AI เปลี่ยนเศรษฐกิจไทย แต่ “รู้เท่าทัน” สำคัญไม่แพ้ “ใช้เป็น”
เคทีซีชี้ AI กำลังยกระดับการทำงานและเศรษฐกิจ แต่ผู้ใช้ต้องรู้จักตรวจสอบข้อมูล ปกป้องความเป็นส่วนตัว และใช้เทคโนโลยีอย่างรับผิดชอบ
“คุณใช้ AI หรือยัง?” อาจเป็นคำถามใหม่ที่กำลังเข้ามาแทน “ใช้อินเทอร์เน็ตหรือยัง?”
เพราะวันนี้ AI หรือปัญญาประดิษฐ์ ไม่ได้เป็นเพียงเทคโนโลยีสำหรับผู้เชี่ยวชาญอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นเครื่องมือพื้นฐานที่เข้ามาอยู่ในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่การค้นหาข้อมูล วิเคราะห์เอกสาร สร้างคอนเทนต์ ไปจนถึงการบริการลูกค้าและช่วยตัดสินใจทางธุรกิจ
เมื่อหลายองค์กรเริ่มนำ AI เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการทำงาน คำถามจึงอาจไม่ใช่ “AI จะเปลี่ยนโลกหรือไม่?” เพราะการเปลี่ยนแปลงกำลังเกิดขึ้นแล้ว
แต่คือ เราพร้อมแค่ไหนที่จะใช้ AI ให้ถูกต้อง ปลอดภัย และเกิดประโยชน์สูงสุด
จาก AI ที่ตอบคำถาม สู่ AI ที่คิดและลงมือทำ
ช่วง 2 ปีที่ผ่านมา หลายคนคุ้นเคยกับ Generative AI ในฐานะ “ผู้ช่วย” ที่สามารถตอบคำถาม เขียนบทความ สรุปรายงาน หรือสร้างภาพตามคำสั่ง
แต่เทคโนโลยีกำลังขยับไปอีกขั้นสู่ Agentic AI ซึ่งไม่ได้เพียงรอรับคำสั่ง แต่สามารถวางแผน เชื่อมโยงข้อมูล และดำเนินงานหลายขั้นตอนต่อเนื่อง เพื่อไปให้ถึงเป้าหมายที่ได้รับมอบหมาย
จากเดิมที่คนต้องสั่ง AI ทีละขั้น ตั้งแต่ค้นข้อมูล วิเคราะห์ สรุป และจัดทำรายงาน วันนี้กระบวนการเหล่านี้สามารถเชื่อมต่อกันภายในระบบเดียว
การเปลี่ยนแปลงนี้กำลังเกิดขึ้นในหลายอุตสาหกรรม ตั้งแต่การศึกษา การตลาด การแพทย์ ไปจนถึงภาคการเงินและบริการ ทำให้ AI กำลังเปลี่ยนบทบาทจาก “เครื่องมือ” มาเป็น “ผู้ช่วยดิจิทัล” ที่ทำงานร่วมกับมนุษย์ได้ใกล้ชิดขึ้น
AI อาจกลายเป็นเครื่องยนต์ใหม่ของเศรษฐกิจโลก
เหตุผลที่ AI ถูกจับตามองมากขึ้น ไม่ได้มีแค่เรื่องเทคโนโลยี แต่รวมถึงศักยภาพในการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจด้วย
รายงานของ PwC ประเมินว่า AI อาจสร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจโลกได้สูงถึง 15.7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2573 ขณะที่ McKinsey คาดการณ์ว่า Generative AI อาจสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจเพิ่มเติมได้อีก 2.6-4.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี จากการเพิ่มผลิตภาพและประสิทธิภาพการทำงาน
และ AI ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ธุรกิจเทคโนโลยี แต่กำลังเข้าไปอยู่ในงานที่ใช้ความรู้แทบทุกภาคส่วน ทั้งการเงิน การตลาด กฎหมาย การสื่อสารองค์กร การศึกษา และบริการลูกค้า
องค์กรที่ใช้ AI ลดงานซ้ำซ้อน วิเคราะห์ข้อมูลได้เร็วขึ้น และเข้าใจความต้องการของลูกค้าได้แม่นยำขึ้น จึงมีโอกาสสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันมากขึ้น
แต่ “ใช้ AI เป็น” อาจยังไม่พอ
แม้ AI จะเก่งขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกคำตอบที่ได้จะถูกต้องเสมอ
หนึ่งในข้อจำกัดสำคัญคือ Hallucination หรือการที่ AI สร้างข้อมูลที่คลาดเคลื่อนขึ้นมาเอง ขณะเดียวกัน ความสามารถของ AI ในการสร้างข้อความ เสียง ภาพ และวิดีโอที่สมจริง ก็อาจเพิ่มความเสี่ยงจากข่าวปลอม การปลอมแปลงตัวตน และการหลอกลวงทางไซเบอร์ที่ซับซ้อนขึ้น
ยิ่งเมื่อเข้าสู่ยุค Agentic AI ซึ่งระบบสามารถเข้าถึง ประมวลผล และเชื่อมโยงข้อมูลจำนวนมากได้โดยอัตโนมัติ ความเสียหายที่เกิดขึ้นจึงอาจไม่ได้กระทบแค่คนคนเดียว แต่ลุกลามไปถึงองค์กร ชื่อเสียง และความเชื่อมั่นของผู้บริโภคได้
นี่จึงเป็นเหตุผลที่ AI Literacy หรือความรู้เท่าทัน AI กำลังกลายเป็นทักษะสำคัญของศตวรรษที่ 21
AI Literacy ไม่ได้หมายถึงแค่การรู้วิธีใช้ AI แต่รวมถึงการเข้าใจว่า AI ทำงานอย่างไร รู้จักตั้งคำถาม ตรวจสอบข้อเท็จจริง ประเมินความน่าเชื่อถือของข้อมูล และรู้ว่าเทคโนโลยีมีข้อจำกัดตรงไหน
เพราะในอนาคต ความได้เปรียบอาจไม่ได้อยู่ที่ว่าใครเข้าถึง AI ได้ก่อน แต่อยู่ที่ว่า ใครใช้ AI ได้อย่างมีวิจารณญาณมากกว่า
ใช้ AI เป็น ต้อง “ใช้ข้อมูลเป็น” ด้วย
อีกเรื่องที่มองข้ามไม่ได้คือข้อมูล ปัจจุบัน AI ถูกนำมาใช้ช่วยสรุปการประชุม วิเคราะห์เอกสาร สร้างรายงาน และจัดการข้อมูลในการทำงานมากขึ้น แต่ไม่ใช่ข้อมูลทุกประเภทที่สามารถนำเข้าสู่ระบบ AI ได้
โดยเฉพาะข้อมูลส่วนบุคคลภายใต้กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หรือ PDPA เช่น หมายเลขบัตรประชาชน หมายเลขบัตรเครดิต ข้อมูลบัญชีธนาคาร ข้อมูลลูกค้า ข้อมูลพนักงาน รวมถึงข้อมูลที่เป็นความลับทางธุรกิจ ไม่ควรถูกนำเข้าสู่ระบบ AI สาธารณะโดยไม่มีมาตรการกำกับดูแลที่เหมาะสม
เพราะการนำข้อมูลสำคัญเข้าสู่ระบบโดยไม่ตระหนักถึงความเสี่ยง อาจกระทบทั้งตัวบุคคล องค์กร และความเชื่อมั่นของลูกค้าในระยะยาว
พูดง่าย ๆ คือ ในวันที่ AI เก่งขึ้นทุกวัน ทักษะในการปกป้องข้อมูลก็สำคัญไม่แพ้ทักษะในการใช้ AI
KTC มองการใช้ AI ต้องเดินคู่กับความรับผิดชอบ
สำหรับ เคทีซี หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ในฐานะสถาบันการเงินที่ดำเนินธุรกิจบนพื้นฐานของข้อมูล การเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุค AI จึงไม่ได้มองเพียงการนำเทคโนโลยีมาเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน
เคทีซีให้ความสำคัญกับการพัฒนาความรู้ด้าน AI ของบุคลากร ควบคู่กับการกำกับดูแลข้อมูล ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ และการปฏิบัติตามหลักการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลอย่างเคร่งครัด
การนำ AI มาใช้ภายในองค์กรจึงต้องอยู่ภายใต้กรอบการกำกับดูแลที่เหมาะสม เพื่อให้เทคโนโลยีช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ยกระดับประสบการณ์ของสมาชิก และสร้างคุณค่าได้ โดยไม่กระทบต่อความเป็นส่วนตัวหรือความเชื่อมั่นของผู้ใช้บริการ
ท้ายที่สุดแล้ว เมื่อ AI กำลังขยับจาก “เครื่องมือ” ไปเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของเศรษฐกิจ ทักษะที่สำคัญจึงอาจไม่ใช่แค่การเข้าถึง AI แต่คือ การเรียนรู้ ปรับตัว และรู้จักใช้เทคโนโลยีอย่างมีวิจารณญาณ
เพราะคนที่ได้เปรียบในยุค AI อาจไม่ใช่คนที่ใช้ AI มากที่สุด แต่คือ คนที่รู้ว่าจะใช้ AI อย่างไรให้ฉลาด ปลอดภัย และรับผิดชอบที่สุด
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB