ถอดเกมมหาอำนาจ เวที “ทรัมป์–สี” โลกคลายกังวลจริงได้จริงหรือไม่?
ถอดเกมมหาอำนาจ เวที “ทรัมป์–สี” โลกคลายกังวลระยะสั้น แต่วิกฤต AI-ชิป-ภูมิรัฐศาสตร์ ยังเป็นระเบิดเวลาลูกใหม่ของเศรษฐกิจ
ท่ามกลางโลกที่กำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งสงครามอิหร่าน ราคาพลังงาน เงินเฟ้อ และการแข่งขันด้าน AI การพบกันระหว่าง โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา และ สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ที่กรุงปักกิ่ง เมื่อวันที่ 14-15 พฤษภาคมที่ผ่านมา จึงถูกจับตาในฐานะ “จุดวัดอุณหภูมิ” ของเศรษฐกิจโลกครั้งสำคัญ
แม้ผลลัพธ์ของการประชุมจะยังไม่ใช่ “ข้อตกลงประวัติศาสตร์” ที่เปลี่ยนทิศทางโลกทันที แต่สิ่งที่ตลาดการเงินและภาคธุรกิจทั่วโลกจับสัญญาณได้
คืออย่างน้อยสองมหาอำนาจเศรษฐกิจยังเลือก “พูดคุย” มากกว่า “เผชิญหน้า” ในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจโลกเปราะบางที่สุดรอบหลายปี
ภาพของการประชุมครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ แต่กำลังสะท้อนว่า โลกกำลังเข้าสู่ยุคใหม่ของ “Managed Rivalry” หรือการแข่งขันที่ยังต้องพยายามควบคุมไม่ให้ลุกลามจนกระทบเศรษฐกิจโลกทั้งระบบ
“Thucydides Trap” สัญญาณจากจีนว่าโลกต้องหลีกเลี่ยงการปะทะ
บทวิเคราะห์จาก Bnomics ธนาคารกรุงเทพ ระบุว่า หนึ่งในประเด็นที่ถูกพูดถึงมากที่สุด คือการที่ สี จิ้นผิง หยิบคำว่า “Thucydides Trap” ขึ้นมากล่าวต่อหน้า ทรัมป์ โดยตรง พร้อมตั้งคำถามว่า จีนและสหรัฐฯ จะสามารถ “ก้าวข้ามกับดักของ Thucydides” และสร้างรูปแบบใหม่ของความสัมพันธ์ระหว่างมหาอำนาจได้หรือไม่
คำพูดดังกล่าวสะท้อนความพยายามของจีนในการผลักดันกรอบความสัมพันธ์ใหม่ภายใต้แนวคิด “Constructive Strategic Stability” หรือความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์ที่มีเสถียรภาพมากขึ้น แม้ทั้งสองประเทศยังแข่งขันกันในด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และภูมิรัฐศาสตร์ แต่จีนต้องการให้การแข่งขันนั้นอยู่ภายใต้กรอบที่บริหารจัดการได้ และไม่ลุกลามไปสู่ความขัดแย้งโดยตรง
อีกด้านหนึ่ง สหรัฐฯ เองก็เริ่มส่งสัญญาณเชิงบวกมากขึ้น โดย ทรัมป์ ระบุว่าทั้งสองประเทศ “จะมีอนาคตที่ยิ่งใหญ่ร่วมกัน” สะท้อนว่า แม้สหรัฐฯ ยังแข่งขันกับจีนในหลายมิติ แต่ก็ยอมรับมากขึ้นว่า จีนยังเป็นผู้เล่นสำคัญต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจโลก และไม่สามารถแยกออกจากระบบเศรษฐกิจโลกได้จริง
“ไต้หวัน” ยังเป็นเส้นแดงที่เปราะบางที่สุด
แม้บรรยากาศโดยรวมจะผ่อนคลายลง แต่ประเด็นอ่อนไหวอย่าง “ไต้หวัน” ยังคงเป็นจุดเสี่ยงสำคัญที่สุดของความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ โดย สี จิ้นผิง ย้ำชัดว่า “ไต้หวันคือประเด็นที่สำคัญที่สุดในความสัมพันธ์จีน–สหรัฐฯ หากจัดการผิดพลาด ทั้งสองประเทศอาจปะทะกัน หรือแม้แต่เข้าสู่ความขัดแย้งได้”
ขณะที่สหรัฐฯ ยังยืนยันจุดยืนเดิมในการสนับสนุนศักยภาพการป้องกันตัวของไต้หวัน ทำให้การประชุมครั้งนี้ไม่ได้จบลงด้วยการประนีประนอมเชิงนโยบาย แต่เป็นการ “ย้ำเส้นแดง” ของแต่ละฝ่ายมากกว่า
สงครามการค้ายังไม่จบ แม้บรรยากาศเริ่มผ่อนคลาย
ด้านเศรษฐกิจและการค้า แม้ทั้งสองฝ่ายพยายามลดแรงกดดันระยะสั้น โดยมีการพูดถึงการเพิ่มการค้าสินค้าเกษตร พลังงาน และการจัดตั้งกลไกบริหารข้อพิพาททางการค้าในอนาคต แต่รายละเอียดสำคัญหลายเรื่องยังไม่ชัดเจน โดยเฉพาะประเด็นภาษีนำเข้าและข้อจำกัดด้านเทคโนโลยี
ข้อมูลเพิ่มเติมจากศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า แม้การพบกันครั้งนี้จะช่วยลดบรรยากาศความตึงเครียดทางการค้าและการลงทุน แต่สงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ ยังไม่ได้จบลงจริง เพราะสหรัฐฯ ยังคงใช้มาตรการกดดันจีนในหลายด้าน ทั้งเซมิคอนดักเตอร์ พลังงานสะอาด และการสอบสวนด้านกำลังการผลิตส่วนเกิน รวมถึงการใช้ประเทศที่สามเป็นฐานส่งออก
AI-ชิปขั้นสูง สมรภูมิใหม่ของมหาอำนาจโลก
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ทั่วโลกจับตา คือการแข่งขันด้าน AI และชิปขั้นสูง โดยเฉพาะหลัง เจนเซ่น หวง ซีอีโอ Nvidia เดินทางร่วมคณะไปจีนด้วย แม้มีสัญญาณว่าสหรัฐฯ เริ่มผ่อนคลายบางส่วน โดยเปิดทางให้บริษัทเทคโนโลยีจีนบางแห่งเข้าถึงชิป Nvidia H200 ได้ แต่โดยรวมแล้ว สหรัฐฯ ยังต้องการรักษาความได้เปรียบด้าน AI และจำกัดไม่ให้จีนเข้าถึงเทคโนโลยีขั้นสูงมากเกินไป ขณะที่จีนก็ยังต้องการเทคโนโลยีจากสหรัฐฯ เพื่อเร่งพัฒนา AI และลดการพึ่งพาต่างประเทศ
การแข่งขันด้านเทคโนโลยีจึงเริ่มถูกมองมากขึ้นว่าเป็น “การแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์” ไม่ใช่แค่การแข่งขันทางธุรกิจเหมือนในอดีต
Rare Earths และ Supply Chain โลก ยังเป็นจุดเปราะบาง
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญ คือ Rare Earths หรือแร่หายาก ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของอุตสาหกรรม EV แบตเตอรี่ เซมิคอนดักเตอร์ และพลังงานสะอาด โดยจีนยังคงครองบทบาทสำคัญใน Supply Chain โลก ทำให้สหรัฐฯ พยายามเร่งลดการพึ่งพาจีนมากขึ้น แต่ในทางปฏิบัติยังทำได้ยาก
สถานการณ์ดังกล่าวกำลังเร่งให้โลกเข้าสู่ภาวะ “Supply Chain Fragmentation” และ “Technology Fragmentation” มากขึ้น ซึ่งหมายถึงโลกกำลังแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีอย่างชัดเจนกว่าเดิม
ตลาดโลกตอบรับแบบ “โล่งใจ แต่ยังไม่กล้าเสี่ยง”
ตลาดการเงินโลกตอบรับการประชุมในลักษณะ “โล่งใจ แต่ยังไม่กล้าเสี่ยง” มากกว่าภาวะ Risk-on เต็มรูปแบบ กล่าวคือ นักลงทุนมองว่าการพบกันครั้งนี้ช่วยลดความเสี่ยงของการเผชิญหน้าระหว่างสองมหาอำนาจในระยะสั้น แต่ยังไม่เพียงพอที่จะเปลี่ยนภาพการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ในระยะยาว
ตลาดหุ้นเอเชียและสินทรัพย์เสี่ยงหลายประเภทปรับตัวดีขึ้นช่วงแรกของการประชุม ขณะที่ราคาทองคำยังทรงตัว เพราะตลาดยังให้น้ำหนักกับความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ราคาพลังงาน เงินเฟ้อ และทิศทางดอกเบี้ยของ Fed ด้านราคาน้ำมัน แม้จีนและสหรัฐฯ เห็นตรงกันเรื่องการรักษาเสถียรภาพของช่องแคบฮอร์มุซ แต่ตลาดยังประเมินว่า หากสถานการณ์ตะวันออกกลางยกระดับ ราคาน้ำมันอาจกลับมาผันผวนและกดดันเงินเฟ้อโลกอีกครั้ง
ไทยได้อานิสงส์ระยะสั้น แต่ความเสี่ยงยังไม่หาย
สำหรับไทย ผลเชิงบวกสำคัญ คือการที่ความตึงเครียดทางการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ ลดลงบางส่วน ช่วยประคองภาคส่งออกและลดความเสี่ยงของ Policy Shock ระยะสั้น โดยประเทศที่พึ่งพาการค้าโลกสูงอย่างไทย มีแนวโน้มได้รับอานิสงส์จากบรรยากาศการค้าและการลงทุนที่ผ่อนคลายขึ้น
นอกจากนี้ ไทยยังอาจได้ประโยชน์จากการกระจายฐานการผลิตตามแนวโน้ม China+1 โดยเฉพาะในอุตสาหกรรม EV อิเล็กทรอนิกส์ Data Center และ Digital Infrastructure
อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงยังไม่หายไป โดยเฉพาะราคาพลังงานโลก หากสงครามอิหร่านยืดเยื้อ หรือเกิดเหตุการณ์กระทบช่องแคบฮอร์มุซ ราคาน้ำมันและ LNG อาจกลับมาผันผวน กระทบเงินเฟ้อ ค่าไฟ ต้นทุนการผลิต และกำลังซื้อในประเทศ
ขณะเดียวกัน ไทยยังต้องเผชิญแรงกดดันจากการแข่งขันด้านเทคโนโลยีและ Supply Chain ที่กำลังทำให้โลกเข้าสู่ภาวะ “Technology Fragmentation” มากขึ้น ซึ่งอาจบีบให้หลายประเทศ รวมถึงไทย ต้องบริหารความสัมพันธ์ระหว่างจีนและสหรัฐฯ อย่างระมัดระวังมากขึ้นในอนาคต
หุ้นไหนได้-เสียประโยชน์ หลังจบประชุมปักกิ่ง
ด้านมุมมองการลงทุน InnovestX ประเมินว่า หุ้นไทยที่ได้อานิสงส์จากบรรยากาศการค้าโลกที่ผ่อนคลายหลังประชุม “ทรัมป์–สี” ได้แก่ กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์อย่าง DELTA, HANA และ KCE หลังตลาดคลายกังวลเรื่อง Supply Chain และสงครามชิปชั่วคราว ขณะที่หุ้น Domestic Play อย่าง CPALL, CPAXT และ MTC ยังถูกมองว่าเป็นกลุ่มที่ทนทานต่อความผันผวนเศรษฐกิจโลกมากกว่า ส่วน GULF และ OR ได้แรงหนุนจากราคาพลังงานโลกที่ยังอยู่ในระดับสูง
ขณะที่หุ้นที่ต้องระวังแรงขายทำกำไร ได้แก่ TRUE, KTB, GPSC และ WHA หลังราคาปรับขึ้นรับข่าวไปก่อนหน้า รวมถึงหุ้นที่พึ่งพา Supply Chain โลกและเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งยังเผชิญความเสี่ยงจากสงคราม AI-ชิป และการแบ่งขั้วเทคโนโลยีระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ที่ยังไม่จบลงง่ายๆ
โลกกำลังเข้าสู่ยุค “Managed Rivalry”
ท้ายที่สุด แม้การประชุมที่ปักกิ่งจะช่วยลดแรงกดดันของเศรษฐกิจโลกลงได้บางส่วน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกำลังสะท้อนว่า โลกอาจไม่ได้กลับไปสู่ยุค Globalization แบบเดิมอีกแล้ว
เศรษฐกิจโลกกำลังเดินเข้าสู่ยุคที่ “การแข่งขันระหว่างมหาอำนาจ” จะกลายเป็นหนึ่งในปัจจัยหลักที่กำหนดทิศทางการค้า การลงทุน เทคโนโลยี และ Supply Chain ของโลกในระยะยาว
และโจทย์สำคัญของหลายประเทศ รวมถึงไทย คือการสร้าง “ความยืดหยุ่น” ให้เศรษฐกิจสามารถอยู่รอดได้ ท่ามกลางโลกที่ความไม่แน่นอนกำลังกลายเป็นเรื่องปกติใหม่มากขึ้นเรื่อยๆ
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB