“จากหยดน้ำมันดิบ…ถึงชีวิตประจำวัน” ต่อให้ไม่เติมน้ำมันสักลิตร ก็ยังหนีจากน้ำมันแพงไม่พ้น!
เปิดสาเหตุ ราคาน้ำมันส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพ? พร้อมเปิดข้อเสนอต่อนโยบายสร้างเสถียรภาพด้านพลังงานของไทย
หลายคนอาจคิดว่า “ราคาน้ำมัน” เป็นเรื่องของคนใช้รถ แต่ในความเป็นจริง ต่อให้คุณไม่เคยเติมน้ำมันสักลิตร ก็ยังหลีกไม่พ้นผลกระทบจากน้ำมันแพง เพราะตั้งแต่ข้าวแกงหน้า ค่าขนส่งสินค้า ตั๋วเครื่องบิน ถุงพลาสติก ไปจนถึงค่าไฟในบ้าน ล้วนมี “น้ำมันดิบ” ซ่อนอยู่เบื้องหลัง และในโลกที่ความขัดแย้งที่เกิดขึ้น สิ่งที่สั่นสะเทือนไม่ใช่แค่ราคาพลังงาน แต่คือ “ค่าครองชีพ” ของคนธรรมดาที่กำลังค่อย ๆ สูงขึ้น กรรวี วงษ์ศิริเลิศ Economist, Bnomics ธ.กรุงเทพ วิเคราะห์ให้เห็น “หยดน้ำมันดิบ…ถึงชีวิตประจำวัน” ไว้อย่างน่าสนใจ
น้ำมันดิบ-ใกล้ตัวกว่าที่คิด
เช้าวันหนึ่ง คุณตื่นขึ้นมา เปิดไฟ แปรงฟัน ชงกาแฟ ขับรถออกจากบ้าน แวะซื้อข้าวเช้า เปิดแอร์ในที่ทำงาน
เย็นกลับบ้าน ดูข่าว แล้วเข้านอน วันธรรมดาที่ดูเหมือนไม่มีอะไรพิเศษ แต่รู้ไหมว่า… แทบทุกช่วงเวลา มี “น้ำมันดิบ” อยู่เบื้องหลัง
น้ำมันดิบ-ไม่ใช่แค่ของเหลวสีดำจากใต้ดิน
แต่มันคือจุดเริ่มต้นของพลังงาน การเดินทาง การผลิตอาหาร ของใช้ในบ้าน และต้นทุนของระบบเศรษฐกิจทั้งระบบ เมื่อเข้าสู่โรงกลั่น น้ำมันดิบจะถูกแยกออกเป็นส่วนต่าง ๆ ตั้งแต่เบาที่สุด ไปจนถึงหนักที่สุด
เปิดสาเหตุว่าเพราะอะไร ราคาน้ำมันถึงส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพ?
น้ำมันดิบ-กลั่นได้อะไรบ้าง แต่ละชนิด…ก็เดินทางมาอยู่ในชีวิตประจำวันของเราอย่างแนบเนียน ไม่ว่าจะเป็น
ก๊าซปิโตรเลียมเหลว (Liquefied Petroleum Gas: LPG) – ไฟในครัวของทุกบ้าน
แก๊สหุงต้ม คือ ส่วนเบาที่สุด เป็นเชื้อเพลิงสำคัญสำหรับการประกอบอาหารในครัวเรือน ร้านอาหาร และในบางกรณียังใช้กับยานยนต์ เมื่อราคา LPG สูงขึ้น ต้นทุนของร้านอาหารก็เพิ่มขึ้นตาม และสุดท้ายก็ส่งผ่านไปยังราคาข้าวแกงที่ผู้บริโภคต้องจ่าย
แนฟทา (Naphtha) – จุดเริ่มต้นของพลาสติกรอบตัวคุณ
แนฟทาเป็นวัตถุดิบหลักของอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ใช้ผลิตเม็ดพลาสติก บรรจุภัณฑ์ ขวดน้ำ ถุงพลาสติก เส้นใยสังเคราะห์ รวมถึงสารเคมีอีกจำนวนมาก แนฟทาบางส่วนยังถูกนำไปใช้ผสมในน้ำมันเชื้อเพลิงและผลิตภัณฑ์อย่างสีหรือทินเนอร์ เมื่อน้ำมันดิบแพงขึ้น แนฟทาก็แพงขึ้นตาม และต้นทุนของใช้จำเป็นเกือบทั้งหมดก็ขยับขึ้นตามกันเป็นลูกโซ่
น้ำมันก๊าด (Kerosene) – พลังของการเดินทางข้ามฟ้า
น้ำมันก๊าด คือ จุดเริ่มต้นของน้ำมันเครื่องบิน (Jet Fuel) เมื่อราคาสูงขึ้น ต้นทุนสายการบินก็เพิ่มขึ้น ค่าตั๋วโดยสารสูงขึ้น และค่าขนส่งสินค้าทางอากาศก็แพงขึ้นด้วย ผลกระทบจึงไม่ได้หยุดอยู่แค่การเดินทาง แต่มันยังเชื่อมไปถึงราคาสินค้านำเข้า การท่องเที่ยว และกิจกรรมทางเศรษฐกิจอีกหลายส่วน
น้ำมันดีเซล (Diesel Fuel) – เส้นเลือดของระบบขนส่ง
ดีเซลคือเชื้อเพลิงหลักของรถบรรทุก รถโดยสาร เรือ และเครื่องจักรจำนวนมาก เมื่อดีเซลแพง ต้นทุนขนส่งก็สูงขึ้น และเมื่อค่าขนส่งเพิ่ม ราคาสินค้าเกือบทุกชนิดก็มีโอกาสขยับขึ้นตาม แม้คนที่ไม่ได้ขับรถเอง ก็ยังหลีกไม่พ้นผลกระทบนี้ เพราะต้นทุนการขนส่งถูกส่งต่อมาถึงราคาของกิน ของใช้ และบริการในที่สุด
น้ำมันหล่อลื่น/จารบี (Lubricant Oil/Grease) – สิ่งที่ทำให้เครื่องจักรเดินต่อได้
ในภาคอุตสาหกรรม เครื่องจักรต้องพึ่งน้ำมันหล่อลื่นเพื่อให้การผลิตดำเนินต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงผลิตภัณฑ์ใกล้ตัวบางอย่าง เช่น เทียนไข ลิปสติก หรือปิโตรเลียมเจล ก็มีส่วนเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมนี้เช่นกัน เมื่อต้นทุนน้ำมันดิบสูงขึ้น ต้นทุนการผลิตในภาคโรงงานก็สูงขึ้นตาม ไม่เว้นแม้แต่ของใกล้ตัวอย่าง “ลิปสติก” ที่หลายคนนึกไม่ถึง
น้ำมันเตา (Fuel Oil) – พลังงานของอุตสาหกรรมหนัก
โรงไฟฟ้า โรงงานขนาดใหญ่ และเรือเดินทะเล ต่างใช้พลังงานจากน้ำมันเตา เมื่อราคาน้ำมันเตาเพิ่มขึ้น ต้นทุนพลังงาน ต้นทุนการผลิต และต้นทุนขนส่งทางทะเลก็ถูกกดให้สูงขึ้นพร้อมกัน
ยางมะตอย (Asphalt) – ถนนใต้ล้อรถของเรา
ถนน ทางด่วน และโครงสร้างพื้นฐานจำนวนมากมีต้นทางจากส่วนที่หนักที่สุดของน้ำมันดิบ เมื่อน้ำมันดิบแพง ต้นทุนก่อสร้างและซ่อมบำรุงก็เพิ่มขึ้น งบประมาณภาครัฐจึงถูกกดดันมากขึ้นตามไปด้วย และสุดท้าย ภาระเหล่านี้ย้อนกลับมาหาประชาชนเสมอ ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม
กรรวี วงษ์ศิริเลิศ Economist, Bnomics จากธนาคารกรุงเทพ สรุปไว้ว่า ดังนั้น ราคาน้ำมัน = ราคาของการใช้ชีวิต เมื่อพลังงานแพงขึ้น ค่าเดินทางแพงขึ้น ค่าอาหารขยับขึ้น ค่าสินค้าอุปโภคบริโภคเพิ่มขึ้น ค่าไฟ ค่าขนส่ง และค่าบริการต่าง ๆ ก็ทยอยปรับตาม นั่นหมายความว่า เงินในกระเป๋า “ซื้อได้น้อยลง” นี่คือ “เงินเฟ้อจากพลังงาน” และไม่ว่าความขัดแย้งจะเกิดขึ้นที่ไหน คนที่ต้องจ่าย…ก็คือเราทุกคน
อย่างไรก็ตาม สำหรับประเทศไทย ยังพึ่งพาพลังงานนำเข้า ทำให้ราคาพลังงานโลก ส่งผลต่อค่าครองชีพและต้นทุนเศรษฐกิจโดยตรง ล่าสุด สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ได้จัดทำข้อเสนอต่อนโยบายสร้างเสถียรภาพด้านพลังงานของประเทศไทย : จากมาตรการเร่งด่วนสู่การปฏิรูปโครงสร้าง
โดยดร.อารีพร อัศวินพงศ์พันธ์ นักวิชาการนโยบายพลังงาน ดร.สุเมธ องกิตติกุล ผู้อำนวยการวิจัยด้านนโยบายการขนส่งและโลจิสติกส์ และดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ได้ร่วมกันวิเคราะห์ความเปราะบางของโครงสร้างภาคพลังงานและขนส่งไทย ซึ่งพึ่งพาการนำเข้าเชื้อเพลิงฟอสซิลในระดับสูง ความผันผวนของราคาพลังงานโลกจึงไม่เพียงแต่กดดันค่าครองชีพของประชาชน แต่ยังสร้างผลกระทบลูกโซ่ต่อต้นทุนการผลิต บั่นทอนขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และสร้างภาระทางการคลังในระดับสูง
ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนนโยบายทั้งในภาคพลังงานและภาคขนส่ง โดยเปลี่ยนผ่านจากการแก้ปัญหาระยะเร่งด่วนและระยะสั้นในเชิงรับด้วยการอุดหนุนราคา ไปสู่การปฏิรูปเชิงโครงสร้างเพื่อสร้างเสถียรภาพทางพลังงานให้สามารถทนทานต่อแรงช็อกภายนอกในระยะกลาง และระยะยาว
เปิดข้อเสนอต่อนโยบายสร้างเสถียรภาพด้านพลังงานของไทย?
พร้อมเสนอยุทธศาสตร์ระยะเร่งด่วน และระยะสั้น ควบคู่ไปกับยุทธศาสตร์ระยะกลาง และระยะยาวต่อการปรับเปลี่ยนนโยบายทั้งในภาคพลังงานและภาคขนส่ง
1.ยุทธศาสตร์ระยะเร่งด่วนและระยะสั้น (1 ปี): ลดผลกระทบประชาชนและเพิ่มประสิทธิภาพเชิงรุก
เป้าหมายหลักในระยะเร่งด่วนและระยะสั้นคือ การลดผลกระทบต่อประชาชน โดยเปลี่ยนผ่านจาก “การอุดหนุนราคาทั่วหน้า” ที่สร้างภาระทางการคลังมหาศาลและไม่จูงใจให้เกิดการประหยัดพลังงาน ไปสู่ “การช่วยเหลือแบบมุ่งเป้า” และ “การเพิ่มประสิทธิภาพด้านพลังงานจากมาตรการเชิงรุก” อาทิ
มาตรการภาคพลังงานและไฟฟ้า
* ลดการใช้กองทุนน้ำมันและปรับสู่การช่วยเหลือแบบมุ่งเป้า
* ควบคุมค่าการกลั่นให้อยู่ในระดับเหมาะสมและสร้างความโปร่งใส
* สร้างฐานข้อมูลน้ำมันที่โปร่งใส
* อุดหนุนค่าไฟฟ้าแก่ครัวเรือนรายได้น้อย
* จัดการด้านอุปสงค์ไฟฟ้า (Demand-Side Management)
* จัดทำแผนเตรียมรับมือกรณีสถานการณ์เลวร้าย (Worst-Case Scenario Preparation)
มาตรการภาคขนส่งและโลจิสติกส์
* สนับสนุนระบบบริหารรถบรรทุก (Fleet Management)
* แก้ไขปัญหาคอขวดระบบราง
* อุดหนุนน้ำมันเชื้อเพลิงรถบรรทุก
* ออกมาตรการขนส่งสาธารณะ “คนละครึ่ง” โดยนำมาตรการ “คนละครึ่ง” มาใช้กับค่าโดยสารรถประจำทางเพื่อบรรเทาค่าครองชีพของประชาชน
* ส่งเสริมการทำงานที่บ้าน (WFH)
2. ยุทธศาสตร์ระยะกลางและระยะยาว (1–5 ปี): ปฏิรูปโครงสร้างเพื่อความมั่นคงและยั่งยืน
ในระยะกลางและระยะยาว รัฐบาลควรมุ่งเปลี่ยน “วิกฤต” พลังงานในครั้งนี้ให้เป็น “โอกาส” ในการลดการพึ่งพานำเข้าพลังงาน ปฏิรูปตลาดพลังงานให้เกิดการแข่งขันอย่างแท้จริง และปรับลดการใช้พลังงานและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศ ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
การปฏิรูปตลาดพลังงานและประสิทธิภาพการใช้ไฟฟ้า
* ใช้นโยบาย “ประสิทธิภาพคือแหล่งพลังงานอันดับแรก” (Efficiency as First Fuel)
* บูรณาการแผนพลังงาน เชื่อมโยงแผนอนุรักษ์พลังงาน (EEP) แผนผลิตพลังงาน (PDP) แผนน้ำมันและ แผนก๊าซ ให้บูรณาการกันอย่างแท้จริงเพื่อลดความขัดแย้งเชิงนโยบาย
* ส่งเสริมพลังงานกระจายศูนย์ (Distributed Energy System)
* เปิดเสรีและปฏิรูปตลาดไฟฟ้า (Market Reform) เปิดให้เอกชนสามารถผลิตและจำหน่ายไฟฟ้ากันได้โดยตรงผ่านการเข้าถึงระบบสายส่ง (Third Party Access) เพื่อลดต้นทุนระบบโดยรวม
* ปฏิรูปโครงสร้างโรงกลั่น สนับสนุนการแข่งขันในธุรกิจโรงกลั่นเพื่อลดการผูกขาด
* สร้างคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Petroleum Reserve: SPR)
* แสวงหาประโยชน์จากแหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติร่วมกับประเทศเพื่อนบ้าน
การปฏิรูปภาคขนส่งและมาตรฐานยานยนต์
* อัพเกรดรถบรรทุกสู่มาตรฐาน Euro 5–6
* อุดหนุนการปรับเปลี่ยนรถโดยสาร
* ลดภาษีนำเข้ารถโดยสารไฟฟ้า
* สนับสนุนการขนส่งข้ามโหมด (Intermodal Transport)
* อุดหนุนค่าไฟฟ้าสำหรับระบบขนส่งสาธารณะ
ทั้งนี้ ความสำเร็จของประเทศไทยในการเผชิญหน้ากับวิกฤตพลังงานครั้งนี้ไม่ควรวัดจากการที่รัฐบาลจะสามารถ “ตรึงราคา” ไว้ได้นานเท่าใด แต่ควรวัดที่ความสามารถในการ “แปลงวิกฤตเป็นโอกาส” ในการปฏิรูประบบพลังงานและภาคขนส่งให้มีความมั่นคง ประสิทธิภาพ และความยั่งยืนที่มากขึ้น ตลอดจนใช้การปฏิรูปดังกล่าวเป็นรากฐานในการสร้างงานใหม่ที่มีรายได้ดีแก่ประชาชนจำนวนมาก ความสำเร็จนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อรัฐบาลมีวิสัยทัศน์ในการกำหนดนโยบายที่เหมาะสม มีสายตาที่กว้างไกลเกินกว่าการมุ่งแก้ปัญหาเร่งด่วนเฉพาะหน้า และมีความกล้าหาญที่จะดำเนินการปฏิรูปที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน แม้อาจจะขัดกับความต้องการของกลุ่มผลประโยชน์บางกลุ่ม
สรุป คือ จะเห็นได้ว่า “น้ำมันดิบ” ไม่ได้กระทบแค่คนใช้รถ แต่เชื่อมโยงกับต้นทุนชีวิตของคนทั้งประเทศ ตั้งแต่ค่าอาหาร ค่าขนส่ง ค่าไฟ ไปจนถึงสินค้ารอบตัว เพราะเป็นต้นทางของพลังงานและวัตถุดิบในระบบเศรษฐกิจ เมื่อราคาน้ำมันโลกผันผวน คนไทยจึงต้องเผชิญค่าครองชีพที่สูงขึ้นตาม ขณะที่ ประเทศไทยยังพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจำนวนมาก ด้านนักวิชาการจาก สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย ก็ได้เสนอให้รัฐเปลี่ยนจากการอุดหนุนระยะสั้น ไปสู่การปฏิรูปโครงสร้างพลังงานและขนส่ง เพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน ลดต้นทุนระยะยาว และทำให้เศรษฐกิจไทยรับมือกับวิกฤตพลังงานโลกได้อย่างยั่งยืน
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB