เผยเบื้องหลัง ขสมก. วางแผนรถเมล์รับมือน้ำท่วม 2569 อย่างไร?
เปิดแผนบริหารรถเมล์ตั้งแต่ประเมินระดับน้ำ จัดเส้นทาง เลือกรถให้เหมาะกับพื้นที่ ไปจนถึงตั้งศูนย์บัญชาการรับมือสถานการณ์แบบเรียลไทม์
ช่วงน้ำท่วมที่ผ่านมา “รถเมล์ครีมแดง” กลายเป็นหนึ่งในภาพที่ถูกพูดถึงอย่างมาก หลังยังสามารถให้บริการในหลายพื้นที่ที่มีน้ำท่วมสูง จนถูกมองว่าเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยสำคัญด้านการเดินทางในช่วงวิกฤต
PPTV Wealth ชวนเปิดเบื้องหลังการบริหารจัดการเดินรถขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ผ่านมุมมองของ นายกิตติกานต์ จอมดวง จารุวรพลกุล ผู้อำนวยการ ขสมก. ซึ่งเปิดเผยถึงการรับมือสถานการณ์น้ำท่วมครั้งนี้ รวมถึงบทบาทของรถเมล์ครีมแดงและแผนเตรียมพร้อมสำหรับวิกฤตในอนาคต
ขสมก. แบ่งระดับน้ำ วางแผนเดินรถเป็นขั้น
นายกิตติกานต์ กล่าวว่า ขสมก. มี Business Continuity Plan (BCP) สำหรับรับมือเหตุฉุกเฉินและภัยพิบัติ รวมถึงสถานการณ์น้ำท่วม โดยกำหนดระดับน้ำเพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจเดินรถอย่างชัดเจน
หากระดับน้ำต่ำกว่า 15 เซนติเมตร รถยังสามารถให้บริการได้ตามปกติ แต่เมื่อระดับน้ำอยู่ที่ 15–30 เซนติเมตร จะเริ่มมีน้ำท่วมขัง จึงต้องเพิ่มการติดตามและให้ความสำคัญกับการเดินรถมากขึ้น
ส่วนระดับ 30–50 เซนติเมตร ถือเป็นช่วงที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ เพราะแรงคลื่นจากรถอาจกระทบบ้านเรือนหรือทรัพย์สินริมทาง ขณะที่ระดับน้ำเกิน 50 เซนติเมตร จะเข้าสู่ภาวะวิกฤต ต้องประเมินเป็นรายเส้นทางและเลือกใช้รถที่มีสมรรถนะเหมาะสม และหากระดับน้ำเกิน 80 เซนติเมตร รถก็ไม่สามารถเดินทางผ่านได้
เนื่องจาก ขสมก. ให้บริการครอบคลุมทั้งกรุงเทพฯ และพื้นที่โดยรอบ จึงมีการนำเส้นทางที่ได้รับผลกระทบมาลงในแผนที่แยกตามเขตการเดินรถ เพื่อให้สามารถติดตามสถานการณ์และบริหารรถแต่ละพื้นที่ได้
ตัวอย่างเช่น เส้นทางสาย 510(1-19) รังสิต–อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ จะมีการกำหนดสีตามระดับสถานการณ์ ได้แก่
- สีเขียว คือเส้นทางปกติ
- สีเหลือง คือมีน้ำท่วมแต่ยังผ่านได้
- สีส้ม คือระดับน้ำสูงแต่ยังสามารถผ่านได้
- สีแดง คือระดับน้ำเกิน 50 เซนติเมตร ซึ่งต้องประเมินการเดินรถอย่างใกล้ชิด
น้ำท่วมสูง ต้องเลือก “รถ” ให้เหมาะกับเส้นทาง
เมื่อเกิดน้ำท่วม ขสมก. ยืนยันว่าทุกเส้นทางยังจำเป็นต้องมีรถให้บริการ เพราะประชาชนยังต้องเดินทาง แต่ไม่ได้หมายความว่ารถทุกประเภทจะสามารถนำไปวิ่งในพื้นที่น้ำท่วมได้
เส้นทางที่มีพื้นที่สีแดงและสีส้มจำนวนมาก จะหลีกเลี่ยงการนำรถปรับอากาศหรือรถพื้นต่ำเข้าไปให้บริการ เพราะหากรถเกิดขัดข้องกลางน้ำท่วม จะยิ่งสร้างปัญหาการจราจรและกระทบการเดินทางมากขึ้น
จึงมีการนำ “รถเมล์ครีมแดง” เข้าไปให้บริการในพื้นที่ที่มีน้ำท่วม ขณะที่รถพื้นต่ำและรถปรับอากาศจะถูกย้ายไปให้บริการในเส้นทางที่ไม่มีน้ำท่วมหรือมีน้ำท่วมในระดับต่ำกว่า 30 เซนติเมตร
ตัวอย่างเช่น เส้นทาง A1 จากสนามบินดอนเมือง ผ่านทางด่วน ไปยังเซ็นทรัลลาดพร้าวและพื้นที่โดยรอบสถานีรถไฟฟ้าหมอชิต ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ยังสามารถนำรถที่ไม่เหมาะกับน้ำท่วมไปให้บริการ เพื่อรองรับความต้องการของประชาชนได้
ตั้งศูนย์บัญชาการกลาง รับมือสถานการณ์แบบเรียลไทม์
เมื่อเข้าสู่สถานการณ์วิกฤต ขสมก. จะตั้งศูนย์บัญชาการเพื่อบริหารจัดการเดินรถ โดยในเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งนี้ ศูนย์ดังกล่าวถูกตั้งขึ้นภายในพื้นที่อู่ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม เพราะเจ้าหน้าที่สามารถเห็นสถานการณ์จริงและประเมินได้ว่ารถแต่ละประเภทสามารถนำออกไปใช้งานได้หรือไม่
โดยศูนย์บัญชาการเริ่มทำงานตั้งแต่วันศุกร์ที่ 25 ก.ย. 69 ต่อเนื่องไปถึงวันที่ 28 ก.ย. 69 เพื่อควบคุมและปรับแผนการเดินรถตามสถานการณ์
นอกจากนี้ ขสมก. ยังสามารถติดตามและบริหารรถผ่านแอปพลิเคชัน รวมถึงใช้ LINE Official Account เพื่อติดตามสถานะรถแบบเรียลไทม์ ทำให้สามารถเห็นว่ารถคันใดอยู่บริเวณใดและยังสามารถให้บริการได้หรือไม่
น้ำขึ้นเร็วกว่าคาด รถเสียเกือบ 20 คัน
อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ครั้งนี้สร้างความเสียหายให้กับรถของ ขสมก. ค่อนข้างมาก โดย ขสมก. ประเมินในช่วงแรกว่าระดับน้ำอาจทรงตัว แต่สถานการณ์กลับเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทำให้น้ำเพิ่มสูงขึ้นกว่าที่คาดไว้
เบื้องต้นมีรถเกือบ 20 คันที่เกิดปัญหาและไม่สามารถเดินทางต่อได้ ซึ่งขณะนี้ ขสมก. ได้ลากรถที่ได้รับผลกระทบกลับเข้ามาเพื่อซ่อมแซมทั้งหมดแล้ว
การตรวจสอบรถจะดำเนินการเป็น 3 ช่วง ได้แก่ ก่อนนำรถออกให้บริการ ระหว่างหรือหลังรถเข้าสู่พื้นที่น้ำท่วม หากเกิดปัญหาจะต้องนำมาตรวจสอบและซ่อมแซม และหลังน้ำลดจนรถแห้งแล้ว จะต้องตรวจสอบสภาพรถอีกครั้ง หรือที่เรียกว่า “Post Check” เพื่อประเมินความเสียหายของรถแต่ละคัน
นายกิตติกานต์ ยังกล่าวถึงการทำงานของพนักงาน ขสมก. ว่า พนักงานจำนวนมากมีความตั้งใจในการให้บริการประชาชน แม้บางคนจะได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมที่บ้านของตัวเอง แต่ยังเดินทางออกมาปฏิบัติหน้าที่
ในพื้นที่ที่รถยังสามารถผ่านได้ หากมีประชาชนรออยู่ที่ป้ายรถเมล์หรือโบกรถ พนักงานก็พร้อมที่จะรับผู้โดยสารตลอดเส้นทางที่สามารถเดินรถได้
หนึ่งในภาพที่ทำให้ผู้บริหาร ขสมก. รู้สึกภูมิใจ คือหลังจากพนักงานขับรถกลับถึงอู่ หลายคนยังพูดถึงประชาชนที่ไม่สามารถเดินทางได้ในอีกหลายเส้นทาง และพร้อมที่จะออกไปให้บริการหากยังมีพื้นที่ที่รถสามารถเข้าถึงได้
“รถเมล์ครีมแดง” ยังไม่หายไป แม้ ขสมก. เดินหน้าสู่ EV
ส่วนกระแสการนำรถเมล์ครีมแดงกลับมาใช้งานในพื้นที่น้ำท่วม ทำให้เกิดคำถามต่ออนาคตของรถรุ่นนี้ หลัง ขสมก. มีนโยบายเดินหน้าเปลี่ยนไปใช้รถพลังงานไฟฟ้า
นายกิตติกานต์ อธิบายว่า การที่ ขสมก. บอกว่าจะ “ไม่ใช้” รถครีมแดง ไม่ได้หมายความว่าจะนำรถทั้งหมดออกจากระบบ แต่หมายถึงการไม่ใช้เป็นรถโดยสารประจำทางตามเส้นทางปกติที่มีต้นทาง ปลายทาง และป้ายจอดที่กำหนดไว้
ขสมก. ไม่ได้มีแนวคิดที่จะทิ้ง “เจ้าคุณปู่” หรือทำลายความทรงจำที่ประชาชนมีต่อรถรุ่นนี้ เพราะรถเมล์ครีมแดงอยู่กับ ขสมก. มาเกือบ 40 ปี ขณะที่ ขสมก. ก่อตั้งมานานกว่า 50 ปี เท่ากับว่ารถครีมแดงอยู่กับองค์กรมามากกว่า 80% ของช่วงอายุ ขสมก.
แนวคิดเรื่องการปลดระวาง ขาย หรือส่งต่อรถทั้งหมด จึงเป็นแนวทางในช่วงท้าย หากรถยังมีสมรรถนะเพียงพอ ขสมก. จะพิจารณาเก็บรถบางส่วนไว้ใช้งาน โดยจากการประเมินเบื้องต้น คาดว่าจะสามารถเก็บไว้ได้ประมาณ 600–700 คัน
จากรถประจำทาง สู่ “รถสำรองเฉพาะกิจ”
เหตุผลสำคัญอีกด้านคือ ปัจจุบันมีหน่วยงานต่างๆ ขอใช้รถของ ขสมก. ในภารกิจสาธารณะเป็นจำนวนมาก แต่เมื่อไม่มีรถสำรอง ขสมก. ต้องดึงรถครีมแดงหรือรถปรับอากาศออกจากเส้นทางปกติ ส่งผลให้จำนวนรถที่ให้บริการประชาชนลดลง
แนวคิดของ ขสมก. จึงเป็นการคัดเลือกรถครีมแดงที่ยังมีสภาพแข็งแรงมาปรับปรุง ทั้งการซ่อมระบบต่างๆ และปรับเครื่องยนต์ให้เป็นไปตามมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม ก่อนเปลี่ยนบทบาทจากรถประจำทางมาเป็น “รถสำรองเฉพาะกิจ”
เมื่อมีรถกลุ่มนี้ไว้รองรับภารกิจพิเศษ ขสมก. จะสามารถนำไปใช้ในงานสนับสนุนต่างๆ โดยไม่ต้องดึงรถจากเส้นทางประจำทาง ทำให้ผู้โดยสารยังได้รับบริการตามปกติ
ขณะเดียวกัน รถกลุ่มนี้ยังมีความสำคัญในสถานการณ์ฉุกเฉิน เพราะภัยพิบัติไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อใด ไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วม แผ่นดินไหว หรือเหตุการณ์อื่นที่ทำให้ระบบขนส่งในเมืองไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ
นายกิตติกานต์ ยกตัวอย่างเหตุการณ์แผ่นดินไหวเมื่อเดือนมีนาคม 2568 ซึ่งระบบรถไฟฟ้าต้องหยุดให้บริการเพื่อตรวจสอบรางและเสา ขณะที่การจราจรบนถนนมีความหนาแน่น และมีรถยนต์ไฟฟ้าบางส่วนที่แบตเตอรี่หมดจนไม่สามารถเดินทางต่อได้
ในสถานการณ์ดังกล่าว ขสมก. ได้นำรถโดยสารเครื่องยนต์สันดาปภายในมาใช้ขนส่งประชาชนจากพื้นที่ใจกลางเมืองออกไปยังพื้นที่รอบนอก
ดังนั้น หากเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้เมืองไม่สามารถเดินทางได้ตามปกติ ขสมก. มองว่ารถครีมแดงที่ถูกเก็บไว้ในฐานะรถสำรอง ยังสามารถเข้ามามีบทบาทในการช่วยเหลือประชาชนได้
ถ้าปรับโฉม “ครีมแดง” ยังต้องเป็นครีมแดง
สำหรับสีของรถ หากมีการปรับปรุงหรือปรับโฉมในอนาคต นายกิตติกานต์ ระบุว่า สีครีมแดงถือเป็นภาพจำสำคัญทั้งกับพนักงานและผู้โดยสาร ดังนั้นหากมีการปรับเปลี่ยน ก็ควรยังคงเอกลักษณ์สีครีมแดงไว้ อาจปรับให้ดูนุ่มขึ้น สวยขึ้น และมีความสง่างามมากขึ้น
ก่อนหน้านี้ นายกิตติกานต์ยังโพสต์ข้อความถึงแนวคิดการ “กู้ชีพรถเมล์ครีมแดง” โดยระบุว่ารถรุ่นนี้ไม่ได้เป็นเพียงรถเก่า แต่เป็นหนึ่งในรถที่มีความแข็งแรงและมีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ โดยเฉพาะในสถานการณ์ฉุกเฉิน
ตามแนวคิดดังกล่าว ขสมก. จะคัดเลือกรถที่ยังมีสภาพแข็งแรงมาปรับปรุงระบบ ทำความสะอาด และยกระดับเครื่องยนต์ให้ผ่านมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม ก่อนนำมาใช้เป็นรถสำรองเฉพาะกิจ พร้อมเปิดให้ประชาชนเสนอแนวคิดเรื่องสีหรือสัญลักษณ์สำหรับรถกลุ่มนี้ด้วย
EV เหมาะกับการเดินทางปกติ แต่ยังมีข้อจำกัดในภาวะวิกฤต
ส่วนการเปลี่ยนผ่านไปสู่รถ EV นายกิตติกานต์ ยอมรับว่า รถไฟฟ้ามีข้อดีด้านสิ่งแวดล้อม และ ขสมก. เองก็เคยถูกตั้งคำถามเรื่อง PM2.5 โดยมีการอ้างถึงผลการศึกษาว่า ขสมก. มีสัดส่วนการปล่อย PM2.5 อยู่ที่ 0.59% หรือไม่ถึง 1% ของมลพิษในเมือง
อย่างไรก็ตาม ขสมก. พร้อมเปลี่ยนไปใช้รถที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น แม้สัดส่วนดังกล่าวจะอยู่ที่ 0.01% ก็ตาม เพราะต้องการลดผลกระทบต่อคุณภาพอากาศ และไม่อยากให้คนรุ่นต่อไปต้องถูกตั้งคำถามเรื่องมลพิษจากรถของ ขสมก.
แต่ในมุมของการรับมือเหตุฉุกเฉิน นายกิตติกานต์ มองว่ารถ EV ยังมีข้อจำกัด เพราะรถพื้นต่ำและออกแบบมาเพื่อการเข้าถึงของผู้โดยสาร รวมถึงการเดินทางในสภาพปกติ ขณะที่รถครีมแดงมีสมรรถนะที่เหมาะกับสถานการณ์ผิดปกติและภาวะวิกฤตมากกว่า
จึงเป็นเหตุผลว่า แม้ ขสมก. จะเดินหน้าสู่ EV แต่รถครีมแดงบางส่วนยังมีเหตุผลที่จะถูกเก็บไว้เป็นกำลังสำรองสำหรับภารกิจฉุกเฉิน
ค่าโดยสารหลังเปลี่ยนเป็น EV จะเพิ่มหรือไม่?
ส่วนความกังวลเรื่องค่าโดยสารหลังการเปลี่ยนมาใช้รถ EV นายกิตติกานต์ ระบุว่า รัฐบาลในหลายยุค รวมถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ต่างมีนโยบายชัดเจนว่า ค่าโดยสารไม่ควรเพิ่มภาระให้ประชาชน
หากมีความจำเป็นต้องปรับโครงสร้างค่าโดยสาร ภาครัฐจะต้องเข้ามาช่วยเหลือผ่านกลไกต่างๆ เช่น บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ระบบตั๋วร่วม หรือแนวทางค่าโดยสารร่วมที่อยู่ระหว่างการผลักดัน
ดังนั้น ในมุมของ ขสมก. ประชาชนจึงไม่ควรกังวลว่าจะต้องแบกรับภาระค่าเดินทางที่เพิ่มขึ้นจากการเปลี่ยนผ่านสู่รถ EV
ท้ายที่สุด รถเมล์ครีมแดงจึงอาจไม่ได้มีบทบาทเหมือนเดิมบนเส้นทางประจำ แต่การเก็บรถบางส่วนไว้ในฐานะ “รถสำรองเฉพาะกิจ” สะท้อนอีกมุมของการบริหารระบบขนส่งสาธารณะ ที่ต้องเตรียมทั้งสำหรับการเดินทางในวันปกติ และเหตุการณ์ที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB