุงเครื่องจักรและเทคโนโลยี ซึ่งเดิมทีมีข้อจำกัดที่ผู้ประกอบการต้องใช้เงินลงทุนของตนเองให้เสร็จสิ้นก่อนจึงจะเบิกเงินสนับสนุนได้ ทำให้ SMEs ขาดสภาพคล่อง รัฐบาลจึงแก้ปัญหานี้ด้วยการดึงสมาคมธนาคารไทยเข้ามาร่วมประเมินโครงการตั้งแต่ต้นทาง เพื่อให้ธนาคารกล้าปล่อยสินเชื่อก้อนแรกไปพร้อมๆ กับการอนุมัติเงินสนับสนุนจากรัฐ
"จะเป็นปีแห่งการลงทุนที่จะให้แต้มต่อทาง SMEs และพี่มาช่วยน้อง อุตสาหกรรมขนาดใหญ่ต้องดึงมา บริษัทขนาดใหญ่ต้องดึง SMEs เข้าสู่ Supply Chain ให้ได้"
สำหรับการดูแลกลุ่มเศรษฐกิจฐานราก รัฐบาลเตรียมยกระดับโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจเดิม สู่โครงการ "คนละครึ่งพลัส" ซึ่งจะครอบคลุมผู้ซื้อกว่า 20 ล้านคนและร้านค้ารายย่อยอีกกว่า 1 ล้านคน โครงการนี้จะก้าวข้ามการเป็นเพียงนโยบายประชานิยมแจกเงิน โดยล่าสุดทีมงานของกระทรวงการคลังได้ร่วมกับธนาคารกรุงไทย พัฒนาระบบจำลอง (Mockup) บนแอปพลิเคชัน "ถุงเงิน" ที่มีการฝังระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้าไป เพื่อช่วยพ่อค้าแม่ค้าวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก เช่น การคำนวณช่วงเวลาที่สินค้าขายดีที่สุด การสรุปบัญชีรายรับรายจ่ายแบบเรียลไทม์ และการวิเคราะห์ปริมาณวัตถุดิบที่ต้องสั่งซื้อ ซึ่งนับเป็นการติดอาวุธทางดิจิทัลและยกระดับประสิทธิภาพให้กับร้านค้ารากหญ้าอย่างเป็นรูปธรรม
ทั้งนี้ นายเอกนิติ กล่าวว่า จากการดำเนินนโยบายที่เน้นผลสัมฤทธิ์จริงและหลีกเลี่ยงการใช้นโยบายประชานิยมสุดโต่ง ทำให้ GDP ขยับตัวสูงขึ้นจาก 0.3% เป็น 2.5% โดยได้รับแรงหนุนสำคัญจากการลงทุนของภาครัฐที่เติบโตถึง 13.3% และภาคเอกชนที่เติบโตเฉลี่ย 8% ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดในรอบ 10 ปี สอดคล้องกับทิศทางของตลาดหุ้นที่ปรับตัวดีขึ้นจากความเชื่อมั่นในเสถียรภาพทางการเมืองและนโยบายที่ต่อเนื่อง รัฐบาลจึงขอเชิญชวนให้ ส.อ.ท. เข้ามาเป็นพันธมิตรหลักในการร่วมกันพลิกโฉมประเทศและผลักดัน SMEs ไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนในยุคดิจิทัล
"อยากชวนสภาอุตสาหกรรม มาช่วยกันขับเคลื่อนประเทศไทย ทำให้ SMEs ไทยโต ทำให้ SMEs ไทยมีโอกาส ทำให้ SMEs ไทยได้ Transform เข้าสู่โลกยุคใหม่ เพราะอันนี้จะเป็นโอกาสที่เราจะ Reinvent ประเทศไทย"
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB