"ศุภจี" แจงภาษีสหรัฐฯ 12.5% ยังไม่จบ เดินหน้าเจรจาภาษีรวมไม่เกิน 19%
รัฐบาลย้ำ ภาษีสหรัฐฯ 12.5% ภายใต้มาตรา 301 เป็นเพียงส่วนหนึ่งของกระบวนการ ยังอยู่ระหว่างการเจรจา โดยตั้งเป้าคุมภาษีรวมไม่เกิน 19% และไม่ให้ไทยเสียเปรียบประเทศคู่แข่ง
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยความคืบหน้าการเจรจากับสหรัฐฯ เกี่ยวกับมาตรการภาษี ว่า ภายหลังเดินทางเยือนสหรัฐฯ ได้มีการหารือกับหลายหน่วยงานของสหรัฐฯ และมีความคืบหน้าในการเจรจา โดยเฉพาะมาตรการภาษีตามมาตรา 301 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคมที่ผ่านมา พร้อมย้ำว่ารัฐบาลต้องการชี้แจงข้อเท็จจริงให้ประชาชนและภาคธุรกิจเข้าใจตรงกัน เนื่องจากมีรายละเอียดหลายส่วนที่อาจทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน
ซึ่งการเจรจาระหว่างไทยกับสหรัฐฯ เริ่มมาตั้งแต่วันที่ 2 เมษายนปีที่ผ่านมา หลังสหรัฐฯ เห็นว่าขาดดุลการค้ากับไทยเป็นอันดับ 11 จึงกำหนดอัตราภาษีตอบโต้ไทยไว้ที่ 36% อย่างไรก็ตาม รัฐบาลไทยได้เร่งเจรจาจนสามารถบรรลุกรอบความตกลงร่วม (Joint Agreement) เมื่อวันที่ 7 สิงหาคมที่ผ่านมา ทำให้อัตราภาษีลดลงเหลือ 19% ก่อนจะมีการประกาศอย่างเป็นทางการในช่วงการประชุมอาเซียนที่ประเทศมาเลเซีย
กรอบความตกลงดังกล่าว ประกอบด้วย 3 ส่วนสำคัญ ได้แก่ อัตราภาษี 19% / มาตรการที่ไม่ใช่ภาษี (ART) / และบัญชีสินค้าที่ได้รับการยกเว้นภาษี (Annex 3) ซึ่งไทยและสหรัฐฯ ได้ตกลงกันแล้วในเรื่องอัตราภาษีและรายการสินค้ายกเว้น แต่การเจรจาเรื่อง ART ยังไม่แล้วเสร็จ ส่งผลให้ไทยยังไม่สามารถใช้สิทธิประโยชน์ทั้งหมดตามกรอบข้อตกลงได้
ต่อมาศาลสูงสหรัฐฯ มีคำวินิจฉัยให้ยกเลิกการใช้กฎหมายเดิม ทำให้รัฐบาลสหรัฐฯ ใช้มาตรา 122 เป็นมาตรการชั่วคราว เรียกเก็บภาษี 10% กับทุกประเทศจนถึงวันที่ 24 กรกฎาคม ก่อนเปลี่ยนมาใช้มาตรา 301 ซึ่งเป็นการพิจารณาเป็นรายประเทศและรายประเด็น โดยเปิดให้ภาคเอกชน ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และประเทศที่ถูกสอบสวนสามารถชี้แจงข้อเท็จจริงได้ แตกต่างจากการเจรจาภายใต้กรอบเดิม
สำหรับประเทศไทย สหรัฐฯ เปิดการไต่สวนภายใต้มาตรา 301 ใน 2 ประเด็น ได้แก่ การใช้แรงงานบังคับ และกำลังการผลิตส่วนเกิน ซึ่งในประเด็นแรงงานบังคับ สหรัฐฯ กำหนดอัตราภาษีเบื้องต้นไว้ที่ 12.5% ตั้งแต่เดือนมิถุนายนที่ผ่านมา โดยไทยได้ยื่นคำชี้แจงเป็นลายลักษณ์อักษรตั้งแต่วันที่ 15 เมษายน และเดินทางไปชี้แจงด้วยวาจาเพิ่มเติมในเดือนพฤษภาคม เพื่อแสดงข้อเท็จจริงต่อสหรัฐฯ ทั้งสองประเด็น
ย้ำว่า อัตราภาษี 12.5% ไม่ใช่เรื่องใหม่ และยังไม่ใช่บทสรุปสุดท้าย เพราะยังมีการพิจารณาในประเด็น Excess Capacity ซึ่งอาจมีการกำหนดอัตราภาษีเพิ่มเติม ก่อนนำมาคำนวณแบบสะสม ดังนั้น รัฐบาลจึงมีเป้าหมายให้ภาษีรวมทั้งหมดไม่สูงกว่า 19% ตามกรอบเดิมและไม่สูงกว่าประเทศคู่แข่งของไทย พร้อมทั้งยื่นคำอุทธรณ์และชี้แจงข้อมูลอย่างต่อเนื่อง
ซึ่งมีบางฝ่ายเข้าใจคลาดเคลื่อนว่าไทยถูกเพิ่มภาษีจาก 10% เป็น 12.5% ทั้งที่ข้อเท็จจริง คือ ไทยเคยเผชิญกรอบภาษี 36% ก่อนเจรจาลดเหลือ 19% ส่วนอัตรา 10% เป็นเพียงมาตรการชั่วคราวตามมาตรา 122 และ 12.5% เป็นเพียงส่วนหนึ่งของกระบวนการมาตรา 301 ซึ่งยังอยู่ระหว่างการเจรจา
ในประเด็น Excess Capacity ไทยได้ชี้แจงต่อสหรัฐฯ ว่าอุตสาหกรรม 3 กลุ่มที่ถูกตรวจสอบ ได้แก่ ยานยนต์และชิ้นส่วน ยางและผลิตภัณฑ์ยาง รวมถึงเครื่องจักรและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ มีอัตราการใช้กำลังการผลิตอยู่ที่ 75-90% ไม่ได้ต่ำกว่า 60% ตามข้อกล่าวหา และไทยมีข้อมูลสนับสนุนครบถ้วน พร้อมชี้แจงเพิ่มเติมหากสหรัฐฯ ขอข้อมูลเพิ่ม
ทั้งนี้ เป้าหมายการเจรจาของไทยมี 3 ประการ คือ ให้อัตราภาษีรวมไม่เกิน 19% ไม่เสียเปรียบประเทศคู่แข่ง และขยายรายการสินค้าที่ได้รับการยกเว้นภาษีให้มากขึ้น โดยปัจจุบันไทยได้รับการยกเว้นภาษีแล้วกว่า 2,120 รายการ เพิ่มขึ้นจากเดิม 471 รายการ ครอบคลุมสินค้าเกษตรและอาหาร อิเล็กทรอนิกส์ สินค้าอุตสาหกรรม วัตถุดิบ อากาศยาน อุปกรณ์การแพทย์ และสินค้าอื่น ๆ คิดเป็นประมาณ 50% ของมูลค่าการส่งออกไทย
สำหรับการเจรจาเรื่อง ART รัฐบาลยืนยันว่าจะเร่งสรุปให้เร็วที่สุด แต่จะไม่ยอมรับเงื่อนไขที่กระทบต่อ คุณภาพชีวิต สิทธิประโยชน์ของประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะประเด็นการนำเข้าเนื้อสัตว์ที่ใช้สารเร่งเนื้อแดง ซึ่งถือเป็นเส้นแดง ที่ไทยไม่สามารถยอมรับได้ แม้ว่าหลายประเทศเพื่อนบ้านจะยอมรับเงื่อนไขดังกล่าวแล้วก็ตาม
อย่างไรก็ตาม ไทยพร้อมยอมรับมาตรการอำนวยความสะดวกทางการค้าในหลายด้าน เช่น การกำหนดกรอบเวลาการตรวจสอบสินค้าและการตอบกลับที่ชัดเจน ซึ่งเป็นมาตรฐานเดียวกับที่ไทยกำลังเจรจากับสหภาพยุโรป (EU) และความตกลงการค้าเสรีอื่น ๆ โดยย้ำว่าจะไม่แก้ไขกฎหมายใดที่กระทบต่อผลประโยชน์ของประเทศ
ในส่วนของข้อกังวลเรื่องแรงงานบังคับ รัฐบาลกำลังผลักดันกฎหมายห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตจากแรงงานบังคับ (HRDD) โดยคณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบหลักการแล้ว และมีการตั้งคณะกรรมการที่มีกระทรวงยุติธรรมเป็นหน่วยงานหลัก และกระทรวงแรงงานเป็นฝ่ายเลขานุการ เพื่อเร่งเสนอร่างกฎหมายเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีและรัฐสภาในการเปิดสมัยประชุมเดือนสิงหาคม ซึ่งไทยได้แจ้งความคืบหน้าดังกล่าวต่อสหรัฐฯ แล้ว
นอกจากการเจรจาทางการค้า ไทยยังใช้ความร่วมมือในมิติอื่นประกอบการเจรจา ทั้งการยืนยันแผนนำเข้าสินค้าเกษตร พลังงาน และเครื่องบินจากสหรัฐฯ ตามกรอบความตกลงเดิม รวมถึงสนับสนุนให้ภาคเอกชนไทยลงทุนในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น โดยปัจจุบันภาคเอกชนไทยลงทุนในสหรัฐฯ แล้วประมาณ 19,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีแผนลงทุนเพิ่มอีก 5,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งจะช่วยสร้างการจ้างงานและลดการขาดดุลการค้าของสหรัฐฯ ได้
นอกจากนี้ ไทยยังชี้แจงต่อฝ่ายสหรัฐฯ ว่า กว่า 30% ของการขาดดุลการค้าที่สหรัฐฯ มีกับไทย มาจากบริษัทสหรัฐฯ ที่เข้ามาผลิตสินค้าในประเทศไทยแล้วส่งกลับไปยังตลาดสหรัฐฯ ซึ่งถือเป็นข้อมูลใหม่ที่ฝ่ายสหรัฐฯ รับทราบและนำไปพิจารณาประกอบการตัดสินใจ
สำหรับภาพรวมการส่งออก นางศุภจี ระบุว่า แม้ไทยจะเผชิญมาตรการภาษีของสหรัฐฯ แต่รัฐบาลได้ปรับเพิ่มเป้าหมายการส่งออกปีนี้จากเดิมที่คาดว่าจะทรงตัว เป็นเติบโตในระดับ 8% เนื่องจากการส่งออกครึ่งปีแรกขยายตัวได้ดี โดยมองว่าผลกระทบในปีนี้ยังอยู่ในวงจำกัด อย่างไรก็ตาม ในระยะยาวรัฐบาลจะเร่งดำเนินการ 4 เรื่องสำคัญ ได้แก่ การผลักดันกฎหมายแรงงานบังคับ การเร่งสรุปการเจรจา ART การเพิ่มรายการสินค้ายกเว้นภาษี และการดูแลผู้ส่งออกไทยให้สามารถปรับตัวต่อมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ได้
ย้ำว่า การเจรจาทั้งหมดดำเนินการภายใต้ความร่วมมือของทีมไทยแลนด์ มีเป้าหมายร่วมกัน คือ รักษาผลประโยชน์ของประเทศไทย ทำให้อัตราภาษีไม่สูงกว่าคู่แข่ง ไม่เกินกรอบ 19% และเพิ่มรายการสินค้าที่ได้รับการยกเว้นภาษีให้มากที่สุด เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB