งบค่ารักษาข้าราชการพุ่ง 9 หมื่นล้าน! รัฐเร่งอุดรอยรั่ว หลังพบทุจริต 250 ล้าน
งบค่ารักษาข้าราชการพุ่งทะลุ 9 หมื่นล้าน! กรมบัญชีกลางเร่งอุดรอยรั่ว หลัง 10 ปีพบทุจริตกว่า 250 ล้านบาท ยอมรับใช้ระบบประกันคุมค่ารักษายังทำได้ยาก
นางแพตริเซีย มงคลวนิช อธิบดีกรมบัญชีกลาง เปิดเผยว่า ขณะนี้กรมบัญชีกลางอยู่ระหว่างสนับสนุนข้อมูลและศึกษาแนวทางให้ฝ่ายนโยบาย เพื่อทบทวนภาระค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรภาครัฐในภาพรวม ทั้งเรื่องบำเหน็จบำนาญและสวัสดิการรักษาพยาบาล โดยย้ำว่า สิทธิของข้าราชการและผู้รับบำนาญในปัจจุบันจะไม่ได้รับผลกระทบ ส่วนแนวทางปรับระบบสวัสดิการในอนาคตจะเป็นการพิจารณาสำหรับข้าราชการเข้าใหม่ ซึ่งยังอยู่ระหว่างศึกษารูปแบบที่เหมาะสม
สำหรับกรณีสวัสดิการรักษาพยาบาล ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของกรมบัญชีกลาง นางแพตริเซีย ชี้แจงว่าปัจจุบันดูแลผู้มีสิทธิและบุคคลในครอบครัวรวมประมาณ 5 ล้านคน โดยกว่าครึ่งมีอายุ 60 ปีขึ้นไป ขณะที่ประชาชนมีอายุยืนขึ้น เทคโนโลยีทางการแพทย์ก้าวหน้า และโรคมีความซับซ้อนมากขึ้น ส่งผลให้งบค่ารักษาพยาบาลเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งล่าสุดแตะระดับ กว่า 90,000 ล้านบาทต่อปี
เพื่อควบคุมค่าใช้จ่ายและอุดช่องโหว่ของระบบ กรมบัญชีกลางจึงเปิดรับฟังความคิดเห็นการแก้ไข พระราชกฤษฎีกาเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล เป็นเวลา 1 เดือน โดยยืนยันว่า ไม่ใช่การยกเลิกสิทธิรักษาพยาบาลของข้าราชการ แต่เป็นการปรับปรุงกฎหมายใน 4 ประเด็นเท่านั้น ได้แก่
-กำหนดให้ผู้ใช้สิทธิต้องเบิกจ่ายตรงกับกรมบัญชีกลาง
-เปิดทางให้บุคคลในครอบครัวเลือกใช้สิทธิรักษาพยาบาลอื่นได้ เช่น สิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติหรือประกันสังคม หากไม่ต้องการใช้สิทธิข้าราชการ
-เพิ่มบทลงโทษกรณีทุจริต โดยหากพบว่าบุคคลในครอบครัวคนใดคนหนึ่งทุจริต จะถูกตัดสิทธิทั้งครอบครัวรวมถึงเจ้าของสิทธิ
-กำหนดมาตรการให้โรงพยาบาลมีความโปร่งใสในการสั่งใช้ยาและบริหารจัดการค่ารักษาพยาบาลตามหลักธรรมาภิบาล
นางแพตริเซีย กล่าวว่า ตัวอย่างการทุจริตที่พบคือ การตระเวนเบิกยาตามโรงพยาบาลต่างๆ หรือ Shopping ยา เพื่อนำไปขายต่อ ซึ่งถือเป็นความผิดร้ายแรง โดยสถิติย้อนหลังประมาณ 10 ปี พบมูลค่าความเสียหายจากการทุจริตราว 250 ล้านบาท และส่วนใหญ่เกิดจากบุคคลในครอบครัวของผู้มีสิทธิ มากกว่าตัวข้าราชการเอง
นอกจากนี้ กรมบัญชีกลางยังเตรียมนำระบบข้อมูลและเทคโนโลยี อย่าง AI เข้ามาช่วยตรวจจับความผิดปกติ เนื่องจากปัจจุบันมีเจ้าหน้าที่ตรวจสอบการทุจริตเพียง 6 คน แต่ต้องดูข้อมูลการเบิกจ่ายทั่วประเทศกว่า 35 ล้านรายการต่อปี ซึ่งการใช้กำลังคนเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ จึงอยู่ระหว่างศึกษาการใช้ระบบวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อช่วยตรวจจับความผิดปกติได้รวดเร็วขึ้น รวมถึงใช้ข้อมูลประกอบการเจรจาราคายาและการจัดซื้อร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อลดภาระงบประมาณของรัฐ
ในด้านการควบคุมค่าใช้จ่ายระยะยาว นางแพตริเซีย ระบุว่า หนึ่งในแนวทางที่นักวิชาการเสนอและหลายโรงพยาบาลเริ่มดำเนินการแล้ว คือ การใช้ยาสามัญ (Generic Drugs) หรือการใช้ยาที่ผลิตในประเทศเป็นลำดับแรก ก่อนพิจารณาใช้ยานำเข้า เนื่องจากมีตัวยาเดียวกันแต่มีราคาต่ำกว่าหลายเท่า จึงเห็นว่าควรผลักดันให้เป็นวาระแห่งชาติ เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขของประเทศ
ส่วนแนวคิดการนำระบบประกันภัยเข้ามาใช้แทนระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลของข้าราชการนั้น นางแพตริเซีย ยอมรับว่า กรมบัญชีกลางเคยศึกษาแล้ว แต่ยังดำเนินการได้ยาก เพราะระบบสวัสดิการของรัฐมีลักษณะดูแลผู้มีสิทธิตลอดชีวิต แตกต่างจากระบบประกันภัยที่ประเมินความเสี่ยงเป็นรายบุคคลและรายกรณี
อีกทั้งต้นทุนการบริหารจัดการและการเชื่อมโยงระบบยังอยู่ในระดับสูง อย่างไรก็ตาม อาจมีความเป็นไปได้ในการออกแบบรูปแบบสวัสดิการใหม่สำหรับข้าราชการที่จะเข้ารับราชการในอนาคต โดยให้ระบบประกันเข้ามาเสริมหรือเป็นส่วนหนึ่งของสวัสดิการใหม่ ซึ่งยังต้องศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมต่อไป
กรมบัญชีกลางยังได้รับฟังเสียงสะท้อนจากกลุ่มข้าราชการรุ่นใหม่ ที่มีอายุต่ำกว่า 30 ปี
ซึ่งพบว่า มีความต้องการฐานเงินเดือนที่สูงขึ้นเพื่อนำไปบริหารจัดการลงทุนและเลือกซื้อประกันสุขภาพด้วยตนเอง มากกว่าการรับสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลหรือบำนาญในรูปแบบเดิม ซึ่งข้อมูลทั้งหมดนี้จะถูกนำไปประมวลผลเพื่อพัฒนานโยบายสวัสดิการภาครัฐให้มีความเหมาะสมต่อไปด้วยเช่นกัน
ทั้งนี้ กรมบัญชีกลางคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 1 เดือนในการรวบรวมผลการรับฟังความคิดเห็น ระหว่างวันที่ 10 กรกฎาคม-8 สิงหาคม 2569 ก่อนจัดทำร่างกฎหมายเสนอคณะรัฐมนตรี เพื่อยกระดับระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการให้มีความโปร่งใส มีประสิทธิภาพ ภายใต้ข้อจำกัดด้านงบประมาณ
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB