เตือน! ภาคอุตสาหกรรมรับมือ "2 ความเสี่ยงน้ำ" น้ำท่วม–น้ำแล้ง ฝนตกไม่ช่วย
"เอกชน" เตือนภาคอุตสาหกรรมรับมือ "น้ำท่วม–น้ำแล้ง" พร้อมกัน ชี้ ปริมาณน้ำในอ่างทั่วประเทศ 72% แต่ยังวางใจไม่ได้ ต้องประเมิน "น้ำต้นทุน" เป็นรายพื้นที่
สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ติดตามสถานการณ์ฝนและน้ำทั่วประเทศ โดยเห็นว่าภาคอุตสาหกรรมต้องบริหารความเสี่ยง 2 ด้านควบคู่กัน ได้แก่ ฝนตกหนักและน้ำท่วมเฉพาะพื้นที่ในระยะสั้น และความเพียงพอของน้ำต้นทุนสำหรับฤดูแล้ง ซึ่งมีระดับความเสี่ยงแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่
นายปรีดา วัชรเธียรสกุล รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และประธานสถาบันน้ำ สิ่งแวดล้อม และ Climate Change กล่าวว่า สถานการณ์ขณะนี้สะท้อนว่า ภาคอุตสาหกรรมต้องรับมือความเสี่ยงด้านน้ำทั้งสองด้านพร้อมกัน
คือป้องกันผลกระทบจากฝนตกหนักและน้ำท่วมในระยะสั้น ควบคู่กับการประเมินน้ำต้นทุนและวางแผนใช้น้ำสำหรับฤดูแล้ง เพราะฝนที่ตกหนักในบางช่วงไม่ได้หมายความว่าทุกพื้นที่จะมีน้ำเพียงพอ
สำหรับภาคอุตสาหกรรม น้ำท่วมอาจส่งผลกระทบต่อระบบไฟฟ้า เครื่องจักร การจัดเก็บวัตถุดิบ สารเคมีและสินค้า ตลอดจนเส้นทางขนส่งและห่วงโซ่อุปทาน ส.อ.ท. จึงขอให้สถานประกอบการในพื้นที่เสี่ยงเร่งดำเนินการ ดังนี้
- ตรวจสอบระบบระบายน้ำ แนวป้องกันน้ำท่วม และจุดเสี่ยงภายในโรงงาน
- ป้องกันเครื่องจักร ระบบไฟฟ้า วัตถุดิบ สารเคมี และสินค้า
- เตรียมพลังงานสำรอง ระบบสื่อสาร และกำหนดผู้รับผิดชอบกรณีฉุกเฉิน
- ติดตามระดับน้ำ ประกาศเตือนภัย และเส้นทางขนส่งอย่างต่อเนื่อง
- ทบทวนแผนฉุกเฉินและแผนความต่อเนื่องทางธุรกิจ (BCP)
ฝนสะสมต่ำกว่าค่าปกติ ต้องเร่งวางแผนน้ำต้นทุน
ปริมาณฝนสะสมทั่วประเทศระหว่างวันที่ 1 มกราคม–13 กันยายน 2569 อยู่ที่ 1,032.6 มิลลิเมตร พื้นที่ที่มีปริมาณฝนสะสมต่ำกว่าค่าปกติมาก ได้แก่ ภาคใต้ฝั่งตะวันออกร้อยละ 28 ภาคกลางร้อยละ 18 และภาคตะวันออกร้อยละ 13 สะท้อนให้เห็นว่าปริมาณและการกระจายตัวของฝนแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ จึงจำเป็นต้องเร่งประเมินความเพียงพอของน้ำต้นทุนก่อนเข้าสู่ฤดูแล้ง
ปริมาณน้ำในอ่างทั่วประเทศอยู่ที่ร้อยละ 72 แต่ต้องประเมินเป็นรายพื้นที่
ข้อมูลกรมชลประทาน ณ วันที่ 18 กันยายน 2569 ระบุว่า อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลาง 496 แห่ง มีน้ำเก็บกักรวม 55,015 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือร้อยละ 72 ของความจุ และมีน้ำใช้การได้ 31,041 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือร้อยละ 59 อย่างไรก็ตาม ปริมาณน้ำเก็บกักรวมยังต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปี 2568 จำนวน 4,210 ล้านลูกบาศก์เมตร จึงไม่ควรประเมินความเพียงพอของน้ำจากค่าเฉลี่ยระดับประเทศเพียงอย่างเดียว
พื้นที่ที่ภาคอุตสาหกรรมควรติดตามเป็นพิเศษ
- ภาคกลาง มีน้ำเก็บกักร้อยละ 62 และมีฝนสะสมต่ำกว่าค่าปกติร้อยละ 18 จึงควรติดตามปริมาณน้ำในแหล่งน้ำอย่างใกล้ชิด
- ภาคตะวันออก ซึ่งเป็นฐานเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมสำคัญ มีน้ำเก็บกักร้อยละ 68 และฝนสะสมต่ำกว่าค่าปกติร้อยละ 13 จึงต้องติดตามทั้งปริมาณน้ำต้นทุนและสมดุลระหว่างปริมาณน้ำที่มีอยู่กับความต้องการใช้น้ำ (Water Balance) โดยเฉพาะพื้นที่ EEC เพื่อประเมินความเพียงพอของน้ำสำหรับภาคการผลิตในช่วงฤดูแล้ง
- ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีน้ำเก็บกักร้อยละ 72 และฝนสะสมต่ำกว่าค่าปกติร้อยละ 6 จึงควรใช้ช่วงที่ยังมีฝนเร่งกักเก็บน้ำ พร้อมติดตามปริมาณฝนและน้ำไหลเข้าอ่างอย่างต่อเนื่อง
- ภาคใต้ มีน้ำเก็บกักร้อยละ 65 ขณะที่ภาคใต้ฝั่งตะวันออกมีฝนสะสมต่ำกว่าค่าปกติถึงร้อยละ 28 จึงต้องติดตามการกระจายตัวของฝนและประเมินน้ำต้นทุนเป็นรายพื้นที่
นอกจากนี้ ควรติดตามสถานการณ์ ENSO และแนวโน้มเอลนีโญอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากอาจส่งผลต่อปริมาณฝนและความเสี่ยงด้านน้ำในระยะต่อไป
จัดทำแผนบริหารน้ำ 3 ระดับ
ส.อ.ท. แนะนำให้สถานประกอบการประเมินความต้องการใช้น้ำเทียบกับน้ำต้นทุนที่สามารถเข้าถึงได้ ตรวจสอบแหล่งน้ำหลักและแหล่งน้ำสำรอง พร้อมจัดทำแผนบริหารน้ำอย่างน้อย 3 ระดับ ได้แก่ ภาวะปกติ ภาวะเฝ้าระวัง และภาวะขาดแคลนน้ำ
ขณะเดียวกัน ควรเร่งลดการสูญเสียน้ำ เพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำ นำน้ำกลับมาใช้ใหม่ และประสานผู้ให้บริการน้ำกับหน่วยงานในพื้นที่ เพื่อเตรียมทางเลือกรองรับกรณีน้ำต้นทุนไม่เพียงพอในช่วงฤดูแล้ง
“การบริหารจัดการน้ำของภาคอุตสาหกรรมต้องเปลี่ยนจากการรับมือเมื่อเกิดปัญหา ไปสู่การวางแผนล่วงหน้าบนพื้นฐานของข้อมูล โดยผู้ประกอบการควรประเมินความต้องการใช้น้ำ เตรียมแหล่งน้ำสำรอง และกำหนดมาตรการรองรับสถานการณ์แต่ละระดับอย่างชัดเจน เพื่อรักษาความต่อเนื่องของการผลิตและลดผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน”
พัฒนาระบบข้อมูลและเครือข่ายเตือนภัยด้านน้ำ
สถาบันน้ำ สิ่งแวดล้อม และ Climate Change ของ ส.อ.ท. อยู่ระหว่างพัฒนา Water Information & Early Warning เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลฝน น้ำต้นทุน พื้นที่อุตสาหกรรม และความต้องการใช้น้ำ ไปสู่การจัดทำ Industrial Water Risk Map พร้อมกันนี้ ยังเดินหน้าขยายเครือข่าย Water War Room เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้สามารถเฝ้าระวัง ประเมินความเสี่ยง และวางแผนบริหารน้ำได้สอดคล้องกับสถานการณ์ของแต่ละพื้นที่
ส.อ.ท. พร้อมเป็นกลไกกลางเชื่อมโยงข้อมูล โครงสร้างพื้นฐาน และความร่วมมือ เพื่อเสริมความมั่นคงด้านน้ำ ลดความเสี่ยงต่อการผลิตและห่วงโซ่อุปทาน พร้อมรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทยในระยะยาว
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB