หนี้จาก “ซื้อก่อน จ่ายทีหลัง” โต 10 เท่าใน 4 ปี จับตาเกณฑ์ใหม่คุมวงเงิน-ดอกเบี้ย
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยชี้ BNPL โตเร็ว เสี่ยงหนี้เกินตัว จับตาเกณฑ์ใหม่คุมวงเงิน 2 หมื่นบาท ดอกเบี้ยไม่เกิน 15% ต่อปี
สินเชื่อ “ซื้อก่อน จ่ายทีหลัง” หรือ Buy Now, Pay Later (BNPL) กำลังได้รับความนิยมมากขึ้นตามการเติบโตของการซื้อสินค้าออนไลน์ แต่ความสะดวกในการผ่อนจ่ายก็อาจกลายเป็นความเสี่ยง หากผู้บริโภคมีหนี้หลายรายการพร้อมกัน จนประเมินภาระที่ต้องจ่ายทั้งหมดได้ยาก
ล่าสุด กระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จึงเสนอแนวทางกำกับดูแลธุรกิจ BNPL ให้เข้มงวดขึ้น เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคและลดความเสี่ยงจากการก่อหนี้เกินกำลัง
BNPL โตเร็ว บัญชีพุ่งกว่า 10 เท่าใน 4 ปี
ข้อมูลจาก ธปท. สะท้อนการเติบโตของสินเชื่อ BNPL อย่างชัดเจน โดยจำนวนบัญชีเพิ่มจากประมาณ 620,000 บัญชีในปี 2564 เป็น 6.3 ล้านบัญชีในปี 2568 หรือเพิ่มขึ้นกว่า 10 เท่าภายใน 4 ปี ขณะที่เฉพาะปี 2568 จำนวนบัญชี BNPL เติบโตถึง 28.3% สูงกว่าสินเชื่อส่วนบุคคลที่ไม่มีหลักประกัน ซึ่งเติบโต 3.9% และบัตรเครดิตที่เติบโต 1.3%
ด้านมูลค่าการใช้สินเชื่อก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเช่นกัน จาก 6,834 ล้านบาทในปี 2564 เป็น 40,713 ล้านบาทในปี 2568 หรือเพิ่มขึ้นเกือบ 6 เท่า
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า จุดเด่นของ BNPL คือการเชื่อมสินเชื่อเข้ากับการซื้อสินค้าและบริการบนแพลตฟอร์มดิจิทัลโดยตรง ผู้บริโภคสามารถเลือกผ่อนชำระได้ตั้งแต่ขั้นตอนซื้อสินค้า ช่วยให้เข้าถึงสินเชื่อได้สะดวกขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่มีข้อจำกัดในการขอสินเชื่อรูปแบบเดิม
อย่างไรก็ตาม ความสะดวกนี้อาจทำให้ผู้บริโภคสนใจยอดผ่อนชำระของสินค้าแต่ละรายการ มากกว่าคำนวณภาระหนี้ทั้งหมดที่ต้องจ่าย โดยเฉพาะผู้ที่ใช้ BNPL หลายรายการหรือหลายแพลตฟอร์มพร้อมกัน จนอาจก่อหนี้เกินความสามารถในการชำระคืน
อีกข้อจำกัดสำคัญคือ ข้อมูลสินเชื่อ BNPL จากผู้ให้บริการบางส่วนยังไม่ครอบคลุมในระบบข้อมูลเครดิต ทำให้การประเมินภาระหนี้รวมและความเสี่ยงของผู้กู้ยังทำได้ไม่ครบถ้วน
เปิดเกณฑ์ใหม่ คุมอายุ วงเงิน ระยะเวลาผ่อน และดอกเบี้ย
เพื่อรับมือกับความเสี่ยงดังกล่าว กระทรวงการคลังและ ธปท. เสนอให้นำธุรกิจ BNPL ที่ให้บริการผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลขนาดใหญ่และมีนัยสำคัญต่อประชาชนในวงกว้าง เข้าสู่ระบบกำกับดูแล
ตัวอย่างเกณฑ์พิจารณาแพลตฟอร์ม ได้แก่ แพลตฟอร์มประเภทตลาดสินค้าที่มีมูลค่าธุรกรรมในประเทศเกิน 100 ล้านบาทต่อปี หรือมีจำนวนผู้ใช้บริการเฉลี่ยต่อเดือนย้อนหลังเกิน 5% ของประชากรทั่วประเทศ
สำหรับหลักเกณฑ์กำกับดูแลที่เสนอ มีสาระสำคัญดังนี้
- อายุผู้ใช้บริการ: ต้องมีอายุอย่างน้อย 20 ปี
- วงเงินสินเชื่อ: ไม่เกิน 20,000 บาทต่อราย ภายในกลุ่มธุรกิจเดียวกัน
- ระยะเวลาชำระคืน: ไม่เกิน 6 เดือนต่อธุรกรรม
- ดอกเบี้ยและค่าใช้จ่าย: รวมกันไม่เกิน 15% ต่อปี
- การขออนุญาตและข้อมูลเครดิต: ผู้ประกอบธุรกิจต้องได้รับอนุญาตและนำส่งข้อมูลให้บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (NCB)
- ข้อจำกัดการใช้สินเชื่อ: ห้ามเปลี่ยนวงเงินสินเชื่อเป็นเงินสด และต้องมีกลไกป้องกันการนำสินเชื่อประเภทอื่นมาชำระหนี้ BNPL
ทั้งนี้ หลักเกณฑ์ดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการรับฟังความคิดเห็น ตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคม ถึง 15 พฤศจิกายน 2569
หากพิจารณาเฉพาะเพดานดอกเบี้ยที่เสนอไว้ 15% ต่อปี จะพบว่าต่ำกว่าสินเชื่อรายย่อยประเภทอื่น ได้แก่ บัตรเครดิตที่ 16% สินเชื่อส่วนบุคคลไม่มีหลักประกันที่ 25% สินเชื่อส่วนบุคคลที่มีทะเบียนรถเป็นประกันที่ 24% และนาโนไฟแนนซ์ที่ 33%
คุมเข้มกว่าเดิม แต่ยังมีช่องว่างเรื่องหนี้ข้ามแพลตฟอร์ม
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยตั้งข้อสังเกตว่า แนวทางกำกับดูแล BNPL ที่เสนอมามีความเข้มงวดกว่าสินเชื่อรายย่อยบางประเภทในหลายมิติ โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับสินเชื่อส่วนบุคคลดิจิทัลที่มีเพดานวงเงินและระยะเวลาชำระคืนเท่ากัน แต่ BNPL กำหนดเพดานดอกเบี้ยต่ำกว่าและจำกัดวัตถุประสงค์การใช้สินเชื่อ
แนวทางดังกล่าวสะท้อนว่าภาครัฐให้ความสำคัญกับการลดความเสี่ยงจากการก่อหนี้เพื่อการบริโภคเกินความจำเป็น
อย่างไรก็ตาม เกณฑ์ใหม่ยังมีข้อจำกัด เพราะการกำหนดวงเงินไม่เกิน 20,000 บาท ครอบคลุมเฉพาะผู้ให้บริการภายในกลุ่มธุรกิจเดียวกัน จึงยังไม่สามารถจำกัดการก่อหนี้ข้ามกลุ่มธุรกิจได้ทั้งหมด การนำส่งข้อมูลให้ NCB จึงมีบทบาทสำคัญในการช่วยให้ผู้ให้สินเชื่อประเมินภาระหนี้รวมของผู้กู้ได้ดีขึ้น
ขณะเดียวกัน เพดานดอกเบี้ย 15% ต่อปีอาจทำให้ผู้ประกอบธุรกิจมีความยืดหยุ่นในการกำหนดอัตราดอกเบี้ยลดลง เพราะต้องคำนึงถึงต้นทุนเงินทุน ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน และความเสี่ยงด้านเครดิตของลูกหนี้
ผู้ประกอบธุรกิจจึงอาจต้องปรับรูปแบบรายได้ เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารต้นทุน หรือคัดกรองผู้กู้เข้มงวดขึ้น ซึ่งอาจส่งผลต่อโอกาสเข้าถึงสินเชื่อของผู้บริโภคบางกลุ่ม โดยเฉพาะผู้ที่มีความเสี่ยงสูงหรือมีข้อมูลทางการเงินจำกัด
ท้ายที่สุด การกำกับดูแล BNPL จึงไม่ใช่เพียงการกำหนดวงเงินหรือเพดานดอกเบี้ยให้เข้มงวดขึ้น แต่ยังต้องสร้างสมดุลระหว่างการคุ้มครองผู้บริโภค การป้องกันหนี้เกินตัว และการรักษาโอกาสเข้าถึงสินเชื่อของประชาชนในระบบดิจิทัลที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB