เดโมแครตชนะเลือกตั้ง จำกัดอำนาจ"ทรัมป์" แต่สงครามการค้ายังเดินหน้าต่อ
ทรัมป์เสียอำนาจต่อรอง! เดโมแครตพลิกเกมการเมืองสหรัฐฯ ชนะเลืกตั้งถล่มทลาย จับตา! ภาษีการค้า-จบสงคราม-หุ้นเทคโนโลยี สะเทือนเศรษฐกิจโลกแค่ไหน?
เดโมแครตชนะเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ถล่มทลาย! ทรัมป์ถูกจำกัดอำนาจ แต่สงครามการค้ายังไม่จบ โลกจับตาทิศทางเศรษฐกิจใหม่
ชัยชนะอย่างท่วมท้นของพรรคเดโมแครตในการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ทั้งในสภาคองเกรสและตำแหน่งผู้ว่าการรัฐ ไม่ได้เป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง แต่ยังสะท้อนเสียงประชาชนที่ไม่พอใจแนวนโยบายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และอาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญต่อทิศทางเศรษฐกิจและการเมืองโลก
รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐศาสตร์และการเมืองระหว่างประเทศ วิเคราะห์ว่า ผลการเลือกตั้งครั้งนี้เปรียบเสมือนการลงประชามติ (Referendum) ต่อนโยบายของทรัมป์ โดยประชาชนจำนวนมากมองว่านโยบายของรัฐบาลสร้างความเสียหายต่อประเทศและส่งผลกระทบเชิงลบต่อระบบโลก
ปัจจัยสำคัญมาจากการออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการเปลี่ยนใจของผู้มีสิทธิเลือกตั้งหลายกลุ่ม ทั้งคนผิวขาว คนผิวสี และกลุ่มฮิสแปนิกที่เคยสนับสนุนทรัมป์ แต่กลับมาลงคะแนนให้เดโมแครต สะท้อนความต้องการเปลี่ยนแปลงและความไม่พอใจต่อการบริหารประเทศอย่างชัดเจน
ทรัมป์เจอแรงต้านในสภา นโยบายเศรษฐกิจเดินหน้าไม่ง่าย
ชัยชนะของเดโมแครตจะทำให้ประธานาธิบดีทรัมป์เผชิญข้อจำกัดในการบริหารประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะนโยบายภายในประเทศที่ต้องผ่านกระบวนการนิติบัญญัติ ไม่ว่าจะเป็นการจัดสรรงบประมาณ มาตรการเกี่ยวกับผู้ลี้ภัย และการเสนอปรับลดภาษี
ขณะที่นโยบายต่างประเทศก็อาจได้รับผลกระทบเช่นกัน เนื่องจากรัฐสภามีอำนาจพิจารณาสนธิสัญญา ตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหาร และควบคุมการจัดสรรงบประมาณ หรือ Power of the Purse
งบประมาณความช่วยเหลือต่างประเทศ โดยเฉพาะตะวันออกกลางและอิสราเอล รวมถึงงบประมาณกลาโหมที่ตั้งไว้สูงถึง 1.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ อาจเผชิญแรงกดดันในการพิจารณาและปรับลดลง
สงครามการค้ายังไม่จบ! กำแพงภาษีอาจไม่เปลี่ยนง่าย
แม้ทรัมป์จะเผชิญแรงต้านทางการเมือง แต่ไม่ได้หมายความว่านโยบายกำแพงภาษีจะถูกยกเลิกหรือเปลี่ยนแปลงในทันที เนื่องจากนโยบายการค้าและภาษียังอยู่ภายใต้อำนาจของประธานาธิบดี โดยอาศัยกลไกตามกฎหมายการค้าปี 1974 มาตรา 301
ดังนั้น แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงนโยบายการค้าหลักจึงมีไม่มาก และสหรัฐฯ ยังจำเป็นต้องเดินหน้าเจรจาการค้ากับประเทศต่าง ๆ ต่อไป
อย่างไรก็ตาม แรงกดดันจากประชาชนอาจทำให้พรรครีพับลิกันต้องระมัดระวังการใช้กลไกทางการเมืองเพื่อขัดขวางกฎหมายมากเกินไป เพราะอาจส่งผลต่อคะแนนเสียงในการเลือกตั้งใหญ่ครั้งถัดไป
เปิดช่องทางการทูต ลดแรงกดดันราคาน้ำมันโลก
อีกประเด็นที่ต้องจับตาคือสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน
รศ.ดร.สมชาย มองว่า เมื่อฝ่ายบริหารสหรัฐฯ อ่อนแรงลงจากผลเลือกตั้ง และประชาชนไม่สนับสนุนการทำสงครามมากขึ้น อาจเปิดโอกาสให้เกิดการเจรจาทางการทูต ขณะที่อิหร่านเองก็เผชิญปัญหาเศรษฐกิจและเงินเฟ้อสูงถึง 90% จึงมีแรงจูงใจในการหาทางออกผ่านการเจรจาเช่นกัน
สถานการณ์ดังกล่าวอาจช่วยลดความตึงเครียดและแรงกดดันต่อราคาพลังงานโลก แม้ความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะยังไม่สิ้นสุด แต่มีโอกาสปรับทิศทางไปสู่การใช้มาตรการทางการทูตมากขึ้น
นอกจากนี้ คาดว่าความช่วยเหลือทางทหารแก่ยูเครนและงบประมาณช่วยเหลือระหว่างประเทศ เช่น ผ่านองค์การ USAID อาจได้รับการสนับสนุนเพิ่มขึ้นจากสภาคองเกรส
หุ้นเทคโนโลยีเสี่ยงถูกกดดัน เดโมแครตจ่อคุมเข้ม AI
สำหรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ชัยชนะของเดโมแครตอาจทำให้ทิศทางการกำกับดูแลเปลี่ยนแปลงไป โดยพรรคเดโมแครตมีแนวทางสนับสนุนการควบคุมการใช้ข้อมูล การสอดส่องดูแล (Surveillance) และการทบทวนสิทธิประโยชน์ทางภาษีของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่
แนวทางดังกล่าวแตกต่างจากรัฐบาลทรัมป์ที่เน้นการผ่อนคลายกฎเกณฑ์ จึงมีโอกาสเห็นมาตรการกำกับดูแลบริษัทเทคโนโลยีเข้มงวดขึ้น รวมถึงการจัดเก็บภาษีบริษัทเทคโนโลยีข้ามแดน
ในระยะสั้น หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีอาจเผชิญแรงกดดันจากความกังวลด้านกฎระเบียบ แต่ในระยะยาว การชะลอการขยายตัวที่ร้อนแรงเกินไปอาจช่วยลดความเสี่ยงการเกิดฟองสบู่ในตลาดได้
สหรัฐฯ ยังเดินหน้าถ่วงดุลจีน ไทยต้องจับตาอินโด-แปซิฟิก
ส่วนความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับจีน รศ.ดร.สมชาย ประเมินว่าไม่น่าจะเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากทั้งสองพรรคการเมืองของสหรัฐฯ ยังคงเห็นตรงกันในการรักษาสถานะการแข่งขันกับจีน โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยี พร้อมรักษาความสัมพันธ์ให้อยู่ในระดับที่มีเสถียรภาพและคาดการณ์ได้
ขณะที่นโยบายต่อไต้หวันยังคงยึดหลักยุทธศาสตร์ความคลุมเครือ (Strategic Ambiguity) ไม่สนับสนุนการประกาศเอกราชของไต้หวันอย่างเปิดเผย แต่ก็เตือนจีนไม่ให้ใช้กำลังทหาร
สำหรับภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก สหรัฐฯ ยังคงให้ความสำคัญกับการถ่วงดุลอำนาจจีน และกระชับความสัมพันธ์กับพันธมิตรหลัก ทั้งญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และอาเซียน ซึ่งเป็นแนวทางที่ได้รับการสนับสนุนจากทั้งสองพรรคการเมือง
ชัยชนะของเดโมแครตจึงอาจเปลี่ยนสมดุลอำนาจทางการเมืองภายในสหรัฐฯ และจำกัดการดำเนินนโยบายบางด้านของทรัมป์ แต่ไม่ได้หมายความว่านโยบายสำคัญของสหรัฐฯ จะเปลี่ยนไปทั้งหมด โดยเฉพาะสงครามการค้าและการแข่งขันกับจีน ซึ่งยังเป็นโจทย์ใหญ่ที่เศรษฐกิจโลกและประเทศไทยต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB