คลังเคลียร์ปมดราม่าพ่อแม่-คู่สมรสถูกตัดสิทธิ์บัตรคนจน สามารถขออุทธรณ์คืนสิทธิ์ได้
คลังแจงปมใช้ชื่อพ่อแม่-คู่สมรส ลดหย่อนภาษีอาจกระทบสิทธิ์บัตรคนจน ย้ำไม่ตัดสิทธิ์อัตโนมัติ เปิดช่องอุทธรณ์หลังประกาศผล ลั่นต้องการแยก “คนยากจน” ออกจาก “คนอยากจน”
นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง ชี้แจงกรณีที่มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับหลักเกณฑ์การคัดกรองผู้ได้รับสิทธิ์สวัสดิการแห่งรัฐ โดยเฉพาะกรณีที่บุตรนำชื่อบิดามารดา-คู่สมรส ไปใช้ลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ซึ่งอาจส่งผลให้บิดามารดาถูกตัดสิทธิ์ออกจากโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
โดยระบุว่า ตามหลักเกณฑ์ภาษี หากบุตรสามารถนำชื่อบิดามารดา หรือคู่สมรส ไปใช้ลดหย่อนภาษีได้ ย่อมสะท้อนว่าบุตร-คู่สมรส มีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดู
และมีรายได้ถึงเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด ทำให้ระบบพิจารณาว่าบิดามารดา-คู่สมรสได้รับการดูแลแล้ว
อย่างไรก็ตาม หากข้อเท็จจริงปรากฏว่าบุตร-คู่สมรสไม่ได้ให้การอุปการะ หรือบิดามารดา-คู่สมรสไม่ทราบว่าถูกนำชื่อไปใช้ลดหย่อนภาษี รัฐบาลพร้อมเปิดโอกาสให้สามารถยื่นอุทธรณ์ภายหลังจากการประกาศผลคัดกรองอย่างเป็นทางการ ในวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 เพื่อพิจารณาเป็นรายกรณีต่อไป
สำหรับการเปิดให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ รายเดิมเข้ามายืนยันสิทธิ์ กระทรวงการคลังได้ปรับรูปแบบการพิจารณาจากเดิมที่อิงฐานะครัวเรือน มาเป็นการพิจารณาในระดับรายบุคคล เพื่อให้ประชาชนที่มีความเดือดร้อนจริงสามารถเข้าถึงความช่วยเหลือได้มากขึ้น และลดปัญหาที่เคยเกิดขึ้นจากการต้องนำข้อมูลของสมาชิกในครอบครัวมาประกอบการพิจารณา
ทั้งนี้ กระทรวงการคลังยืนยันว่าจะเพิ่มความเข้มข้นในการตรวจสอบคุณสมบัติผู้ขอรับสิทธิ์ เพื่อให้เม็ดเงินภาษีของประชาชนถูกใช้ดูแลกลุ่มเปราะบางอย่างตรงเป้าหมาย โดยเฉพาะการตรวจสอบข้อมูลผู้ที่มีบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ หรือมีสถานะเป็นกรรมการบริษัท ซึ่งอาจสะท้อนถึงศักยภาพทางเศรษฐกิจที่ไม่สอดคล้องกับเงื่อนไขของผู้มีรายได้น้อย
นอกจากนี้ นายวินิจระบุว่า แนวทางดังกล่าวมีเป้าหมายแยกแยะระหว่างผู้ที่มีความยากจนจริงกับผู้ที่พยายามเข้ามารับสิทธิ์ แม้จะมีศักยภาพทางการเงินเพียงพอ โดยรัฐบาลจำเป็นต้องบริหารงบประมาณอย่างรอบคอบท่ามกลาง พื้นที่การคลังที่มีอยู่อย่างจำกัด
“ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การใช้เกณฑ์ใดเกณฑ์หนึ่ง แต่อยู่ที่รัฐต้องคัดกรองคนที่ลำบากอย่างแท้จริงออกมาให้ได้ และต้องแยก คนที่ไม่ได้ ‘ยากจน’ แต่ ‘อยากจน’ ออกจากคนรายได้น้อยจริง โดยต้องทำทั้งการคัดกรองและการดูแลผู้ที่ลำบากจริงไปพร้อมกัน” นายวินิจ กล่าว
นอกจากนี้ สำหรับผู้ที่หลุดจากสิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ กระทรวงการคลังจะนำเรื่องนี้เข้าสู่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณาให้กลุ่มคนดังกล่าว รับสิทธิ์โครงการไทยช่วยไทยพลัส หรือมาตรการอื่นๆรองรับเพิ่มเติม
ส่วนภาพรวมโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส (60/40)“ นายวินิจกล่าวว่า นอกจากเป็นมาตรการลดภาระค่าครองชีพให้ประชาชนในช่วงที่ราคาสินค้าและค่าครองชีพยังอยู่ในระดับสูงแล้ว ยังมีเป้าหมายสำคัญในการกระจายเม็ดเงินสู่ร้านค้าขนาดเล็กและผู้ประกอบการฐานรากทั่วประเทศ เพื่อช่วยพยุงเศรษฐกิจในระดับชุมชน
ขณะเดียวกัน กระทรวงการคลังยังได้พัฒนาระบบบัญชีอย่างง่ายสำหรับร้านค้ารายย่อยผ่านแอป “ถุงเงิน” ภายใต้ฟีเจอร์ “นกกระซิบ” เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการรายเล็กสามารถบันทึกรายรับรายจ่ายอย่างเป็นระบบ และนำข้อมูลทางการเงินไปใช้ประกอบการขอสินเชื่อกับสถาบันการเงิน สร้างโอกาสเข้าถึงแหล่งทุนในอนาคต โดยยืนยันว่าข้อมูลดังกล่าวจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อการจัดเก็บภาษีเพิ่มเติม
เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงแนวทางการพัฒนาสวัสดิการหลังการปรับเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ นายวินิจระบุว่า กระทรวงการคลังยังอยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้ของระบบภาษีเงินได้เชิงลบ หรือ Negative Income Tax ซึ่งเป็นกลไกที่รัฐจะจ่ายเงินสนับสนุนเพิ่มเติมให้แก่ผู้มีรายได้ต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนด เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยและสร้างระบบสวัสดิการที่มีความยั่งยืนในระยะยาว
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB