ปตท. เผย วิกฤตตะวันออกกลางดันราคาน้ำมันพุ่ง แนะรัฐหาแหล่งก๊าซใหม่ Q1/69 กำไร โต 10.4 %
ปตท. เชื่อ รัฐแทรกแซงราคาโรงกลั่นชั่วคราว ยอมรับส่งออกสะดุดจนต้องลดกำลังการผลิต แนะ เร่งหาแหล่งก๊าซใหม่ ขณะที่ Q1/69 กำไร โต 10.4 % อยู่ที่ 25,738 ล้านบาท จากธุรกิจปิโตรเคมี-โรงกลั่นฟื้น วิกฤตตะวันออกกลางพ่นพิษ ดันราคาพลังงาน-น้ำมันดิบโลกพุ่ง คาดใช้เวลา 4 เดือนฟื้นตัว
นายคงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ชี้แจงถึงกรณีที่ภาครัฐเข้ามาแทรกแซงราคาหน้าโรงกลั่น โดยมองว่าเป็นมาตรการระยะสั้น และที่ผ่านมา ปตท. ติดตามข้อมูลและแนวทางจากภาครัฐอย่างต่อเนื่อง พร้อมย้ำว่าในช่วงสถานการณ์เช่นนี้ ทุกฝ่ายก็ต้องช่วยกันดูแลสถานการณ์ร่วมกัน ส่วนกรณีการลดกำลังการผลิตของโรงกลั่น ซึ่งมีข้อสังเกตว่าส่วนหนึ่งเกิดจากข้อจำกัดด้านการส่งออก นายคงกะพัน กล่าวว่า เท่าที่ทราบ ทางโรงกลั่นได้มีการหารือกับภาครัฐไปแล้ว
และน่าจะอยู่ระหว่างกระบวนการขออนุญาตในบางส่วน
เมื่อถามถึงแนวโน้มในระยะต่อไป หากยังไม่สามารถส่งออกได้เต็มที่จนต้องทยอยลดกำลังการกลั่นลงต่อเนื่องหรือไม่ นายคงกะพัน ระบุว่า ปัญหาบางส่วนเกิดขึ้นไปแล้ว และมีผลกระทบเกิดขึ้นจริงในบางกรณี ซึ่งถือเป็นข้อจำกัดของสถานการณ์ปัจจุบัน โดยเข้าใจว่ารัฐบาลกำลังอยู่ระหว่างดำเนินการเรื่องการส่งออก
นายคงกระพัน กล่าวว่า สิ่งที่ควรเร่งดำเนินการในช่วงวิกฤตพลังงาน คือโครงการที่เกี่ยวข้องกับแหล่งพลังงานใกล้ประเทศ เช่น การสำรวจและผลิตก๊าซธรรมชาติในพื้นที่ใกล้เคียง รวมถึงการเร่งขั้นตอนด้านใบอนุญาตและสัมปทานต่าง ๆ โดยเฉพาะพื้นที่อันดามัน เนื่องจากแม้แหล่งก๊าซใหม่จะมีต้นทุนสูงขึ้น ทั้งจากความลึกของแหล่งผลิตและปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ที่มากขึ้น แต่ก็ยังต้องนำมาเปรียบเทียบกับต้นทุนการนำเข้า LNG ซึ่งมีแนวโน้มราคาสูงขึ้น
รวมถึงยังมีความเสี่ยงด้านการขนส่งจากสถานการณ์โลกด้วย อย่างไรก็ตามการเร่งสำรวจและพัฒนาแหล่งก๊าซในประเทศหรือบริเวณไหล่ทวีป จะเป็นผลดีต่อประเทศในระยะยาว และช่วยเสริมความมั่นคงด้านพลังงานได้มากขึ้น
ส่วนมุมมองต่อนโยบายพลังงานสะอาดของภาครัฐ นายคงกระพัน กล่าวว่า มองว่าเป็นแนวทางที่ถูกต้อง และภาครัฐก็เดินหน้าในหลายเรื่องอยู่แล้ว เช่น พลังงานแสงอาทิตย์หรือโซลาร์ แต่ยอมรับว่าการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานต้องใช้เวลาเป็นสิบปี โดยการใช้พลังงานสะอาดจะช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้าได้ แต่ก็ยังมีข้อจำกัดหลายด้าน ทั้งเรื่องสภาพอากาศ แสงแดด ลม และช่วงเวลาการผลิตพลังงาน ขณะที่ในช่วงเปลี่ยนผ่านอีก 10-20 ปีข้างหน้า ก๊าซธรรมชาติยังคงเป็นพลังงานหลักของโลกอยู่
และจากสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางที่รุนแรงขึ้น ได้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อห่วงโซ่อุปทาน (Supply) พลังงาน ดันราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกให้พุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยวิกฤตที่เกิดขึ้นส่งผลให้ปริมาณพลังงานหายไปจากตลาดโลกอย่างมหาศาล โดยน้ำมันดิบ หายไปประมาณ 8 ล้านบาร์เรลต่อวัน คิดเป็น 8% ของปริมาณน้ำมันในตลาดโลก โรงกลั่นในตะวันออกกลางและเอเชียต้องลดกำลังการผลิตลงรวม 5.9 ล้านบาร์เรลต่อวัน คิดเป็น 6% ของกำลังการกลั่นโลก ส่งผลกระทบต่อผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการกลั่น ได้แก่ แนฟทา (Naphtha) น้ำมันดีเซล น้ำมันเครื่องบิน (Jet) และก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG)
ผลกระทบด้านราคา พบว่า ราคาน้ำมันดิบดูไบ ดีดตัวสูงขึ้นจากช่วงก่อนสงครามถึง 80% โดยพุ่งไปแตะจุดสูงสุดที่ 170 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งสูงกว่าราคาน้ำมันดิบ NYMEX WTI และ ICE Brent อย่างเห็นได้ชัด
อย่างไรก็ตามในช่วงที่ผ่านมา ปตท. ได้เตรียมแผนรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินด้านพลังงานไว้ล่วงหน้ามาโดยตลอด โดยเฉพาะกรณีการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในความเสี่ยงสำคัญของตลาดพลังงานโลก ทำให้ ปตท. สามารถบริหารจัดการสถานการณ์ได้อย่างต่อเนื่อง และยังคงรักษาความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศได้
นอกจากนี้ ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา กลุ่ม ปตท. ยังลงทุนในธุรกิจโรงกลั่นรวมกว่า 111,000 ล้านบาท เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการใช้วัตถุดิบจากหลายแหล่ง และเพิ่มความสามารถในการเดินเครื่องโรงกลั่นได้เต็มกำลังในช่วงวิกฤต เพื่อรองรับความต้องการใช้พลังงานภายในประเทศ
นายคงกระพัน ระบุอีกว่า ในช่วงที่เกิดวิกฤตราคาน้ำมันพุ่งสูง ปตท. ต้องแบกรับภาระต้นทุนสภาพคล่องเพิ่มขึ้น 230,000 ล้านบาท ประกอบด้วย หลักประกันในการซื้อน้ำมันดิบ ประมาณ 63,000 ล้านบาท เงินทุนหมุนเวียนสำหรับการจัดหาน้ำมันและก๊าซฯ เพิ่มขึ้นประมาณ 137,000 ล้านบาท เงินค้างชำระกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจากการชดเชยราคาประมาณ 35,000 ล้านบาท ส่งผลให้มีภาระดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นราวเดือนละ 600 ล้านบาท หรือประมาณ 7,000 ล้านบาทต่อปี แต่บริษัทไม่ได้ผลักภาระดังกล่าวไปยังผู้บริโภค โดยมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของการบริหารความเสี่ยงเพื่อรักษาความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ
สำหรับการประเมินสถานการณ์ด้านวิกฤตพลังงาน ปตท. คาดการณ์ว่าจะต้องใช้เวลาประมาณ 4 เดือน อุปทานน้ำมันในตลาดโลกจึงจะเริ่มฟื้นตัวกลับเข้าสู่ระดับ 80% ของช่วงก่อนเกิดสงคราม โดยน้ำมันดิบส่วนใหญ่ที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซยังคงมีปลายทางหลักอยู่ที่ทวีปเอเชีย
ขณะที่ผลการดำเดินงานของ ปตท. และบริษัทย่อยในไตรมาส 1 ปี 2569 มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 25,738 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2,423 ล้านบาท หรือ 10.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่มีกำไรอยู่ที่ 23,315 ล้านบาท
โดยปัจจัยหลักมาจากการดำเนินงานโดยรวมของธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่นที่ปรับตัวดีขึ้น ทั้งจากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์และกำไรจากสต็อกน้ำมัน (Stock Gain) รวมถึงธุรกิจก๊าซธรรมชาติที่มีต้นทุนลดลงและปริมาณการขายเพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตาม แม้ภาพรวมผลการดำเนินงานจะเติบโต แต่กลุ่ม ปตท. ยังคงได้รับแรงกดดันจากขาดทุนในการป้องกันความเสี่ยง (Hedging Loss) ส่งผลกระทบต่อผลกำไรในธุรกิจสำรวจและผลิต รวมถึงธุรกิจน้ำมันและการค้าปลีกที่กำไรจากการดำเนินงานลดลง
ส่วนแผนการดำเนินงานในระยะถัดไป ระบุว่า ปตท. เริ่มปรับทิศทางธุรกิจเพื่อรับมือความไม่แน่นอนมากขึ้น ทั้งการกระจายแหล่งจัดหาพลังงาน การขยายธุรกิจ LNG รวมถึงการปรับโครงสร้างธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่น เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว
ขณะเดียวกันอีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญคือการผลักดันธุรกิจ LNG โดย ปตท. ตั้งเป้าขยายพอร์ต LNG จาก 10 ล้านตันต่อปี ในปี 2573 เป็น 15 ล้านตันต่อปี ภายในปี 2578 พร้อมเพิ่มความยืดหยุ่นในการจัดหาก๊าซจากหลายภูมิภาค หลังความขัดแย้งในตะวันออกกลางทำให้ตลาด LNG โลกเผชิญความผันผวนมากขึ้น โดยเฉพาะความเสี่ยงจากช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่ง LNG ราว 20% ของโลก
โดยแนวทางของ ปตท. คือการกระจายแหล่งนำเข้า LNG มากขึ้น รวมถึงบริหารเครือข่ายจัดหาในหลายภูมิภาค เพื่อช่วยลดความเสี่ยงด้านต้นทุนและเสริมความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ ขณะเดียวกันยังพยายามสร้างรายได้จากการบริหารพอร์ต LNG และการซื้อขายระหว่างประเทศมากขึ้น
สำหรับแนวโน้มธุรกิจปี 2569 ปตท. ประเมินว่าราคาพลังงานยังมีความผันผวน โดยราคาน้ำมันดูไบมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ขณะที่ตลาดก๊าซธรรมชาติและ LNG ยังได้รับแรงกดดันจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ อย่างไรก็ตาม ธุรกิจต้นน้ำของกลุ่มยังได้แรงหนุนจากปริมาณขายและราคาขายเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้น ส่วนธุรกิจโรงกลั่นและปิโตรเคมีคาดว่าค่าการกลั่นและส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์จะทยอยฟื้นตัว
ดังนั้น ภาพรวมกลยุทธ์ของ ปตท. ในระยะถัดไปจึงเป็นการพยายามรักษาสมดุลระหว่างความมั่นคงทางพลังงานกับการปรับตัวของธุรกิจท่ามกลางตลาดพลังงานที่เปลี่ยนผ่านเร็วขึ้นและมีความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB