เศรษฐกิจไทย ปี69 เจอแรงกระแทกรอบด้าน โจทย์สำคัญ คือ อยู่รอดมากกว่าเติบโต
"กอบศักดิ์" ห่วง เศรษฐกิจไทย ปี69 เจอแรงกระแทกรอบด้าน ชี้ โจทย์สำคัญ คือ อยู่รอดมากกว่าเติบโต มอง "ไทยช่วยไทยพลัส" ช่วยพยุงเศรษฐกิจได้บางส่วน ไม่ควรขยายเพดานหนี้เพิ่ม จาก 70% ต่อ จีดีพี "Virtual Bank" ไม่น่ากังวลใจสร้างหนี้เพิ่ม
นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ และประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) กล่าวในงาน Triam Udom Dinner Talk 2026 เตรียมอุดมฯ คิด เศรษฐกิจพันภัย ว่า โจทย์สำคัญที่สุดของเศรษฐกิจในปี 2569 คือการทำให้ทุกคนอยู่รอดปลอดภัย โดยมองว่าปีนี้เป็นปีที่มีภัยคุกคามสูงและมีหลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเกินความคาดหมาย ทั้งเรื่องราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น 40-50% และการขาดแคลนวัตถุดิบ
"ปีนี้ไม่ต้องเอาเศรษฐกิจโต 3-4% แต่ที่สำคัญคือทำอย่างไรให้ทุกคนอยู่รอดปลอดภัย ขณะนี้เศรษฐกิจไทยกำลังลงจากภูเขาที่ลาดชัน จึงต้องขับเคลื่อนด้วยความระมัดระวังเพื่อให้ผ่านพ้นโค้งอันตรายไปได้อย่างมั่นคง"
ทั้งนี้ มองว่า ไทยควรลดสัดส่วนการพึ่งพาการส่งออกไปสหรัฐอเมริกาจากเกือบ 23% ให้เหลือประมาณ 10% เนื่องจากมีความเสี่ยงที่จะถูกบังคับใช้มาตรการทางกฎหมายการค้าเพื่อตอบโต้การค้าที่ไม่เป็นธรรม (มาตรา 301) และมาตรการภาษีอื่นๆ จากนโยบายของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีของสหรัฐ นอกจากนี้ยังมีปัจจัยเสี่ยงจากความขัดแย้งในภูมิรัฐศาสตร์ในหลายจุด เช่น อิหร่าน คิวบา กรีนแลนด์ และไต้หวัน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเนื่องมายังประเทศไทย
สำหรับ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท มองว่าส่วนหนึ่งควรนำไปใช่ปรับโครงสร้างพลังงาน แทนที่จะใช้พยุงราคาน้ำมันซึ่งสูญเสียเปล่าไปกว่า 2 แสนล้านบาทควรนำมาขับเคลื่อนโครงการผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ (Solar Cell) และอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า (EV - Electric Vehicle) เพื่อลดความพึ่งพาพลังงานจากตะวันออกกลาง
อย่างไรก็ตาม มองว่าโครงการ "ไทยช่วยไทยพลัส" จะช่วยกระตุ้นการบริโภคได้บ้างในช่วงที่มีลมต้านเยอะ เพื่อให้เศรษฐกิจไทยเดินหน้าต่อไปได้ ควบคู่ไปกับการรักษาอัตราดอกเบี้ยต่ำและค่าเงินบาทที่อ่อนค่าประมาณ 34-35 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ เพื่อช่วยภาคส่งออก เกษตร และการท่องเที่ยว อย่างไรก็ตาม ยังประเมิน GDP ปีนี้ ที่ระดับ 1.5 - 2.0% โดยมองว่าอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 1.0% ยังเป็นระดับที่เหมาะสมในการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ
ขณะที่ด้านนโยบายการเงิน มองว่ารัฐบาลควรหลีกเลี่ยงการเพิ่มเพดานหนี้จาก 70% เป็น 75-80% เพื่อไม่ให้กลายเป็นเป้าหมายของสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating Agency) แต่ควรใช้มาตรการจูงใจ เพื่อดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) เข้ามาแทน ซึ่งหากทำได้ดีอาจช่วยให้จีดีพี กลับไปเติบโตที่ระดับ 3.5 - 4.0% ได้ในอนาคต
ส่วนด้านตลาดทุน นายกอบศักดิ์ ระบุว่า ดัชนีที่ระดับ 1,500 จุดถือเป็นจุดที่น่าพอใจและดึงดูดนักลงทุน พร้อมสนับสนุนมาตรการ "BOI to IPO" ซึ่งส่งเสริมบริษัทที่ได้รับสิทธิประโยชน์การลงทุนให้เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ครั้งแรก เพื่อดึงบริษัทเทคโนโลยีและอิเล็กทรอนิกส์ชั้นนำเข้ามาสร้างความสมดุลให้ตลาดทุนไทย
นอกจากนี้ นายกอบศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติมถึงธนาคารไร้สาขา (Virtual Bank) หลังสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ออกมาระบุว่า การมีธนาคารดิจิทัลมีโอกาสทำให้หนี้ครัวเรือนสูงขึ้น โดยประเมินว่า ในช่วงแรกขนาดของธุรกิจจะไม่ใหญ่มากนัก ในช่วง 4-5 ปีแรกจะมีขนาดสินทรัพย์ ไม่น่าเกิน 5 หมื่นล้านบาท ไม่ใหญ่นักเมื่อเทียบกับกลุ่ม SMEs ของธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ ที่มีมูลค่าถึง 2 - 4 แสนล้านบาท ขณะที่ภาคธนาคารในปัจจุบันมีความแข็งแกร่ง มีการตั้งเงินสำรองหนี้สูญ และมีเงินกองทุนจำนวนมาก พร้อมที่จะช่วยเหลือลูกค้าที่มีปัญหาให้ผ่านพ้นวิกฤตไปได้ ดังนั้นจึงมองว่าไม่น่ากังวลใจ เพราะ Virtual Bank ต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่งในการบริหารจัดการทั้งด้านสินเชื่อและเงินฝากให้มั่นคง
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB