วิกฤตอินโดนีเซีย ไม่ได้เกิดจากสงคราม แต่เกิดจาก "ความเชื่อมั่น" ที่หายไป
วิกฤตอินโดนีเซีย ไม่ได้เกิดจากสงคราม แต่เกิดจาก "ความเชื่อมั่น" ที่หายไป เศรษฐกิจยังโต แต่เงินทุนไหลออก
อินโดนีเซียล้ม จากปัจจัยในประเทศ มากกว่าปัจจัยภายนอก ต้องจับตาอินโดนีเซียกำลังเกิดวิกฤต และไม่ได้เกิดจากสงครามเหมือนหลายประเทศ แต่เกิดจาก "ความเชื่อมั่น" ที่หายไป ttb analytics ได้ถอดบทเรียน เพื่อให้ทุกคนเห็ภาพตรงกัน
แม้ความตึงเครียดในตะวันออกกลางและการปิดช่องแคบฮอร์มุซจะเป็นชนวนสำคัญที่สร้างความผันผวนให้กับเศรษฐกิจโลก แต่มองว่า วิกฤตที่เกิดขึ้นกับอินโดนีเซียในครั้งนี้ไม่ได้มีต้นตอจากปัจจัยภายนอกเพียงอย่างเดียว หากแต่เกิดจาก "ความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่ลดลง" ซึ่งเป็นผลจากปัจจัยภายในประเทศมากกว่า
บทวิเคราะห์ ระบุว่า หากพิจารณาจากปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจ อินโดนีเซียไม่ได้อยู่ในภาวะเปราะบางจนควรเผชิญแรงเทขายรุนแรง โดยเศรษฐกิจยังขยายตัวประมาณ 5.1% ในปี 2025 สูงกว่าไทยที่เติบโต 2.4% อัตราเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ และสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีก็ยังไม่สูงเมื่อเทียบกับหลายประเทศ
สิ่งที่นักลงทุนกังวลไม่ใช่เพียงตัวเลขเศรษฐกิจ แต่เป็นทิศทางการดำเนินนโยบายของรัฐบาลหลังการเปลี่ยนผ่านจากรัฐบาลของประธานาธิบดีโจโก วิโดโด (Joko Widodo) ไปสู่ประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต (Prabowo Subianto) ซึ่งมีแนวทางให้ภาครัฐเข้ามามีบทบาทในระบบเศรษฐกิจมากขึ้น ทั้งการผลักดันโครงการสวัสดิการ การกำหนดทิศทางอุตสาหกรรม และการลงทุนผ่านกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ (Danantara)
แม้นโยบายดังกล่าวมีเป้าหมายยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจในระยะยาว แต่กลับสร้างคำถามจากนักลงทุนเกี่ยวกับ ธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และความสามารถในการคาดการณ์นโยบาย โดยเฉพาะความกังวลว่าภาครัฐอาจมีบทบาททั้งในฐานะผู้กำกับดูแลและผู้เล่นในตลาด ซึ่งอาจส่งผลต่อการแข่งขันและการจัดสรรทรัพยากรทางเศรษฐกิจ
นอกจากนี้ นักลงทุนยังจับตาความเสี่ยงด้านฐานะการคลัง หลังรัฐบาลเดินหน้ามาตรการใช้งบประมาณจำนวนมาก ทั้งโครงการอาหารกลางวันฟรี การอุดหนุนพลังงาน และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ขณะที่รายได้ภาษีของประเทศยังไม่ได้เพิ่มขึ้นในอัตราเดียวกัน ส่งผลให้ตลาดเริ่มตั้งคำถามถึงความยั่งยืนของวินัยการคลังในระยะยาว
อีกประเด็นที่สร้างความกังวล คือ ความเป็นอิสระของธนาคารกลางอินโดนีเซีย (Bank Indonesia) หลังภาครัฐขยายบทบาทในการกำหนดกรอบภารกิจของธนาคารกลางให้ครอบคลุมการสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจมากขึ้น ทำให้ตลาดกังวลว่าการดำเนินนโยบายการเงินเพื่อดูแลเงินเฟ้อและเสถียรภาพค่าเงินอาจถูกจำกัด
ขณะเดียวกัน โครงสร้างตลาดทุนของอินโดนีเซียก็ยังมีข้อจำกัด ทั้งด้านสภาพคล่อง ความโปร่งใส และการเข้าถึงของนักลงทุนต่างชาติ ประกอบกับการที่ MSCI แสดงความกังวลต่อคุณภาพของตลาดทุนและถอดหุ้นอินโดนีเซียบางส่วนออกจากดัชนี ยิ่งซ้ำเติมความเชื่อมั่นของนักลงทุนในช่วงที่เศรษฐกิจโลกเผชิญความไม่แน่นอน
พูดได้ว่า วิกฤตของอินโดนีเซียครั้งนี้เป็นตัวอย่างที่สะท้อนว่า ปัจจัยภายนอกอาจเป็นเพียงชนวน แต่สิ่งที่ทำให้แรงกระแทกรุนแรงขึ้นคือ "ความเชื่อมั่น" ที่ลดลงจากปัจจัยภายในประเทศ เพราะเมื่อนักลงทุนมองว่าธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และความต่อเนื่องของนโยบายมีความเสี่ยง เงินทุนก็พร้อมไหลออก แม้ตัวเลขเศรษฐกิจมหภาคจะยังอยู่ในระดับที่แข็งแกร่งก็ตาม
สำหรับไทย ที่สำคัญคือการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจต้องควบคู่ไปกับการสร้างความเชื่อมั่นของนักลงทุนผ่านหลักธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และนโยบายที่มีความต่อเนื่องและคาดการณ์ได้ เพราะในภาวะที่เศรษฐกิจโลกยังเผชิญความไม่แน่นอน ความเชื่อมั่นถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยรองรับแรงกระแทกจากภายนอก และเป็นองค์ประกอบสำคัญในการดึงดูดเงินลงทุนและรักษาเสถียรภาพของตลาดการเงินในระยะยาว
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB