สภาพัฒน์ เผย GDP ไทย Q1/69 โต 2.8% คงเป้าทั้งปี 2% รับแรงกระตุ้น พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน
สภาพัฒน์ เผย GDP ไทย Q1/69 โต 2.8% ลงทุน-ส่งออกเป็นแรงหนุน คงเป้าทั้งปี 2% รับแรงกระตุ้น พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน จับตาสงครามตะวันออกกลาง ราคาพลังงาน เงินเฟ้อ และหนี้ครัวเรือน กระทบเศรษฐกิจไทย
นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยไตรมาส 1 ขยายตัว 2.8% ซึ่งเป็นการเร่งตัวขึ้นจากการขยายตัว 2.5% ในไตรมาสที่ 4 ของปี 2568 โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการขยายตัวสูงของการลงทุนรวม 9.9% จาก 8.1% ในไตรมาสก่อน ซึ่งเป็นอัตราการขยายตัวสูงสุดในรอบ 44 ไตรมาส นับตั้งแต่ไตรมาสแรกของปี 2558
ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนขยายตัว 10.1% เร่งตัวขึ้นจาก 6.5% ในไตรมาสก่อน และการบริโภคภาคเอกชนขยายตัว 3.2% ต่อเนื่องจากไตรมาสก่อนหน้าที่ 3.3%
ส่วนการลงทุนภาครัฐลดลงเล็กน้อยแต่ขยายตัวที่ 9.4% จาก 13.3% ไตรมาสก่อนหน้า
นอกจากนี้ยังมีแรงสนับสนุนจาก ด้านการส่งออกสินค้ามีมูลค่า 95,096 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวเร่งขึ้นเป็น 17.8% ตามการเติบโตของสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าที่สอดคล้องกับความต้องการในตลาดโลก ส่วนการนำเข้าเพิ่มขึ้นค่อนข้างสูงที่ 33.1% ทำให้ดุลการค้ากลับมาขาดดุลเป็นครั้งแรกในรอบ 14 ไตรมาส หรือราว 6,900 ล้านบาท
ด้านเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ อัตราการว่างงานอยู่ที่ 0.91% และหนี้สาธารณะ ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2569 มีมูลค่า 12.68 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 66.38% ของ GDP
ขณะที่แนวโน้มเศรษฐกิจไทยทั้งปี 2569 คาดว่าจะขยายตัว 2.0% หรืออยู่ในช่วง 1.5 - 2.5% เท่ากับการคาดการณ์ครั้งก่อนหน้า โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการขยายตัวต่อเนื่องของการบริโภค และการลงทุนภาคเอกชน ที่ได้รับผลดีจากการออก พ.ร.ก. กู้เงิน 400,000 ล้านบาท
รวมถึงการใช้จ่ายภาครัฐที่เพิ่มขึ้นตามกรอบวงเงินงบประมาณ 2569 และการขยายตัวต่อเนื่องของการส่งออก ตามความต้องการสินค้าที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีสูงขึ้น
สำหรับการประเมิน GDP ไทยครั้งนี้ที่คาดว่าจะโตอยู่ 2% ได้รวมผลกระทบความขัดแย้งตะวันอออกกลาง และผลที่จะเกิดจากมาตรการสนับสนุนภาครัฐแล้ว รวมถึงตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาส 1 ที่ดีกว่าคาดด้วย
นอกจากนี้ สภาพัฒน์ ยังคาดการณ์ว่าการส่งออกในปี 2569 จะขยายตัว 9.6% เพิ่มขึ้นจาก 2.0% ในคาดการณ์ครั้งก่อน ส่วนการนำเข้าจะขยายตัว 14.2% เพิ่มขึ้นจาก 3.2% ในคาดการณ์เดิม ทำให้ดุลการค้าเกินดุล 1.12 หมื่นล้านบาท และเกินดุลบัญชีเดินสะพัดที่ 6.2 พันล้านบาท ส่วนอัตราเงินเฟ้อจะอยู่ที่ 2.0-3.0% จากก่อนหน้าที่เคยคาดว่า -0.3 - 0.7%
ส่วนจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในปีนี้คาดว่ามีจำนวน 32 ล้านคน ลดลงจากคาดการณ์เดิมในเดือน ก.พ. 69 ที่ 35 ล้านคน รายได้อยู่ 1.49 ล้านล้านบาท โดยค่าเงินบาทอยู่ที่ 32-33 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ
ขณะที่ปัจจัยเสี่ยงของเศรษฐกิจไทยในปีนี้ นายดนุชา ระบุว่า มีทั้งความยืดเยื้อของสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง อย่างไรก็ตามคาดว่าความขัดแย้งจะยุติลงภายในกลางปี 2569 , ความเสี่ยงจากการชะลอตัวลงของเศรษฐกิจและการค้าโลกและความผันผวนในตลาดเงินตลาดทุน , ภาระหนี้สินภาคครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง 86.7% ต่อ GDP ณ ไตรมาส 4 ปี 2568 , คุณภาพของสินเชื่อธุรกิจ SME ด้อยลง , ความผันผวนของสภาพภูมิอากาศที่มีแนวโน้มรุนแรงส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยเฉพาะภาคเกษตรมากขึ้น
สำหรับแนวทางบริหารนโยบายเศรษฐกิจมหภาคในปี 2569 ที่ควรให้ความสำคัญ คือ การดำเนินมาตรการเพื่อบรรเทาผลกระทบที่เกิดจากสถานการณ์ความขัดแย้งตะวันออกกลาง การขับเคลื่อนการลงทุนภาคเอกชน นอกจากนี้ยังควรให้ความสำคัญกับการรักษาการขยายตัวของภาคการส่งออกให้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง
อีกทั้งควรรักษาแรงสนับสนุนของการใช้จ่ายภาครัฐควบคู่ไปกับการรักษาวินัยการคลังคลัง โดยแนะนำว่าการเร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ให้ไม่ต่ำกว่า 90.7% ของวงเงินงบประมาณทั้งหมด โดยเฉพาะงบลงทุนที่ควรเร่งรัดให้มีการเบิกจ่ายไม่น้อยกว่า 70% การจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ให้สามารถบังคับใช้ตามกำหนด และการบริหารจัดการงบประมาณจาก พ.ร.ก. กู้เงิน 400,000 ล้านบาทให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์และให้มีประสิทธิภาพสูงสุด อีกทั้งการรักษาพื้นที่ทางการคลังให้เพียงพอสำหรับการรองรับสถานการณ์ความไม่แน่นอนในอนาคต
รวมถึงการดูแลผลกระทบภาคเกษตรจากการเพิ่มขึ้นของราคาวัตถุดิบทางการเกษตรและการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ และการแก้ไขปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อของภาคธุรกิจและภาคครัวเรือน
สำหรับความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์หนี้สาธารณะ จากการออก พ.ร.ก. กู้เงิน 400,000 ล้านบาท นายดนุชา คาดว่าในปีงบประมาณ 2569 และ 2570 จะยังอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลังที่ไม่เกิน 70% ของ GDP โดยในปีนี้คาดว่าจะมีการเบิกจ่ายเงินจาก พ.ร.ก. เงินกู้ อยู่ที่ประมาณ 170,000 ล้านถึง 200,000 ล้านบาท และอาจขยับไปเบิกจ่ายเพิ่มเติมในปีหน้าแต่รวมแล้วจะไม่เกิน 300,000 ล้านบาท ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้คำนวณวงเงินกู้ทั้งหมดไว้ในแผนบริหารจัดการหนี้เรียบร้อยแล้ว
ขณะที่ด้านอัตราเงินเฟ้อที่เร่งตัวขึ้นในช่วงนี้ มีปัจจัยหลักมาจากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ทั้งราคาพลังงาน ค่าขนส่ง และวัตถุดิบ โดยในไตรมาสแรกเงินเฟ้อยังคงติดลบ 0.5% เนื่องจากผู้ผลิตยังไม่ส่งผ่านต้นทุนไปยังผู้บริโภค แต่ในเดือนเมษายนเริ่มเห็นสัญญาณการส่งผ่านต้นทุนที่ชัดเจนขึ้น ทำให้ดัชนีราคาผู้บริโภค หรือ CPI ปรับตัวขึ้นมาอยู่ที่ 2.8%
ทั้งนี้ มาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพของรัฐบาลวงเงินประมาณ 170,000 ล้านบาท ถึง 200,000 ล้านบาท จะเข้ามาช่วยพยุงกำลังซื้อของประชาชนไม่ให้ได้รับผลกระทบจากราคาสินค้าที่สูงขึ้นมากจนเกินไป แม้ว่าแนวโน้มเงินเฟ้อจะยังคงขยับตัวสูงขึ้นตามต้นทุนการผลิตก็ตาม
ส่วนสถานการณ์การจ้างงาน พบว่า อัตราการว่างงานภาพรวมยังอยู่ในระดับต่ำที่ 0.9% แม้จะขยับขึ้นเล็กน้อยจากไตรมาสก่อนหน้าที่อยู่ที่ 0.7% โดยมองว่าการลงทุนภาคเอกชนที่เร่งตัวขึ้นในการก่อสร้างโรงงานและอาคารพาณิชย์ จะส่งผลให้เกิดการจ้างงานเพิ่มขึ้นเมื่อสถานประกอบการเริ่มเปิดดำเนินการ
อย่างไรก็ตามมีข้อควรระวังเรื่องทักษะแรงงานที่ต้องเร่งอัปสกิลและรีสกิลให้สอดคล้องกับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น เซมิคอนดักเตอร์ และ แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ หรือ PCB นอกจากนี้ ยังต้องให้ความสำคัญกับกลุ่ม SME โดยเฉพาะรายย่อยและ Micro SME ที่ยังขาดสภาพคล่องและต้องการเข้าถึงแหล่งเงินทุนเฉพาะจุด รวมถึงการสนับสนุนให้บริโภคสินค้าไทยเพื่อช่วยให้ธุรกิจขนาดเล็กสามารถขับเคลื่อนต่อไปได้
นายดนุชา ยังกล่าวถึงการขาดดุลการค้าไตรมาสล่าสุดด้วยว่า มีมูลค่าประมาณ 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นการขาดดุลในรอบ 14 ไตรมาส โดยสาเหตุหลักมาจากการนำเข้าทองคำที่มีมูลค่าสูงถึง 300,000 ล้านบาท เนื่องจากตลาดทองคำได้รับความสนใจในการลงทุนสูงกว่าตลาดหลักทรัพย์ในช่วงที่ผ่านมา หากตัดรายการนำเข้าทองคำออก การค้าของไทยจะยังคงอยู่ในสภาวะเกินดุล ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการนำเข้าสินค้าทุนเพื่อใช้ในการผลิตและส่งออก
สำหรับความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ นายดนุชา ระบุว่า สภาพัฒน์คาดว่าความขัดแย้งจะยุติลงภายในกลางปี 2569 แต่จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนพลังงานของไทย แม้จะมีการปรับเปลี่ยนไปนำเข้าน้ำมันดิบจากสหรัฐฯ และแอฟริกาแทน แต่ต้องเผชิญกับระยะทางขนส่งที่ไกลขึ้นและราคาน้ำมันที่ยังทรงตัวในระดับสูง เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานในตะวันออกกลางได้รับความเสียหาย
ขณะที่ก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยและเมียนมายังช่วยประคองการผลิตไฟฟ้าได้ แต่ราคานำเข้ายังคงสูง ส่งผลไปยังสินค้าโภคภัณฑ์ โดยเฉพาะ "ปุ๋ยยูเรีย" และวัตถุดิบปิโตรเคมีอย่าง "แนฟทา" ที่ไทยยังต้องนำเข้าจากตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบต่อไปยังอุตสาหกรรมประมง ขนส่ง และเคมีภัณฑ์
นอกจากนี้ ภาคการส่งออกไทยไปตะวันออกกลางในเดือนมิ.ย. 69 จะปรับตัวลดลง ผลจากอุปสรรคการขนส่งและค่าระวางเรือที่พุ่งสูงขึ้น ทั้งขาเข้าและขาออก รวมถึงการท่องเที่ยวได้รับผลกระทบหนัก แม้นักท่องเที่ยวตะวันออกกลางจะมีจำนวนไม่มากแต่เป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง ซึ่งล่าสุดพบว่าจำนวนผู้โดยสารลดลงอย่างเห็นได้ชัด ประกอบกับค่าธรรมเนียมน้ำมันเชื้อเพลิงในตั๋วเครื่องบินที่แพงขึ้น ส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจของนักท่องเที่ยวทั้งจากตะวันออกกลางและยุโรป ซึ่งกำลังเผชิญปัญหาเงินเฟ้อเช่นกัน
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB