อ่าวอาหรับไม่รอด สงครามฉุด! IMF ชี้ เศรษฐกิจ ปี2569 หดเหลือ 4.8%
IMF เตือนสงครามฉุดเศรษฐกิจตะวันออกกลาง คาดปี 2569 หดตัวเหลือ 1.3% ก่อนฟื้นปี 70 ชี้ความเสี่ยงยังสูง ขณะที่ประเทศอ่าวอาหรับหนัก คาดเศรษฐกิจหดตัวเหลือ 4.8%
กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจตะวันออกกลางและเอเชียกลาง ท่ามกลางผลกระทบจากสงคราม ความผันผวนของราคาพลังงาน และความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก โดยเตือนว่าหากความขัดแย้งยืดเยื้อ อาจกระทบการผลิตน้ำมัน เส้นทางเดินเรือ และโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ เพิ่มแรงกดดันด้านเงินเฟ้อและฐานะการคลังของหลายประเทศ
นายจีฮัด อาเซอร์ (Jihad Azour) ผู้อำนวยการฝ่ายตะวันออกกลางและเอเชียกลางของ IMF ระบุว่า แม้การเปลี่ยนเส้นทางขนส่ง การปรับตัวของอุปสงค์
และกำลังการผลิตจากประเทศนอกพื้นที่ช่วยบรรเทาผลกระทบได้บางส่วน แต่ปัจจัยเหล่านี้มีขีดจำกัด ขณะที่ปริมาณน้ำมันสำรองลดลงและกำลังการผลิตส่วนเกินมีน้อยลง ทำให้ความเสี่ยงจากการหยุดชะงักเพิ่มเติมยังอยู่ในระดับสูง
IMF คาดว่า เศรษฐกิจตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือจะหดตัว 1.3% ในปี 2569 จากที่ขยายตัว 3.3% ในปี 2568 ก่อนฟื้นตัวเป็น 6.6% ในปี 2570 ส่วนกลุ่มประเทศความร่วมมืออ่าวอาหรับ (GCC) คาดว่าจะหดตัว 4.8% ในปี 2569 ก่อนขยายตัว 9.1% ในปี 2570 โดยผลกระทบแตกต่างกันตามความสามารถในการเปลี่ยนเส้นทางขนส่งและเงินสำรองรองรับวิกฤต ขณะที่ประเทศที่พึ่งพาเส้นทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซมีความเสี่ยงสูงกว่า
การฟื้นตัวในปี 2570 ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าการค้าและการขนส่งจะกลับสู่ภาวะปกติในไตรมาสแรก และการส่งออกจะทยอยฟื้นตัวในช่วงกลางปี อย่างไรก็ตาม ผลผลิตทางเศรษฐกิจอาจยังไม่กลับสู่แนวโน้มเดิมก่อนเกิดสงคราม เนื่องจากความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานและผลกระทบที่ตกค้างในภาคธุรกิจ โดยกาตาร์เป็นหนึ่งในประเทศที่เร่งแผนฟื้นฟูกำลังการผลิตก๊าซ จากเดิมที่คาดว่าจะใช้เวลาราว 3 ปี เหลือประมาณ 1 ปีครึ่ง
สำหรับภูมิภาคคอเคซัสและเอเชียกลาง IMF คาดว่าเศรษฐกิจจะขยายตัว 5.2% ในปี 2569 และ 5.0% ในปี 2570 โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการลงทุนและการเปลี่ยนเส้นทางการค้า แต่ยังต้องระวังแรงกดดันเงินเฟ้อจากราคาพลังงานและอาหารนำเข้า ขณะที่จอร์เจียมีแนวโน้มเติบโตแข็งแกร่ง โดย IMF ปรับเพิ่มคาดการณ์การขยายตัวในปี 2569 เป็น 7.2% จากข้อมูลเศรษฐกิจที่ดีกว่าคาด รวมถึงการลงทุน การท่องเที่ยว และการค้าที่เพิ่มขึ้นในช่วงที่ผ่านมา
ด้านความเสี่ยง IMF เตือนว่า หากความขัดแย้งขยายวงหรือยืดเยื้อ อาจทำให้การผลิตพลังงานและการขนส่งหยุดชะงักมากขึ้น ส่งผลให้ราคาพลังงานสูงขึ้นและเงินเฟ้อเร่งตัว ขณะเดียวกัน หากภาวะการเงินโลกตึงตัว จะเพิ่มต้นทุนการกู้ยืมและแรงกดดันต่อค่าเงิน โดยประเทศรายได้น้อยและประเทศเปราะบางมีความเสี่ยงมากเป็นพิเศษ เพราะพึ่งพาการนำเข้าอาหารและมีงบประมาณจำกัดในการช่วยเหลือประชาชน
สำหรับประเทศที่เผชิญปัญหาเฉพาะ IMF ให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูระบบธนาคารและการจัดการหนี้ของเลบานอน โดยกฎหมายแก้ไขปัญหาธนาคารและกฎหมายจัดการช่องว่างทางการเงินต้องสอดคล้องกัน พร้อมกำหนดความรับผิดชอบของรัฐอย่างชัดเจนและยึดลำดับสิทธิเรียกร้องของเจ้าหนี้ตามมาตรฐานสากล เพื่อไม่ให้ผู้ฝากเงินต้องรับภาระความเสียหายก่อนเจ้าหนี้ที่มีสิทธิสูงกว่าและผู้ถือหุ้น ทั้งนี้ IMF เตรียมส่งคณะเจ้าหน้าที่ไปเลบานอนในเดือนพฤศจิกายน 2569
ส่วนอียิปต์มีความคืบหน้าในการลดความไม่สมดุลทางเศรษฐกิจ เพิ่มความยืดหยุ่นของอัตราแลกเปลี่ยน และเสริมเงินสำรองระหว่างประเทศ แต่จำเป็นต้องเร่งปฏิรูปเพื่อลดบทบาทรัฐ เพิ่มความโปร่งใส และเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนมากขึ้น ขณะที่โมร็อกโกยังมีแนวโน้มเติบโตดี โดยคาด GDP ขยายตัว 4.5% ในปี 2569 และ 4.2% ในปี 2570 จากภาคเกษตรกรรม บริการ และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ส่วนซีเรียกำลังร่วมมือกับ IMF เพื่อฟื้นฟูสถาบันทางเศรษฐกิจ พัฒนาระบบสถิติ และเสริมความสามารถในการบริหารนโยบาย หลังเผชิญความขัดแย้งยาวนาน
นายจีฮัดยังชี้ว่า การกระจายตลาดการค้าและการพัฒนาความเชื่อมโยงระหว่างภูมิภาคเป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะเส้นทางมิดเดิลคอร์ริดอร์ (Middle Corridor) ที่เชื่อมเอเชีย ตะวันออกกลาง และยุโรป ซึ่งต้องลงทุนทั้งถนนและระบบขนส่ง รวมถึงปรับปรุงขั้นตอนศุลกากรและกฎระเบียบให้สอดคล้องกัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการค้าและดึงดูดการลงทุนจากภาคเอกชน
ขณะเดียวกัน ความสัมพันธ์ระหว่างตะวันออกกลางกับเอเชียมีแนวโน้มขยายตัวเกินกว่าการซื้อขายพลังงาน ครอบคลุมการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี AI การชำระเงินข้ามพรมแดน และเทคโนโลยีทางการเงิน โดยจีนเป็นหนึ่งในคู่ค้าสำคัญของประเทศกลุ่ม GCC ขณะที่ศูนย์กลางทางการเงินอย่างฮ่องกงและสิงคโปร์มีบทบาทเพิ่มขึ้นในการเชื่อมโยงเงินทุนและการลงทุน
IMF เสนอให้ประเทศต่าง ๆ ใช้นโยบายการเงินที่เหมาะสมเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ รักษาวินัยการคลัง และหลีกเลี่ยงการอุดหนุนในวงกว้าง โดยควรช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบผ่านมาตรการตรงกลุ่มเป้าหมายและมีระยะเวลาจำกัด พร้อมเร่งสร้างเงินสำรองทางการคลัง กระจายตลาดส่งออก ปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ และส่งเสริมการแข่งขัน เพื่อเพิ่มความสามารถในการรับมือวิกฤตระยะยาว
สำหรับประเทศเปราะบาง IMF ระบุว่า แม้ความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาอย่างเป็นทางการจากหลายแหล่งมีแนวโน้มลดลง แต่การสนับสนุนระดับภูมิภาคจากประเทศกลุ่ม GCC ยังดำเนินต่อไป ทั้งความช่วยเหลือจากซาอุดีอาระเบียแก่ปากีสถาน การสนับสนุนเพิ่มเติมจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์แก่จอร์แดน และความช่วยเหลือแก่อียิปต์ ซึ่งมีความสำคัญต่อการฟื้นฟูและรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ
ตั้งแต่ปี 2563 IMF อนุมัติเงินสนับสนุนแก่ประเทศในภูมิภาครวมประมาณ 48,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และในปีงบประมาณ 2569 ดำเนินโครงการให้ความช่วยเหลือทางเทคนิคและพัฒนาศักยภาพ 437 โครงการ ครอบคลุม 31 ประเทศ โดยรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจภูมิภาคฉบับเต็มมีกำหนดเผยแพร่วันที่ 22 ตุลาคม 2569 ที่นครดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB