แนะ! รัฐฯ ใช้งบกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ต้องคุมสมดุลงบ-ค่าครองชีพ-ดูแลราคาพลังงาน
นักเศรษฐศาสตร์ ชี้! รัฐฯต้องชั่งน้ำหนักงบ “คนละครึ่งพลัส–บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” กับภาระดูแลราคาพลังงาน แนะ เริ่มช่วยกลุ่มเปราะบางก่อน หากสถานการณ์ยังผันผวน มองบทบาท พาณิชย์ ต้องรักษาสมดุลผู้ผลิต–ผู้บริโภค
นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงแนวคิดรัฐบาลเตรียมรวมโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ กับโครงการคนละครึ่งพลัส ซึ่งคาดว่าจะเปิดให้ใช้จ่ายได้ในช่วงเดือนพฤษภาคมนี้ ว่า ต้องพิจารณาแยกเป็น 2 มิติ คือ มิติทางเศรษฐกิจ และมิติทางการเมือง โดยในเชิงเศรษฐกิจ รัฐบาลจำเป็นต้องติดตามสถานการณ์ราคาพลังงานว่าจะปรับสูงขึ้นต่อเนื่อง หรือ เริ่มคลี่คลาย
ขณะเดียวกัน รัฐบาลย่อมมีข้อมูลฐานะการคลังและวงเงินงบประมาณที่เหลืออยู่ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการตัดสินใจใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ
ส่วนในเชิงนโยบายทางการเมือง โครงการคนละครึ่งพลัส ถือเป็นหนึ่งในมาตรการที่เคยให้คำมั่นไว้กับประชาชน การเดินหน้ามาตรการจึงเกี่ยวข้องกับความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์ของรัฐบาล
อย่างไรก็ตาม หากใช้งบประมาณจำนวนมาก เช่น ระดับ 6 หมื่นล้านบาท อาจทำให้ภาครัฐมีข้อจำกัดในการนำเงินไปใช้ดูแลผลกระทบจากราคาพลังงาน โดยเฉพาะหากต้องอุดหนุนราคาน้ำมันผ่านกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง หรือ พิจารณาปรับลดภาษีสรรพสามิต ซึ่งจะทำให้รัฐสูญเสียรายได้จำนวนมาก ตัวอย่างเช่น หากลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน 1 บาทต่อลิตร จากปริมาณการใช้น้ำมันวันละประมาณ 100 ล้านลิตร จะทำให้รัฐสูญเสียรายได้ราว 3,000 ล้านบาทต่อเดือน
นายธนวรรธน์ ระบุว่า หากสถานการณ์ราคาพลังงานเริ่มคลี่คลาย การออกมาตรการในช่วงเดือนพฤษภาคมอาจช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้เหมาะสม แต่หากสถานการณ์ยังมีความไม่แน่นอน รัฐบาลอาจพิจารณาเลื่อนการดำเนินโครงการออกไปก่อน หรือเริ่มในวงเงินที่ไม่สูง โดยเน้นช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางเป็นลำดับแรก เพื่อบรรเทาค่าครองชีพ ขณะที่ ควรเก็บงบประมาณไว้ใช้ในภาวะฉุกเฉิน เนื่องจากรัฐบาลยังเผชิญแรงกดดันในการดูแลราคาพลังงานควบคู่กัน
นอกจากนี้ ยังกล่าวถึงบทบาทของกระทรวงพาณิชย์ในช่วงนี้ ว่า ต้องทำงานในลักษณะ “สองขา” คือ ดูแลทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค ซึ่งโดยธรรมชาติอาจมีเป้าหมายที่ขัดกัน เช่น กรณีสินค้าเกษตร หากราคาสูงเกินไปจะกระทบผู้บริโภค แต่หากราคาต่ำเกินไปจะกระทบรายได้เกษตรกร ดังนั้นจำเป็นต้องกำหนดระดับราคาที่เหมาะสม โดยอาศัยข้อมูลจากนักวิจัยและนักเศรษฐศาสตร์ เพื่อให้ราคาสินค้าไม่กระทบต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม
เครื่องมือสำคัญของกระทรวงพาณิชย์ คือ การควบคุมราคาสินค้า การกำหนดราคากลางผ่านคณะกรรมการว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ(กกร.) การบริหารโควตาการส่งออกในบางสินค้า เช่น น้ำมันปาล์ม รวมถึงการหารือกับผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้การควบคุมราคากระทบต้นทุน หรือ กำไรจนเกินไป เพราะอาจทำให้ธุรกิจประสบปัญหาสภาพคล่อง เกิดหนี้เสีย (NPL) หรือ จำเป็นต้องลดการจ้างงาน
ในอีกด้านหนึ่ง กระทรวงพาณิชย์ ยังมีบทบาทในการสนับสนุนรายได้ให้ประชาชน ผ่านการขยายตลาดส่งออก โดยใช้เครือข่ายทูตพาณิชย์ รวมถึงการบริหารจัดการกระจายสินค้า โดยเฉพาะสินค้าที่มีปริมาณล้นตลาดในบางพื้นที่ ให้สามารถเคลื่อนย้ายไปยังพื้นที่ที่มีความต้องการ เพื่อสร้างสมดุลด้านราคาและรายได้
ส่วนคำถามเรื่องการควบคุมเงินเฟ้อ นายธนวรรธน์ ระบุว่า กระทรวงพาณิชย์ มีกฎหมายรองรับและสามารถดำเนินการตรวจสอบสต็อกสินค้าได้ โดยใช้หลักการบัญชี เช่น วิธี First In First Out (FIFO) เพื่อตรวจสอบต้นทุนวัตถุดิบและโครงสร้างราคาว่าสอดคล้องกับต้นทุนจริงหรือไม่ พร้อมทั้งหารือกับภาคเอกชนเพื่อกำหนดระดับราคาที่เหมาะสม เนื่องจากหากบังคับให้ผู้ประกอบการขายสินค้าต่ำกว่าต้นทุน อาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการดำเนินธุรกิจในระยะยาว
ทั้งนี้ มองว่าการใช้อำนาจตามกฎหมายควบคุมราคา จำเป็นต้องคำนึงถึงความสมดุลระหว่างการคุ้มครองผู้บริโภคและการรักษาเสถียรภาพของผู้ประกอบการ เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อการจ้างงานและเสถียรภาพเศรษฐกิจโดยรวมในระยะต่อไป
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB