GDP Q2 โต 1.9% ต่ำกว่าคาด! เหตุ การคลัง-บริโภคแผ่ว จับตา Q3 ฟื้น แต่สิ้นปีเสี่ยงชะลอ
นักวิเคราะห์ ชี้ GDP Q2 โต 1.9% ต่ำกว่าคาด! เหตุ การคลัง-บริโภคแผ่ว ฉุดเศรษฐกิจ ขณะที่ “ลงทุน-ธุรกิจ AI” กลายเป็นเครื่องยนต์หลัก จับตา Q3 ฟื้น แต่สิ้นปีเสี่ยงชะลอ
นายปิยศักดิ์ มานะสันต์ หัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจ บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด เปิดเผยกับ PPTV Wealth ถึงตัวเลข GDP ไตรมาส 2/2569 ที่ขยายตัว 1.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ชะลอลงจากไตรมาสแรกที่ขยายตัว 2.8% และหดตัว 0.2% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า โดยตัวเลขดังกล่าวสูงกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์และตลาดคาดการณ์ไว้ที่ประมาณ 1.7% แต่ต่ำกว่าประมาณการของบริษัทที่ 2.3%
นายปิยศักดิ์ กล่าวว่า ปัจจัยที่ทำให้ GDP ไตรมาส 2 ต่ำกว่าคาด คือการใช้จ่ายภาครัฐที่ชะลอตัวลงค่อนข้างมาก โดยเฉพาะการอุปโภคบริโภคภาครัฐ ซึ่งเป็นผลต่อเนื่องจากการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณในช่วงไตรมาส 4 ของปี 2568 และไตรมาส 1 ของปี 2569
การเร่งเบิกจ่ายดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจและช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมือง ส่งผลให้เม็ดเงินภาครัฐถูกนำมาใช้ในระบบเศรษฐกิจในช่วงก่อนหน้า ขณะที่ไตรมาส 2 การเบิกจ่ายเริ่มชะลอตัวลงอย่างชัดเจน และส่งผลต่อเนื่องไปยังภาคก่อสร้าง โดยเฉพาะโครงการก่อสร้างภาครัฐ รวมถึงกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เกี่ยวเนื่องกับภาคเอกชน
การบริโภคชะลอ กดดันกำลังซื้อ
อีกปัจจัยสำคัญคือการบริโภคภาคเอกชน ซึ่งไตรมาส 2/2569 ขยายตัว 1.9% ชะลอลงจาก 3.3% ในไตรมาสก่อนหน้า โดยการบริโภคชะลอตัวในหลายหมวด โดยเฉพาะภาคบริการ ขณะที่การบริโภคสินค้าคงทนและสินค้าไม่คงทนก็ชะลอลงเช่นกัน
นายปิยศักดิ์ กล่าวว่า ปัจจัยหนึ่งมาจากสถานการณ์ความขัดแย้งที่ส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น กระทบต้นทุนและกำลังซื้อของประชาชน ส่งผลให้การใช้จ่ายในประเทศชะลอตัว
สำหรับมาตรการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ที่เริ่มดำเนินการในช่วงไตรมาส 2 มีส่วนช่วยพยุงการบริโภค โดยการประเมินเบื้องต้นของบริษัทคาดว่าจะช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจได้ประมาณ 0.2% ขณะที่ผลต่อ GDP ที่เกิดขึ้นจริงอาจอยู่ที่ประมาณ 0.1%
ทั้งนี้ หากไม่มีมาตรการดังกล่าว การบริโภคมีโอกาสหดตัวแรงกว่านี้ เนื่องจากแรงกดดันด้านต้นทุนพลังงานและค่าครองชีพ
ส่งออกขยายตัว แต่การนำเข้าเร่งตัวแรงกว่า
ด้านภาคต่างประเทศ การส่งออกยังขยายตัวในระดับสูง โดยข้อมูลจากหน่วยงานเศรษฐกิจและกรมศุลกากรสะท้อนทิศทางการส่งออกที่แข็งแกร่ง ขณะที่การนำเข้าเร่งตัวขึ้นมากเช่นกัน
นายปิยศักดิ์ ระบุว่า การส่งออกขยายตัวประมาณ 12.5% ขณะที่การนำเข้าเพิ่มขึ้น 24.2% โดยสินค้านำเข้าสำคัญ ได้แก่ สินค้าทุน น้ำมัน และทองคำ
การนำเข้าที่ขยายตัวสูงกว่าการส่งออก ส่งผลให้ดุลการค้ากลายเป็นปัจจัยกดดันเศรษฐกิจ โดยประเมินว่าไทยมีโอกาสขาดดุลการค้าประมาณ 510,000 ล้านบาทในไตรมาส 2
ลงทุนเอกชนพุ่ง หนุนเศรษฐกิจผ่าน AI-ดาต้าเซ็นเตอร์
ขณะที่การลงทุนกลายเป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2 โดยการลงทุนรวมขยายตัว 9.1% และการลงทุนภาคเอกชนขยายตัวสูงถึง 13.4% โดยเฉพาะการลงทุนในเครื่องจักรและอุปกรณ์ ซึ่งได้รับแรงหนุนจากการลงทุนด้าน AI และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล
นายปิยศักดิ์ กล่าวว่า โครงสร้าง GDP ไตรมาส 2 สะท้อนชัดเจนว่า “การลงทุน” เป็นแรงขับเคลื่อนหลัก ขณะที่เครื่องยนต์เศรษฐกิจด้านอื่นมีทิศทางชะลอตัว ในส่วนของภาครัฐ หากไม่มีมาตรการเข้ามาพยุง การบริโภคมีโอกาสชะลอลงมากกว่านี้ ขณะที่การใช้จ่ายภาครัฐตามปกติก็ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
ลงทุนโต แต่ภาคการผลิตยังไม่กระจายตัว
อย่างไรก็ตาม การลงทุนที่ขยายตัวสูงยังมีข้อจำกัด เนื่องจากไม่ได้ส่งผ่านไปยังภาคการผลิตทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียมกัน จึงต้องติดตามว่าการลงทุนที่เข้ามาจะสามารถสร้างผลต่อเนื่องไปยังภาคการผลิต การจ้างงาน และการสร้างมูลค่าเพิ่มในระบบเศรษฐกิจได้มากน้อยเพียงใด
นายปิยศักดิ์ กล่าวว่า การลงทุนส่วนหนึ่งเกี่ยวข้องกับดาต้าเซ็นเตอร์ รวมถึงการนำเข้าเครื่องจักรและอุปกรณ์เพื่อรองรับการผลิตในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี โดยเฉพาะเซมิคอนดักเตอร์
ภาคการผลิตที่ขยายตัวโดดเด่น คือการผลิตคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ต่อพ่วง ซึ่งขยายตัวประมาณ 21.1% และเป็นหนึ่งในกลุ่มที่มีบทบาทสำคัญต่อภาคการผลิตในไตรมาสนี้
ขณะที่การผลิตผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมขยายตัวประมาณ 0.7% สวนทางกับอุตสาหกรรมสำคัญหลายกลุ่มที่ยังหดตัว โดยการผลิตยานยนต์ลดลง 7.2% การผลิตเครื่องประดับลดลง 3.8% และการผลิตยางสังเคราะห์ลดลง 9.7% สะท้อนการเติบโตที่กระจุกตัวอยู่ในบางอุตสาหกรรม
AI หนุนเศรษฐกิจไทย แต่เกิด K-Shape Growth
นายปิยศักดิ์ กล่าวว่า โครงสร้างการเติบโตดังกล่าวสอดคล้องกับกระแสเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะการลงทุนด้าน AI ซึ่งเป็นเมกะเทรนด์ที่ยังขยายตัวต่อเนื่อง และไทยยังอยู่ในห่วงโซ่อุปทาน แม้จะอยู่ในส่วนปลายน้ำ
ขณะที่อุตสาหกรรมอื่นไม่ได้ขยายตัวในระดับเดียวกัน ส่งผลให้โครงสร้างเศรษฐกิจมีลักษณะ “K-Shape Growth” คือบางภาคส่วนเติบโตได้ดี ขณะที่อีกหลายภาคส่วนยังเผชิญแรงกดดัน โดยปรากฏการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในหลายประเทศ รวมถึงสหรัฐฯ
สำหรับภาคเศรษฐกิจอื่นในไตรมาส 2 มีทิศทางชะลอตัว ทั้งภาคเกษตรที่ได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศ ภาคบริการ โดยเฉพาะธุรกิจที่พักแรมและร้านอาหาร รวมถึงจำนวนนักท่องเที่ยวที่ชะลอตัว
ส่วนภาคก่อสร้างได้รับผลกระทบจากการลงทุนภาครัฐที่ชะลอตัว ส่งผลให้การขยายตัวของภาคดังกล่าวไม่โดดเด่น
Q3 มีโอกาสฟื้น แต่ Q4 เสี่ยงชะลอ
สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังของปี นายปิยศักดิ์ ประเมินว่า GDP ไตรมาส 3 มีโอกาสปรับตัวดีขึ้น โดยมีแรงสนับสนุนจากมาตรการ “ไทยช่วยไทย พลัส” และต้องติดตามว่าจะมีการขยายมาตรการหรือเพิ่มโครงการเพื่อสร้างแรงส่งต่อเนื่องหรือไม่
อีกปัจจัยคือราคาน้ำมัน ซึ่งมีโอกาสชะลอตัวลงจากฐานราคาที่สูงในช่วงที่ผ่านมา แม้ราคาน้ำมันยังอยู่ในระดับสูงกว่า 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เนื่องจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอน
สำหรับไตรมาส 3 คาดว่าจะยังไม่เข้าสู่ภาวะหดตัว โดย GDP เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน มีโอกาสขยายตัวประมาณ 2.1-2.8%
ส่วนไตรมาส 4 มีความเสี่ยงชะลอตัว หากมาตรการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ไม่มีการดำเนินการต่อเนื่อง เนื่องจากอาจเห็นสัญญาณการใช้จ่ายของประชาชนลดลงชัดเจนขึ้น
นอกจากนี้ ยังต้องติดตามการดำเนินการตาม พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาท โดยเฉพาะวงเงิน 200,000 ล้านบาทที่เกี่ยวข้องกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและอีก 200,000 ล้านบาทสำหรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ว่าจะสามารถจัดทำโครงการและเร่งเบิกจ่ายเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้มากน้อยเพียงใด
คง GDP ปี 2569 โต 2% มี Upside 2.5%
สำหรับประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 อินโนเวสท์ เอกซ์ ยังคงคาดว่า GDP จะขยายตัวประมาณ 2% และมี Upside ที่ระดับ 2.5%
AI ยังเป็นแรงหนุน แต่จับตาน้ำมัน-การลงทุนเทคโนโลยี
สำหรับปัจจัยที่จะสนับสนุนเศรษฐกิจไทย กระแสการลงทุนด้าน AI และโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องยังเป็นปัจจัยบวกสำคัญ หากการลงทุนยังเดินหน้าต่อเนื่อง จะช่วยสร้างแรงส่งให้เศรษฐกิจไทยในระยะถัดไป
อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตาม โดยเฉพาะสถานการณ์ตะวันออกกลางและทิศทางราคาน้ำมัน แม้ในระยะยาวมีแนวโน้มว่าราคาน้ำมันจะลดลงจากปริมาณการผลิตที่เพิ่มขึ้น แต่สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังอาจทำให้ราคาน้ำมันผันผวน
นายปิยศักดิ์ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้มีการประเมินว่าหากช่องแคบฮอร์มุซถูกปิด อาจส่งผลให้ซัพพลายน้ำมันหายไปมากกว่า 15-20 ล้านบาร์เรลต่อวัน แต่สถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงทำให้ซัพพลายที่หายไปอยู่ที่ประมาณ 5-6 ล้านบาร์เรลต่อวัน จึงทำให้ความเสี่ยงด้านราคาน้ำมันอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้มากกว่าที่ประเมินไว้ในช่วงแรก
อีกปัจจัยคือความเสี่ยงจากการปรับฐานของการลงทุนในกลุ่ม AI หากการลงทุนชะลอตัวหรือบริษัทเทคโนโลยีลดงบลงทุนลง อาจส่งผลกระทบต่อเครื่องยนต์สำคัญของเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน
ตัวเลขการขอรับการส่งเสริมการลงทุนในกลุ่ม Data Center และ Data Hosting ที่อยู่ในระดับสูง ยังเป็นสัญญาณสนับสนุนการลงทุนในระยะข้างหน้า โดยตั้งแต่ปี 2567 ถึงเดือนมีนาคม 2569 มีคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนรวม 54 โครงการ มูลค่าประมาณ 1.7 ล้านล้านบาท
แต่การลงทุนดังกล่าวต้องใช้ระยะเวลาประมาณ 2-3 ปีในการดำเนินโครงการและก่อสร้าง จึงมีโอกาสเห็นเม็ดเงินลงทุนทยอยเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจต่อเนื่องในระยะข้างหน้า
K-Shape Growth โจทย์ใหญ่ รัฐเร่งสร้างบุคลากร AI-เซมิคอนดักเตอร์
สำหรับโครงสร้างเศรษฐกิจที่เติบโตแบบ K-Shape Growth และมีเครื่องยนต์เศรษฐกิจหลายส่วนที่ยังอ่อนแรง นายปิยศักดิ์ กล่าวว่า เป็นโจทย์เชิงโครงสร้างที่แก้ไขได้ยาก เนื่องจากกระแสการเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปัจจุบันมาจาก AI โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และเซมิคอนดักเตอร์
โดยไทยยังอยู่ในห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมเหล่านี้ แม้จะอยู่ในส่วนปลายน้ำ แต่การขยับขึ้นไปสู่ต้นน้ำยังเป็นเรื่องท้าทาย เนื่องจากต้องใช้เทคโนโลยีและความเชี่ยวชาญในการผลิตชิปและชิ้นส่วนขั้นสูง ซึ่งไทยยังมีข้อจำกัด
ขณะที่ไทยมีศักยภาพในบางด้าน เช่น Advanced Packaging ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับการนำชิปมาเรียงและเชื่อมต่อเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ
ดังนั้น หัวใจสำคัญจึงอยู่ที่การพัฒนาบุคลากร เนื่องจากอุตสาหกรรมเหล่านี้ต้องการแรงงานที่มีความรู้และทักษะเฉพาะทางสูง โดยยุทธศาสตร์เซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ รวมถึงกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม หรือ อว. อยู่ระหว่างผลักดันการพัฒนาบุคลากรในอุตสาหกรรมดังกล่าว ที่มีเป้าหมายคือการมีบุคลากรด้านเซมิคอนดักเตอร์ประมาณ 200,000 คนภายในปี 2030 ขณะที่การประเมินของ อว. ระบุว่าศักยภาพการผลิตบุคลากรภายในประเทศอาจอยู่ที่ประมาณ 84,000 คน
โดยรัฐจำเป็นต้องเร่งพัฒนาระบบการศึกษาและทักษะแรงงาน รวมถึงพิจารณาดึงบุคลากรจากต่างประเทศเข้ามาเสริม เพื่อรองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง
นอกจากนี้ ยังต้องผลักดันอุตสาหกรรมแห่งอนาคตอื่น ๆ เช่น EV แม้จะไม่ได้สร้างการจ้างงานในระดับสูงเท่ากับอุตสาหกรรมเดิม แต่เป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างเศรษฐกิจ ขณะที่การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานก็เป็นอีกโจทย์ที่ไทยต้องเร่งดำเนินการ
แนะรัฐเร่งเครื่องการคลัง-สร้างความชัดเจนโครงการลงทุน
นายปิยศักดิ์ กล่าวว่า สำหรับความคิดเห็นส่วนตัว สิ่งที่รัฐบาลควรเร่งดำเนินการคือการขับเคลื่อนนโยบายการคลัง หลังจากภาคการคลังมีสัญญาณชะลอตัว ทั้งจากการเบิกจ่ายงบประมาณปกติและความไม่ชัดเจนของมาตรการวงเงิน 200,000 ล้านบาทสำหรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน
หากมาตรการดังกล่าวยังไม่มีความชัดเจนและไม่สามารถเบิกจ่ายได้ จะทำให้ไม่มีเม็ดเงินใหม่เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ ขณะที่ภาครัฐได้เร่งเบิกจ่ายไปแล้วตั้งแต่ไตรมาส 4/2568 ต่อเนื่องถึงไตรมาส 1/2569
การชะลอตัวของภาคการคลังจึงมีโอกาสกลายเป็นแรงกดดันต่อเศรษฐกิจในระยะต่อไป รัฐบาลควรเร่งจัดทำแผนการคลังให้ชัดเจนทั้งระยะสั้นและระยะกลาง รวมถึงกำหนดแผนการลงทุนที่สามารถเดินหน้าได้อย่างเป็นรูปธรรม
โดยเฉพาะโครงการลงทุนขนาดใหญ่ เช่น แลนด์บริดจ์ และรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน ซึ่งมีความล่าช้าหรือมีการเปลี่ยนแปลง รัฐบาลจำเป็นต้องเร่งสร้างความชัดเจนว่าโครงการใดจะเดินหน้าต่อ และโครงการใดจะถูกนำมาใช้ทดแทน
การเร่งผลักดันโครงการลงทุนใหม่จึงเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการเติมเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ และชดเชยแรงส่งที่ลดลงจากภาคการคลังในช่วงที่เหลือของปี
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB