เชื่อม ล้อ-ราง-เรือ ไว้ในแอปเดียว “ViaBus” ปักหมุดเป็นศูนย์กลางข้อมูลการเดินทาง
ViaBus ปักหมุดสู่ศูนย์กลางข้อมูลขนส่งครบวงจร หลังเพิ่มข้อมูลเดินรถ BTS ในแอป วางเป้าเชื่อม “ล้อ-ราง-เรือ” ไว้ในแพลตฟอร์มเดียว
แม้ประเทศไทยจะมีระบบขนส่งสาธารณะที่หลากหลาย ทั้งรถเมล์ รถไฟฟ้า รถไฟ เรือ รถตู้ และรถสองแถวที่เข้าถึงชุมชนในหลายพื้นที่ แต่การเดินทางของผู้โดยสารส่วนใหญ่ยังต้องอาศัยข้อมูลจากหลายแหล่ง เนื่องจากข้อมูลของแต่ละระบบยังไม่ได้เชื่อมโยงไว้ในแพลตฟอร์มเดียว ส่งผลให้การวางแผนเดินทางที่ต้องต่อรถหลายรูปแบบยังไม่สะดวกเท่าที่ควร
ล่าสุด ViaBus ได้เพิ่มฟีเจอร์ติดตามการเดินรถแบบเรียลไทม์ของรถไฟฟ้า BTS โดยเริ่มนำร่องสายสีเขียว สายสีเหลือง และสายสีชมพู
เข้ามาในแอปพลิเคชัน นับเป็นอีกก้าวของการพัฒนาแพลตฟอร์มจากเดิมที่เป็นแอปติดตามรถโดยสารสาธารณะ ไปสู่การเป็นศูนย์กลางข้อมูลระบบขนส่งมวลชนที่รวบรวมข้อมูลการเดินทางหลายรูปแบบไว้ในแอปเดียว
นายอินทัช มาศวงษ์ปกรณ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เวีย กรุ๊ป (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า จุดเริ่มต้นของความร่วมมือครั้งนี้มาจากการรับฟังความคิดเห็นของผู้ใช้งาน รวมถึงประสบการณ์การเดินทางของทีมงานเอง ซึ่งพบว่าผู้โดยสารไม่ได้ใช้ระบบขนส่งเพียงประเภทเดียว แต่ต้องเชื่อมต่อการเดินทางหลายรูปแบบในแต่ละวัน
จึงทำการสำรวจพฤติกรรมผู้ใช้งานและพบว่า มากกว่า 75% ของผู้ใช้ ViaBus ใช้ทั้งรถเมล์และรถไฟฟ้าควบคู่กัน ทำให้มองว่าหากสามารถเชื่อมข้อมูลของรถเมล์ ซึ่งเปรียบเสมือน “เส้นเลือดฝอย” เข้ากับรถไฟฟ้า ซึ่งเป็น “เส้นเลือดหลัก” ของระบบขนส่ง จะช่วยให้ประชาชนเดินทางได้สะดวกขึ้น ทั้งคนไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติ จึงเป็นที่มาของการหารือกับ BTS ซึ่งใช้เวลาพัฒนาความร่วมมือเกือบ 1 ปี ก่อนเปิดให้บริการฟีเจอร์ดังกล่าว
นายอินทัช กล่าวว่า เป้าหมายของ ViaBus คือการทำให้ผู้ใช้งานเข้าถึงข้อมูลระบบขนส่งทุกประเภทผ่านแพลตฟอร์มเดียว ไม่ใช่เฉพาะรถเมล์หรือรถไฟฟ้า แต่รวมถึงรถไฟ เรือ รถตู้ ตลอดจนระบบขนส่งภายในมหาวิทยาลัย โรงพยาบาล และศูนย์การค้า ซึ่งปัจจุบันแอปมีข้อมูลบางส่วนรองรับแล้ว และจะทยอยขยายเพิ่มเติมตามความต้องการของผู้ใช้งาน
ปัจจุบัน ViaBus รองรับข้อมูลเรือโดยสารในแม่น้ำเจ้าพระยา รวมถึงข้อมูลเส้นทางของระบบขนส่งอีกหลายประเภท แม้บางระบบจะยังไม่สามารถแสดงตำแหน่งแบบเรียลไทม์ได้ แต่บริษัทจะนำข้อเสนอแนะจากผู้ใช้งานไปหารือกับผู้ประกอบการ รวมถึงหน่วยงานภาครัฐและเอกชน เพื่อขยายการเชื่อมต่อข้อมูลการเดินรถในอนาคต
“เราเปิดกว้างทั้งภาครัฐและเอกชน ตราบใดที่เป็นระบบขนส่งที่ให้บริการประชาชน เราพร้อมร่วมมือทั้งหมด เพราะเป้าหมายคือทำให้คนเข้าถึงข้อมูลการเดินทางได้ง่าย วางแผนการเดินทางได้ คาดการณ์เวลาได้ และเชื่อมต่อการเดินทางระหว่างระบบต่างๆ ได้สะดวกขึ้น”
อีกทั้งในระยะยาว ViaBus ต้องการเป็นแพลตฟอร์มข้อมูลการเดินทางที่ใช้งานได้ทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งปัจจุบันได้ขยายบริการไปยังประเทศมาเลเซีย สปป.ลาว และฟิลิปปินส์แล้ว พร้อมมีแผนขยายไปยังประเทศอื่นเพิ่มเติม เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถใช้แอปเดียวในการเข้าถึงข้อมูลการเดินทางได้ทุกที่
ส่วนในต่างจังหวัดมีให้บริการเช่นเดียวกัน อาทิ ภูเก็ต เชียงใหม่ นครราชสีมา กระบี่ สมุย ระนอง และพัทลุง พร้อมตั้งเป้าขยายบริการให้ครอบคลุมทุกจังหวัดทั่วประเทศ
นอกจากนี้ หากในอนาคตภาครัฐเดินหน้าระบบตั๋วร่วม หรือเปิดให้เชื่อมโยงข้อมูลระบบขนส่งเพิ่มเติม ViaBus ก็พร้อมสนับสนุนทันที โดยไม่ได้จำกัดพื้นที่หรือรูปแบบการให้บริการ และพร้อมเชื่อมต่อกับทุกหน่วยงานที่ต้องการยกระดับการเข้าถึงข้อมูลของประชาชน
นายอินทัช ยังระบุว่า อีกหนึ่งเป้าหมายสำคัญคือการรวบรวมข้อมูลของระบบขนส่งรองในต่างจังหวัด ไม่ว่าจะเป็นรถสองแถว รถโดยสารท้องถิ่น หรือระบบขนส่งที่ยังเข้าถึงข้อมูลได้ยาก แม้ประเทศไทยจะมีเครือข่ายขนส่งที่ครอบคลุมหลายพื้นที่ แต่ข้อมูลยังค่อนข้างกระจัดกระจาย ซึ่งหากทำให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลเหล่านี้ได้ ก็จะช่วยเพิ่มการเดินทางและส่งเสริมเศรษฐกิจในพื้นที่ได้ในระยะยาว
ด้านนายสุมิตร ศรีสันติธรรม ผู้อำนวยการใหญ่สายปฏิบัติการ บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BTS กล่าวว่า ความร่วมมือกับ ViaBus มีเป้าหมายสำคัญคือการอำนวยความสะดวกให้ผู้โดยสาร เนื่องจากการเดินทางไม่ได้เริ่มต้นที่สถานีรถไฟฟ้า แต่เริ่มตั้งแต่ออกจากบ้าน ซึ่งหลายคนต้องต่อรถเมล์ เรือ หรือระบบขนส่งรูปแบบอื่นก่อนถึง BTS
แม้ BTS จะมีแอปพลิเคชัน The SkyTrain ที่ให้ข้อมูลการเดินรถแบบเรียลไทม์อยู่แล้ว แต่การเชื่อมข้อมูลกับ ViaBus จะช่วยให้ผู้โดยสารสามารถตรวจสอบเวลารถไฟฟ้าได้ตั้งแต่ก่อนถึงสถานี พร้อมกับดูข้อมูลของระบบขนส่งอื่นในแอปเดียว ทำให้วางแผนการเดินทางได้สะดวกยิ่งขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่เดินทางเชื่อมต่อหลายระบบ
นายสุมิตร กล่าวว่า ฟีเจอร์ดังกล่าวจะเป็นประโยชน์อย่างมากกับผู้ใช้บริการสายสีเหลืองและสายสีชมพู ซึ่งมีช่วงเวลาห่างของขบวนประมาณ 5 นาทีในช่วงเร่งด่วน และ 10 นาทีในช่วงนอกเวลาเร่งด่วน เพราะผู้โดยสารสามารถตรวจสอบได้ล่วงหน้าว่ารถจะมาถึงเมื่อใด หากทราบว่ารถจะเข้าชานชาลาในอีกเพียง 2 นาที ก็สามารถเร่งเดินขึ้นสถานีได้ทัน แต่หากเหลือเวลาอีก 8-9 นาที ก็ไม่จำเป็นต้องรีบ ช่วยให้การเดินทางมีประสิทธิภาพมากขึ้น เปรียบเสมือนการมีเวลานับถอยหลังที่ช่วยให้ผู้เดินทางตัดสินใจได้ง่ายขึ้น
ปัจจุบัน BTS ให้บริการผู้โดยสารรวมทั้ง 4 สาย ได้แก่ สายสีเขียว สีเหลือง สีชมพู และสายสีทอง รวมกว่า 1 ล้านเที่ยวคนต่อวัน โดยมองว่าการเชื่อมโยงข้อมูลการเดินทางกับระบบขนส่งรูปแบบอื่นจะช่วยยกระดับประสบการณ์การเดินทางของผู้โดยสาร และเป็นอีกก้าวสำคัญของการเชื่อมต่อระบบขนส่งสาธารณะของไทยให้ไร้รอยต่อมากยิ่งขึ้น
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB