ไทยช่วยไทยพลัสมาแรง! ร้านค้าคึกคัก ลุ้น GDP โตทะลุ 2%
"ศุภจี" ปลื้ม ไทยช่วยไทยพลัส 60/40 กระแสดี ร้านค้า-SMEs คึกคัก ยังไม่เคาะเพิ่มวงเงิน ลุ้น GDP ปี 69 โตเกิน 2% หากฮอร์มุซเปิด
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ บอกว่า ผลตอบรับโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส 60/40” หลังเริ่มดำเนินโครงการตั้งแต่เดือนเมษายน พบว่าการใช้จ่ายของประชาชนดีขึ้น ช่วยบรรเทาค่าครองชีพ โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น ขณะเดียวกันเริ่มมีผู้ประกอบการ SMEs เข้าร่วมเครือข่ายมากขึ้น ซึ่งถือว่าเป็นไปตามเป้าหมาย ทั้งการลดภาระค่าใช้จ่ายและเพิ่มรายได้ให้ประชาชน
เมื่อถามถึงกระแสตอบรับที่ดี จะมีการพิจารณาเพิ่มวงเงินโครงการหรือไม่ นางศุภจี ระบุว่า ต้องรอการประเมินผลและหารือกับนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ก่อน พร้อมย้ำว่า หากประชาชนได้รับประโยชน์ก็ถือเป็นเรื่องน่ายินดี
ส่วนผลตอบรับในช่วง 16 วันที่ผ่านมา พบว่า ทั้งประชาชนและร้านค้ามีการตอบรับในทางที่ดี ร้านค้าหลายแห่งมีความคึกคัก แต่รายละเอียดเพิ่มเติมต้องรอการรวบรวมข้อมูลเพื่อนำมาประเมินผลโครงการอย่างรอบด้าน
สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจไทย นางศุภจี ระบุว่า ปัจจุบันตัวเลขเศรษฐกิจไทย หรือ GDP ไตรมาสแรกอยู่ที่ 2.8% แต่ยังต้องติดตามและทบทวนสถานการณ์เพิ่มเติม โดยประเมินกรอบไว้ที่ 1.5–2.0% พร้อมมองว่า หากสถานการณ์ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านคลี่คลาย จะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโลก รวมถึงไทย ทั้งด้านการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ราคาพลังงาน และต้นทุนสินค้า ซึ่งจะช่วยหนุนการส่งออกและการค้าให้ดีขึ้น
ส่วนกรณีราคาสินค้าที่ปรับขึ้นไปก่อนหน้านี้ กระทรวงพาณิชย์จะติดตามสินค้าควบคุม 61 รายการอย่างใกล้ชิด โดยยอมรับว่า ราคาสินค้าอาจยังปรับลดไม่ได้ทันที แม้ราคาน้ำมันลดลง เนื่องจากผู้ประกอบการยังมีต้นทุนเดิม จึงต้องอาศัยความร่วมมือในการทยอยปรับราคาไปก่อน
และกรณีที่สหรัฐฯเตรียมลงนามข้อตกลงเพื่อยุติสงครามในกับอิหร่านอย่างเป็นทางการ และการส่งออกในช่วงไตรมาสแรก ปี 2569 ที่ขยายตัวดี คาดว่า จะเป็นไปในทิศทางที่ดีต่อเนื่อง แต่ถึงอย่างไรต้องติดตามดูสถานการณ์ก่อน และเราต้องเตรียมตัวให้ดีที่สุด
ส่วนการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ อาจต้องรอดูทิศทางหลังจากนี้ แต่ก็ต้องเตรียมตัวให้ได้มากที่สุด และต้องพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์ โดยทางกระทรวงพาณิชย์ ก็จะดูความเคลื่อนไหวของราคาสินค้า และมาตรการต่างๆ ซึ่งจะมีการสรุปสถานการณ์อีกครั้ง
และจะต้องมีการปรับทบทวน GDP หรือไม่ นางศุภจี กล่าวว่า ไตรมาสแรกอยู่ที่ 2.8% และขณะนี้จะต้องมีการทบทวนเพิ่มเติม เพราะเมื่อมีความชัดเจนในการลงนามสันติภาพแล้ว คาดว่า GDP น่าจะดีขึ้น จากที่คาดไว้เดิม 1.5-2.0% หลังการส่งสินค้าผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ที่ไม่ติดขัด รวมถึงราคาพลังงานที่ลดลงเป็นปัจจัยสำคัญ น่าจะผ่อนคลายลงทำให้กำลังซื้อดีขึ้น และมีการค้าขายเพิ่มขึ้น
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB