"สุรศักดิ์" เล็งฟื้น "เราเที่ยวด้วยกัน-เที่ยวคนละครึ่ง" ลุยรับมือวิกฤตสงคราม
"สุรศักดิ์" รมว.ท่องเที่ยวฯ ลุยรับมือวิกฤตสงคราม เล็งฟื้น "เราเที่ยวด้วยกัน-เที่ยวคนละครึ่ง" พ่วงลดหย่อนภาษี มั่นใจ 4 ปีฟันรายได้คืนชีพ 3.5 ล้านล้านบาท
นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า ทิศทางและนโยบายด้านการท่องเที่ยวของรัฐบาลในขณะนี้ ต้องเร่งปรับตัวเพื่อรับมือผลกระทบจากภาวะสงครามในต่างประเทศและราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น
โดยภารกิจเร่งด่วนคือการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ ควบคู่ไปกับการดึงดูดกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติให้เข้ามาพำนักในประเทศไทยระยะยาว (Long Stay) มากขึ้น เนื่องจากประเทศไทยมีความได้เปรียบด้านความปลอดภัย ไม่ได้เป็นคู่ขัดแย้งกับประเทศใด
จึงถือเป็นจุดหมายปลายทางที่ปลอดภัย โดยเฉพาะสำหรับกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากภัยสงครามในภูมิภาคตะวันออกกลาง นอกจากนี้ ยังเน้นย้ำให้ผู้ประกอบการท่องเที่ยวปรับตัวมาใช้พลังงานทดแทนและพลังงานสะอาดมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเตรียมพิจารณานำโครงการกระตุ้นการท่องเที่ยวที่เคยประสบความสำเร็จช่วงวิกฤตโควิด-19 เช่น โครงการเราเที่ยวด้วยกัน หรือเที่ยวคนละครึ่ง กลับมาทบทวนและถอดบทเรียนเพื่อปรับใช้เป็นมาตรการระยะสั้น ภายใน 3-6 เดือนนับจากนี้
โดยจะเน้นส่งเสริมให้ประชาชนเดินทางท่องเที่ยวด้วยระบบขนส่งมวลชน เช่น รถไฟ หรือรถโดยสารประจำทาง เพื่อสอดคล้องกับนโยบายประหยัดพลังงาน ซึ่งอาจมีการนำเสนอสิทธิประโยชน์ในรูปแบบส่วนลดค่าเดินทาง หรือนำค่าใช้จ่ายเที่ยวเมืองรองไปลดหย่อนภาษี ส่วนงบประมาณหรือแหล่งทุนเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการนั้น จะต้องหารือรายละเอียดกับสำนักงบประมาณและกระทรวงการคลังอีกครั้ง
ทั้งนี้ เป้าหมายรายได้จากการท่องเที่ยวในปีนี้ ตัวเลขอาจมีการปรับลดลงบ้าง และต้องรอประเมินสถานการณ์ความขัดแย้งหลังช่วงสงกรานต์อีกครั้ง แต่รัฐบาลยังคงมั่นใจเต็มที่ว่าภายในระยะเวลา 4 ปี จะสามารถผลักดันรายได้กลับไปสู่จุดสูงสุดก่อนเกิดโควิด-19 ซึ่งมีมูลค่าสูงถึง 3.5 ล้านล้านบาทได้อย่างแน่นอน
ขณะเดียวกัน ยุทธศาสตร์หลังจากนี้จะไม่มุ่งเน้นแค่เพิ่มปริมาณนักท่องเที่ยว แต่ให้ความสำคัญกับการเพิ่มมูลค่า ซึ่งจะเจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีฐานะหรือกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงให้เกิดการใช้จ่ายมากขึ้น เพื่อชดเชยจำนวนนักท่องเที่ยวทั่วไปที่อาจลดลง ควบคู่กับการยกระดับคุณภาพบริการให้คุ้มค่า สร้างรายได้เข้าประเทศเต็มเม็ดเต็มหน่วยโดยไม่สร้างความเสื่อมโทรมต่อธรรมชาติ
ส่วนนโยบายการจัดเก็บค่าธรรมเนียมการท่องเที่ยวจากชาวต่างชาติ หรือค่าเหยียบแผ่นดินในอัตรา 300 บาท นายสุรศักดิ์ ระบุว่า พร้อมให้การสนับสนุนและเดินหน้าต่อ เพราะมองว่าเป็นแนวทางที่หลายประเทศทั่วโลกนำมาใช้ เช่น ซาโยนาระแท็กซ์ของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งประสบความสำเร็จในการคัดกรองคุณภาพนักท่องเที่ยวให้น้อยลงแต่มีคุณภาพมากขึ้น เม็ดเงินที่จัดเก็บได้จะถูกนำมาเป็นกองทุนพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ยกระดับความปลอดภัยและบริการแก่นักท่องเที่ยว มั่นใจว่ามาตรการนี้จะส่งผลดีต่อประเทศมากกว่าผลเสีย
ขณะที่ประเด็นการปรับลดงบประมาณของกระทรวงเพื่อนำไปใช้ในโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจภาพใหญ่ นายสุรศักดิ์ชี้ว่า กระทรวงพร้อมให้ความร่วมมือตัดลดงบในส่วนที่เป็นไขมันหรือไม่จำเป็น เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระประเทศในสถานการณ์ที่ไม่ปกติ แต่จะขอความเห็นใจจากนายกรัฐมนตรีไม่ให้ตัดลดงบที่กระทบกับภารกิจหลักในการดึงดูดรายได้ เพราะการท่องเที่ยวเป็นกลไกสำคัญในการหาเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ และตัวกระทรวงเองก็ได้รับจัดสรรงบประมาณค่อนข้างน้อยและมีภารกิจที่ต้องรับผิดชอบจำนวนมากอยู่แล้ว
"อะไรที่เป็นไขมันก็คงต้องตัดให้รัฐบาล แต่ถ้าเกิดไปตัดแล้ว มันมีผลกระทบกับการท่องเที่ยวและกีฬาเรา เราก็คงต้องขอท่านนายกฯ อะครับ ว่าอย่าตัดเลย กระทรวงนี้ก็ได้งบน้อยอยู่แล้ว ถ้าเกิดตัดแล้วมันกระทบกับรายได้ มันอาจจะไม่คุ้มนะ"
นอกจากนี้ สำหรับความคืบหน้าเรื่องการแยกกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาออกจากกัน นายสุรศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐบาลมีแนวทางชัดเจนในการนำงานด้านการท่องเที่ยวไปควบรวมกับกระทรวงวัฒนธรรม เพื่อบูรณาการต้นทุนทางวัฒนธรรม ทั้งเรื่องอาหารการกิน เสื้อผ้าไทย เทศกาล ประเพณี โบราณสถาน และซอฟต์พาวเวอร์ต่างๆ เข้ากับการท่องเที่ยวอย่างเป็นเนื้อเดียวกัน ซึ่งจะช่วยลดรอยต่อในการทำงาน นำไปต่อยอดเพื่อขายเป็นจุดเด่น และเพิ่มประสิทธิภาพในการสร้างรายได้เข้าสู่ประเทศได้อย่างมหาศาล
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB